- หน้าแรก
- เมื่อผมถูกหวยพันล้าน ใจคนก็ยากแท้หยั่งถึง
- บทที่ 22: พิสูจน์ ‘คนจริง’ ยามมีปัญหา
บทที่ 22: พิสูจน์ ‘คนจริง’ ยามมีปัญหา
บทที่ 22: พิสูจน์ ‘คนจริง’ ยามมีปัญหา
“ท่านประธานสวี พูดจริงพูดเล่นเนี่ย? ทำไมผมไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าลูกพี่ลูกน้องผมไปถอยรถหรูระดับล้านมา?” หลินเทาจงใจถามขึ้น
“เหลวไหลน่า... พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง ก็เพิ่งถอยมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง รออีกสักพักให้เงินโปรเจกต์ก้อนนั้นของฉันเข้ามาก่อนเถอะ ฉันก็จะไปถอยมาขับเล่นสักคันเหมือนกัน” สวีเหมียวพูด
หลินเทาตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ดูท่าแล้ว ลูกพี่ลูกน้องอย่างเติ้งเฉียง ไม่ได้เห็นเขาเป็นคนกันเองจริงๆ นั่นแหละ ยอมเอาเงินไปซื้อรถ แต่กลับไม่ยอมให้เขายืมเงิน?
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้ยืมเงินไปทำเรื่องอื่น แต่เขายืมไปแต่งงาน!
แต่จะว่าไป การที่อีกฝ่ายไม่ให้ยืมเงินมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
แต่ผ่านเรื่องนี้ไป หลินเทาก็ได้เห็นธาตุแท้ของเติ้งเฉียงอย่างชัดเจนแล้วเหมือนกัน เอาเป็นว่าในอนาคตถ้าเติ้งเฉียงมีเรื่องมาขอร้องเขาบ้าง เขาก็มีเหตุผลที่จะปฏิเสธได้เหมือนกัน
“ฉันแต่งงาน ขอยืมเงินแกแค่นี้ แกยังไม่ให้ยืม... ในอนาคตถ้าแกมาหาฉัน ฉันก็จะไม่สนใจใยดีแกเหมือนกัน!”
หลินเทาแอบสาบานในใจ
“หลินเทา เหม่ออะไรอยู่น่ะ”
จางเซิ่งลี่พูดขึ้น “นายมีลูกพี่ลูกน้องเป็นเถ้าแก่ใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่ลองไปพึ่งพาเขาดูบ้างล่ะ ได้พึ่งใบบุญต้นไม้ใหญ่จะได้สบายไปด้วยไง”
หลินเทาหัวเราะอย่างขมขื่น
“ฉันไปพึ่งเขาเหรอ? อย่าเลยดีกว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเพิ่งไปขอยืมเงินเขามานี่แหละ ไม่ใช่ว่าฉันกำลังจะดูตัวหรอกเหรอ ฝ่ายหญิงเขาเรียกสินสอด ฉันเลยจะไปขอยืมเขามาสมทบหน่อย แต่เขาบอกว่าไม่มีเงิน... เมื่อกี้ท่านประธานสวีก็เพิ่งบอกว่าเขาเพิ่งถอยรถใหม่มาคันหนึ่ง พวกนายว่า ต่อให้ฉันไปพึ่งเขา มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?”
“อะไรนะ? นายไปดูตัวมาเหรอ?” สวีเหมียวทำท่าทางประหลาดใจอย่างมาก
“ใช่สิ... ก็เพราะชีวิตมันไม่ค่อยได้เรื่องนี่แหละ เลยทำได้แค่ไปดูตัว” หลินเทาพูดอย่างจนใจ
หลินเทาจงใจลดระดับตัวเองให้ต่ำลงสุดๆ
พอเห็นแบบนี้ สวีเหมียวก็หมดอารมณ์ที่จะเยาะเย้ยถากถางไปโดยปริยาย
คนเราพอด้านได้อายอด โลกนี้ก็ไม่มีใครสู้ได้
ก็คงจะประมาณความหมายนี้แหละ
“คนที่ไหนล่ะ? วันนี้ทำไมไม่พามาให้พวกเราดูหน้าด้วยเลย” สวีเหมียวยิ้มแล้วพูด
“คนหมู่บ้านวังน่ะ ยังไม่ได้ตกลงอะไรกันเลย ฉันจะพามาได้ยังไง” หลินเทาตอบ
พอสวีเหมียวได้ยินคำว่า หมู่บ้านวัง
เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวนะ... นี่ใช่หมู่บ้านวัง ที่อยู่ในอำเภอฉีสุ่ยของเราหรือเปล่า?”
“ใช่สิ ทำไมเหรอ?” หลินเทาสงสัย มองไปที่สวีเหมียว
“ผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร?” สวีเหมียวถามต่อ
“วังหลินหลิน”
พอสวีเหมียวได้ยินชื่อนี้ เขาก็มั่นใจในทันที... วังหลินหลินคนนี้ ไม่ใช่แฟนสาวที่อยู่ในอำเภอฉีสุ่ยของ เฉียนอี้ฉี่หรอกเรอะ!
เฉียนอี้ฉี่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของสวีเหมียว
ทั้งสองคนเป็นพวกคอเดียวกัน เข้ากันได้ดีมาก ครั้งนี้ที่เฉียนอี้ฉี่มาที่อำเภอฉีสุ่ย ก็เป็นเขาเองนี่แหละที่ช่วยจัดการให้
ส่วนเรื่องที่ว่าวังหลินหลินเป็นแฟนสาวของเขานั้น ก็เป็นเฉียนอี้ฉี่เองที่เป็นฝ่ายเล่าให้เขาฟัง
“มีปัญหาอะไรรึเปล่า?” หลินเทาถาม เมื่อเห็นสวีเหมียวยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
“ไม่... ไม่มีอะไร”
สวีเหมียวอึ้งไปเล็กน้อย โบกมือไปมา แต่ในใจกลับหัวเราะแทบตาย เขาคิดในใจว่า ...นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ตกลงแล้วระหว่างหลินเทากับเฉียนอี้ฉี่ ใครกันแน่ที่กำลังถูกสวมเขา
เขาจึงเปลี่ยนเรื่องทันที
“มาๆๆ ดื่มเหล้าๆ”
เรื่องนี้ สวีเหมียวไม่ใช่คนโง่ ถ้าเขาพูดโพล่งออกไปตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการไปหาเรื่องเดือดร้อนให้เฉียนอี้ฉี่ แถมเขายังอยากจะรอดูหลินเทาหน้าแตกด้วย
หลินเทาไม่ระแคะระคายความคิดของสวีเหมียวเลยแม้แต่น้อย
แน่นอน
เขาก็ไม่มีทางคิดไปถึงด้วยว่า วังหลินหลินจะมามีความเกี่ยวข้องอะไรกับสวีเหมียวได้
เขายกแก้วเหล้าขึ้น แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด
อีกสักพัก หลังจากที่ดื่มกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว
สวีเหมียวก็อยากจะอวดเบ่งต่อหน้าเซี่ยฮวนสักหน่อย เขาจึงเดินไปจ่ายเงินค่าอาหารทั้งหมด
หลินเทาขึ้นรถของสยงรุ่ยไปด้วยอาการมึนๆ งงๆ
สยงรุ่ยเรียกใช้บริการคนขับรถแทน
ทั้งสองคนนั่งอยู่ที่เบาะหลัง
ทันใดนั้น สยงรุ่ยก็หยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาส่งให้หลินเทา
“ยังไงเนี่ย? อยู่ดีๆ นายเอาการ์ดมาให้ฉันทำไม?”
“นายจะแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงเขาเรียกสินสอดไม่ใช่เหรอ ฉันช่วยสมทบให้หน่อย ไม่เยอะหรอก แค่หนึ่งหมื่นหยวน ฉันก็มีปัญญาช่วยได้แค่นี้แหละ พูดตามตรงเลยนะ ฉันน่ะ...” สยงรุ่ยพูดแล้วก็อ้ำอึ้งไป
การกระทำของสยงรุ่ย ทำให้หลินเทาประหลาดใจอย่างมาก
เขาไม่คิดเลยว่า ไอ้หมอนี่จะใจถึงขนาดนี้
“นายไม่กลัวฉันรับไปจริงๆ เหรอ?”
หลินเทาจงใจยิ้มหยอกล้อ
สยงรุ่ยทำหน้าจริงจัง: “ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ นายรับไปเถอะ”
“นายไม่กลัวฉันไม่คืนรึไง? ฉันไม่ใช่เถ้าแก่ใหญ่เหมือนสวีเหมียวนะเว้ย” หลินเทาพูด
“พูดตามตรงนะ นิสัยใจคอนายน่ะฉันค่อนข้างเชื่อใจอยู่แล้ว ส่วนสวีเหมียวน่ะ มันก็แค่พวกเศรษฐีใหม่ เมื่อกี้นี้มันคอยหาเรื่องแขวะนายตลอดเวลา ฉันทนดูแทบไม่ไหวแล้ว ก็แค่เพื่อนร่วมรุ่นกันทั้งนั้น จะต้องมาเบ่งอะไรกันขนาดนั้นด้วย ใช่ไหมล่ะ” สยงรุ่ยพูดแทนหลินเทาอย่างไม่พอใจ
หลินเทายิ้ม
“ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ อย่าไปพูดถึงเขาเลย... แตเงินของนายก้อนนี้ ฉันรับไว้จริงๆ นะ”
หลินเทาคิดในใจว่า ...เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยหาทางคืนให้ทีหลัง
ในเมื่อจะเล่นละครแล้ว ก็ต้องเล่นให้มันครบชุดหน่อย
รถมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลหลินอย่างรวดเร็ว
หลินเทาลงจากรถที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แล้วเดินกลับบ้านก่อน ส่วนบ้านของสยงรุ่ยอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน
พอหลินเทากลับมาถึงบ้าน ก็เห็นหลินเจี้ยนหมินมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“พ่อครับ... เป็นอะไรไป?”
จ้าวซี่ชิวเดินออกมาในตอนนั้นพอดี แล้วก็ได้กลิ่นเหล้าจากตัวหลินเทา
“อาเทา แกไปดื่มเหล้ามาเหรอ?”
“ก็งานเลี้ยงรุ่นน่ะครับ ก็ต้องดื่มบ้างเป็นธรรมดา... พ่อครับ แม่ครับ พ่อเป็นอะไรไป? ทำไมดูไม่ค่อยมีความสุขเลยล่ะครับ”
หลินเทาเขยิบเข้าไปใกล้ๆ หลินเจี้ยนหมิน
จ้าวซี่ชิวถอนหายใจ: “ทุเรียนล็อตนั้นของบ้านเยว่ลี่มันจมทุนแล้วปล่อยของไม่ได้ ร้านค้าที่เคยตกลงว่าจะรับของ ตอนนี้ก็ไม่เอาแล้ว”
“ไม่ได้เซ็นสัญญากันไว้ล่วงหน้าเหรอครับ?” หลินเทาถาม
“ไม่ได้เซ็นน่ะสิ” จ้าวซี่ชิวส่ายหน้า
หลินเทาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวผมไปหาเยว่ลี่ที่นั่นหน่อย”
“ไม่ต้องไปหรอก แกไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี” หลินเจี้ยนหมินพูด
หลินเทาไม่ได้พูดอะไร
หลินเจี้ยนหมินยังคงมองเขาด้วยสายตาแบบเดิมๆ
แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากพูดกันถึงเรื่องความมั่งคั่ง เขาควรจะถูกนับว่าเป็นคนที่รวยที่สุดในอำเภอฉีสุ่ยนี้เลยก็ว่าได้
“ผมขอโทรหาเยว่ลี่ก่อน”
หลินเทาพูดจบ ก็เดินกลับเข้าห้องไป แล้วโทรศัพท์หาหลินเยว่ลี่
แต่ว่า หลินเยว่ลี่ไม่ได้รับสาย คนที่รับคือหวังซิน
“พี่ครับ...”
“พ่อเล่าให้ฉันฟังว่าของล็อตนั้นของพวกนายจมทุนหมดแล้วเหรอ มันเกิดอะไรขึ้น?” หลินเทาถาม
“คือมีตลาดค้าส่งอยู่สองสามเจ้าที่เขากดราคาเราต่ำมากๆ ครับ คนอื่นเขาก็เลยไม่ยอมรับของจากเรา ถ้าพวกเรายอมปล่อยของไปตามราคานั้น ก็จะต้องขาดทุนย่อยยับเลยครับ” หวังซินอธิบาย
“แล้วพอจะมีทางแก้ไหม?”
“ไม่มีทางเลยครับ นอกจากว่าจะยอมขายในราคาถูกๆ หรือไม่ก็ต้องยอมปล่อยให้มันจมทุนแบบนี้” หวังซินกล่าว
หลินเทาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า: “ถ้าปล่อยในราคาถูก จะขาดทุนประมาณเท่าไหร่?”
หวังซินคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับ: “ก็น่าจะ... รวมค่าขนส่งกับค่าแรงแล้ว ก็น่าจะประมาณห้าแสนหยวนได้ครับ”
“ถ้างั้นก็ปล่อยราคาถูกไปเถอะ”
หลินเทาแนะนำทันที
เงินแค่นี้สำหรับเขาแล้ว มันก็แค่เศษธุลี
รอให้ผ่านปีใหม่ไปก่อน พอเขาเลิกทดสอบใจคนแล้ว เขาจะเอาเงินก้อนนี้ไปชดเชยให้เอง
“แต่ว่า...” หวังซินอ้ำๆ อึ้งๆ
“ฟังฉันเถอะ ปล่อยราคาถูกไปเลย” หลินเทาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เดี๋ยวผมขอคุยกับเยว่ลี่ก่อนนะครับ”
หวังซินวางสายไปอย่างลังเลใจ
หลินเยว่ลี่กำลังตรวจนับทุเรียนที่เพิ่งมาถึงในโกดัง นางแทบจะร้องไห้ออกมา นั่งยองๆ อยู่บนพื้นอย่างจนปัญญา
“เยว่ลี่... เมื่อกี้พี่เทาโทรมาน่ะ”
“อืม” หลินเยว่ลี่ขานรับ ในตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น
“พี่เขาบอกให้เราปล่อยของราคาถูกไปเลย ฉันก็ว่ามันก็น่าจะดีนะ ขาดทุนนิดหน่อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันเน่าคาโกดังจนไม่เหลืออะไรเลย” หวังซินพูด
“พี่ชายฉันเขาจะไปรู้อะไร! เขารู้ไหมว่าพวกเราจะขาดทุนเท่าไหร่? ห้าแสนกว่าเลยนะ! เงินพวกนี้พวกเราต้องทำงานอีกตั้งหลายปีกว่าจะหาคืนมาได้... นี่เทียนฉีก็ใกล้จะเข้าโรงเรียนประถมแล้วด้วย ช่วงนี้ต้องใช้เงินอีกเยอะแยะไปหมด ฉันยังอุตส่าห์คิดว่าครั้งนี้จะทำเงินได้สักก้อน จะได้ไปซื้อบ้านในเมืองฉีอานสักหลัง เทียนฉีจะได้ไปโรงเรียนสะดวกหน่อย”
หลินเยว่ลี่พูด พลางน้ำตาก็แทบจะไหลออกมา