- หน้าแรก
- คำสาประดับโลก ค่ากับข้าวแม่นายจะแพงขึ้นตลอดไป
- บทที่ 6 กางเกงในฉันยังไม่ได้ใส่เลย
บทที่ 6 กางเกงในฉันยังไม่ได้ใส่เลย
บทที่ 6 กางเกงในฉันยังไม่ได้ใส่เลย
บทที่ 6 กางเกงในฉันยังไม่ได้ใส่เลย
หลินอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมหล่อนถึงมาที่นี่อีกแล้ว?
"ผมบอกให้มาพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?" เขาถาม น้ำเสียงเจือความรำคาญและไม่สบอารมณ์
แต่หลังจากร่างกายได้รับการยกระดับ ประสาทการรับกลิ่นของหลินอี้ก็ดีขึ้นด้วย
เขาได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาจากรถเข็นทำความสะอาด
มีบางอย่างผิดปกติ
เมื่อคนเราเริ่มสงสัยอะไรสักอย่าง เขาจะไวต่อสิ่งรอบตัวเป็นพิเศษ
รายละเอียดที่มักถูกมองข้ามจะถูกขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด
หลินอี้พิจารณาป้าแม่บ้านที่แต่งตัวประหลาดตรงหน้า แล้วหนังตาก็กระตุกวูบ
บ้าเอ๊ย หรือว่านี่จะเป็นฆาตกรที่เพิ่งจัดการศพเสร็จ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ เขาจึงตื่นตัวขึ้นมาทันที
"คุณไม่พอใจบริการของป้าเหรอคะ?"
"คุณจะร้องเรียนป้าใช่ไหม?"
"สามสิบปีมานี้ ไม่เคยมีลูกค้าคนไหนร้องเรียนป้าเลยนะ..."
น้ำเสียงของป้าเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แฝงความบ้าคลั่งและฮิสทีเรีย
"เปล่าครับ ผมพอใจบริการมาก ถ้าพรุ่งนี้ป้าค่อยมา ผมจะให้รีวิวห้าดาวเลย"
หลินอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ พยายามทำเสียงให้อ่อนโยนที่สุด
พวกฆาตกรโรคจิตแบบนี้สติแตกง่าย จะไปยั่วโมโหไม่ได้เด็ดขาด
ผิดคาด ป้าแกดูดีใจมากที่ได้ยินแบบนั้น ราวกับตั้งตารอรีวิวห้าดาวอยู่
ทว่า... วินาทีถัดมา หนังมนุษย์เปื้อนเลือดแผ่นหนึ่งก็ไหลลื่นออกมาจากถังขยะ
"พรวด~"
กองเลือดไหลทะลักออกมาจากถังขยะ
"ขอโทษทีจ้ะ ป้าผูกถุงขยะไม่แน่นเอง"
ป้าก้มลงเก็บกวาดขยะ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็พบว่าประตูห้อง 606 ถูกหลินอี้กระแทกปิดและล็อคกลอนจากด้านในเรียบร้อยแล้ว
"???"
วัยรุ่นสมัยนี้ไม่เล่นตามกฎเลย
มัวแต่ดีใจกับรีวิวห้าดาวจนประมาทไปหน่อย
หลินอี้พิงประตู หอบหายใจแฮก หัวใจเต้นรัวไม่หยุด
น่ากลัวชะมัด เกือบโดนฆ่าหมกศพแล้ว เขาตัดสินใจว่าจะไม่มาโรงแรมอีกแล้ว แต่ถ้าจำเป็นต้องจองห้องก็คงต้องจองแหละ
"ติ๋ง ติ๋ง~"
เลือดค่อยๆ ซึมผ่านช่องประตู แล้วค่อยๆ แผ่ขยายเข้ามาในห้อง
"ปัง ปัง ปัง~"
เสียงเคาะประตูดังทึบๆ ขึ้นอีกครั้ง
ตอนนี้ต่อให้โง่แค่ไหนก็รู้ว่าเปิดประตูไม่ได้
หลินอี้เมินเสียงเคาะที่เริ่มเกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆ รีบพุ่งไปที่เตียง เขย่าตัวซูเหมียวเหมียวให้ตื่นอย่างร้อนรน
"ยัยบ้า รีบตื่นเร็ว เราซวยกันแล้ว"
ซูเหมียวเหมียวปรือตาขึ้นอย่างงัวเงีย "มีอะไรเหรอ?"
"ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ไปกันเถอะ!"
"ห๊ะ?"
หลินอี้คว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นมาสวมให้เธอ
"เดี๋ยว... กางเกงในฉันยังไม่ได้ใส่เลยนะ"
"เลิกบ่นได้แล้ว ไปเร็ว!"
จังหวะนี้เลือดไหลผ่านหน้าประตูและกำลังลามมาที่ปลายเตียงแล้ว
นี่ไม่ใช่ฆาตกรธรรมดา แต่เป็น 'วิญญาณคำสาป' ที่มีพลังลึกลับ
"เราโตๆ กันแล้ว ตรวจห้องก็ตรวจไปสิ นายจะรีบอะไรนักหนา~"
ซูเหมียวเหมียวยังไม่รู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ มองค้อนเขาอย่างรำคาญ
ช่วงล่างของเธอยังระบมอยู่นิดหน่อย เพราะเพิ่งกลายเป็นสาวเต็มตัวเมื่อคืนและต้องการเวลาพักฟื้น พอสุกยืนขึ้นขาก็อ่อนจนล้มลงในอ้อมกอดหลินอี้
"โอ๊ย~ เจ็บนะ เบาๆ หน่อยสิ"
ตอนนี้ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย หลินอี้ไม่มีเวลามาทะนุถนอมสาวงาม เขาอุ้มร่างบอบบางของซูเหมียวเหมียวขึ้นมา แล้วถีบหน้าต่างเปิดออก
พอเห็นเขากำลังจะกระโดดจากชั้นหก ซูเหมียวเหมียวก็ร้องลั่นทันที
"นายบ้าไปแล้วเหรอ? นี่มันชั้นหกนะ ตกลงไปตาย..."
ยังพูดไม่ทันจบ เธอก็สังเกตเห็นว่าหน้าประตูถูกปกคลุมไปด้วยเลือดจนหมดแล้ว ก็ถึงกับตะลึง
"เชี่ย~ นั่นมันตัวบ้าอะไรน่ะ?!"
ราวกับสัมผัสได้ว่าเหยื่อกำลังจะหนี เลือดนั้นก็เริ่มแผ่ขยายเร็วขึ้น
หลินอี้สูดหายใจลึก อุ้มซูเหมียวเหมียวแล้วกระโดดลงไป
อาศัยสมรรถภาพร่างกายที่น่าทึ่ง กระโดดไปลงบนคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ห่างออกไปสี่ห้าเมตร
"กอดฉันให้แน่น!"
เขาคำราม เหยียบลงบนคอมแอร์เต็มแรงแล้วดีดตัวอีกครั้ง ลอยตัวกลางอากาศไปลงที่คอมแอร์ชั้นสี่
เขาทำเหมือนพี่เฉินหลง เหยียบคอมแอร์นอกอาคารไต่ระดับลงไปจนถึงชั้นหนึ่ง
ซูเหมียวเหมียวอึ้งกับการกระทำของหลินอี้ไปเลย
แม้เธอจะเพิ่งสัมผัสถึงความแข็งแกร่งของร่างกายเขาเมื่อกี้ แต่การกระโดดไปมาระหว่างตึกสูงแบบนี้มันเวอร์เกินไปแล้ว
แถมยังแบกคนไว้อีกคน
นี่มันหนังกำลังภายในที่มีแค่ในทีวีชัดๆ
เธอลืมกรี๊ดไปเลยด้วยซ้ำ
"ยัยบ้า เดินไหวไหม?"
หลินอี้ถามย้ำหลายรอบ เมื่อเห็นซูเหมียวเหมียวยังมองเขาตาค้าง
ด้วยความจนใจ เขาจึงช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มในท่าเจ้าหญิง
"กระโปรงฉัน... มันจะโป๊เอานะ"
ซูเหมียวเหมียวรู้สึกเย็นวาบที่ช่วงล่าง ใบหน้าสวยแดงซ่าน รีบกอดคอหลินอี้ไว้แน่นพร้อมเตือน
'กำไร' แบบนี้จะให้คนนอกเห็นไม่ได้
หลินอี้จึงยิ้มแห้งๆ แล้วใช้มือช่วยจับชายกระโปรงเธอไว้ไม่ให้เลื่อนหลุด
"แล้วเราจะเอาไงต่อ?"
หัวสมองซูเหมียวเหมียวรวนไปหมด เธอยังประมวลผลไม่ทัน
ทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเหมือนความฝัน ยากที่จะเชื่อและยากจะยอมรับ
หลินอี้มองไปรอบๆ ก็พบว่ารอบข้างถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวจนมองไม่เห็นทัศนวิสัย
ติดกับงั้นเหรอ?
เขาขมวดคิ้ว ตระหนักว่าที่นี่กลายเป็นพื้นที่ปิดตายไปแล้ว
จะออกจากที่นี่ได้ มีแต่ต้องใช้ 'วัตถุต้องสาป' ทรงพลังเจาะออกไป หรือไม่ก็กำจัดต้นตอของคำสาปทิ้งซะ
แต่เขาเพิ่งได้ตราประทับคำสาปมาเมื่อคืน แถมยังเป็นสายป้องกันแบบ 'ย้อนกลับ'
ถ้าโดนคำสาปโจมตี เขาเมินเฉยใส่ได้เลย แถมพลังคำสาปยังจะเพิ่มขึ้นจากการย้อนกลับด้วย
แต่ถ้าวิญญาณคำสาปเข้ามาอัดเขาระยะประชิดตรงๆ เขาก็คงเป็นฝ่ายโดนยำอยู่ฝ่ายเดียว
เขารู้สึกว่าการไปจัดการต้นตอคำสาปมันเสี่ยงไปหน่อย แต่เขาก็ไม่มีวัตถุต้องสาปเจ๋งๆ ที่จะเจาะทะลุ 'แดนผี' นี้ออกไปได้
เดี๋ยวสิ!
ใครบอกว่าฉันไม่มี?
เขาล้วงกระเป๋าอีกข้างอยู่นาน ในที่สุดยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งก็นอนนิ่งอยู่บนฝ่ามือ
"ดีนะที่ยังไม่หาย นี่สมบัติประจำตระกูลหลินเชียวนะ"
"【ยันต์ที่หลินเจิ้งเฟิงใช้เท้าเขียน】: เมื่อกระตุ้นพลังคำสาป สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย เรียกวิญญาณ เคลื่อนภูเขา ปราบมาร ตัดดวงอาทิตย์ จันทรา และดวงดาว..."
"หลินเจิ้งเฟิง ฉันหลงกลพ่อเข้าเต็มเปาเลย!"
หลังจากได้รับพรแห่งคำสาป หลินอี้ก็มีพลังคำสาปติดตัวอยู่ 100 แต้ม
ในขณะเดียวกัน อาจเป็นเพราะการผสานหยินหยางกับซูเหมียวเหมียว เนตรมารของเขาจึงถูกกระตุ้น ทำให้มองเห็นข้อมูลคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับคำสาปได้
อย่างไรก็ตาม เนตรมารไม่สามารถมองทะลุวัตถุต้องสาปหรือวิญญาณคำสาปเลเวลสูงได้
ในเมื่อหลินอี้มองเห็นข้อมูลของยันต์ได้ แต่กลับมองไม่เห็นข้อมูลของป้าวิญญาณคำสาป แสดงว่าเลเวลของป้าสูงกว่ายันต์
ยันต์ที่แม้แต่หลินอี้ยังมองทะลุปรุโปร่งจะมีพลังสักแค่ไหนกันเชียว?
แถมยังเป็นยันต์ที่ตาแก่หลินใช้เท้าเขียน ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นขยะชัดๆ
ส่วนไอ้คำบรรยายสรรพคุณสุดอลังการที่ขึ้นมานั่น เขาเลือกที่จะเมินมันไปซะ
ถ้าตาแก่มีวิชาแก่กล้าขนาดนั้นจริง จะตกอับขนาดนี้ได้ไง?
น่าจะเป็นหลินเจิ้งเฟิงเองนั่นแหละที่ใส่คำบรรยายลงไปตอนสร้างวัตถุต้องสาป
ยังไงซะมันก็เป็นสมบัติที่เอาไว้หลอกลูกชาย โม้ให้ดูดีไว้ก่อนย่อมดีกว่า
"สงสัยจริงๆ ว่าฉันเป็นลูกแท้ๆ ของแกหรือเปล่าเนี่ย"
ช่วยไม่ได้ หนีไม่ได้แล้ว
งั้นก็... เผชิญหน้ากับความกลัว แล้วเกิดใหม่จากความตายซะ!