- หน้าแรก
- ผมอัปเกรดระบบเพื่อเป็นไอดอลที่ดังที่สุด แต่ทำไมสาวๆมารุมผมเอง
- บทที่ 11 - ความไร้เดียงสาน่ะแกล้งทำ... แต่ความสงสัยน่ะของจริง
บทที่ 11 - ความไร้เดียงสาน่ะแกล้งทำ... แต่ความสงสัยน่ะของจริง
บทที่ 11 - ความไร้เดียงสาน่ะแกล้งทำ... แต่ความสงสัยน่ะของจริง
บทที่ 11 - ความไร้เดียงสาน่ะแกล้งทำ... แต่ความสงสัยน่ะของจริง
บ่ายสามโมง หลี่หรงเฮ่าเข้ามาสอนร้องเพลงคลาสแรกให้พวกเขา
ทักทายกันสองสามประโยค หลี่หรงเฮ่าก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ให้พวกเขาออกมาลองร้องเพลงธีมทีละคน
หนิงลั่วไหวพริบทำงาน รีบยกมือแย่งซีน ขันอาสาเป็นคนแรก
ตาเล็กเท่าถั่วเขียวของหลี่หรงเฮ่าเป็นประกายทันที ส่งสัญญาณให้เขาเริ่มการแสดง
ภายใต้สายตาแปลกๆ ของคนอื่น หนิงลั่วมองเนื้อเพลง สูดหายใจเข้าลึกๆ
เพลงนี้ทั้งเนื้อร้องและทำนองไม่มีสาระอะไรเลย เป็นเพลงแดนซ์ปัญญาอ่อนสไตล์เกาหลีมาตรฐาน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการโชว์เทพของหนิงลั่ว
เขาเตรียมจะงัดพลัง 120% ออกมาใช้ มอบมลพิษทางจิตวิญญาณเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกนี้สักหน่อย
“Hey วินาทีต่อไปขยับเข้าไปใกล้เธอ
ความฝันเตรียมพร้อมแล้ว”
……
เสียงที่ใสกระจ่างและก้องกังวานค่อยๆ ไหลออกมา ทะลวงแก้วหูของทุกคน ข่มขืนสมองของเหล่าเด็กฝึก
ได้ยินเพียงเสียงของหนิงลั่วที่บางครั้งสูงกังวาน บางครั้งทุ้มต่ำอ่อนโยน ทุกตัวโน้ตถูกควบคุมอย่างแม่นยำ ทุกการเอื้อนเอ่ยถูกจัดการอย่างลงตัว
ท่อนเสียงสูง เหมือนดาวตกที่พาดผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน สว่างไสวและน่าตื่นตะลึง
ท่อนเสียงต่ำ เหมือนน้ำในทะเลสาบที่ลึกสุดหยั่ง นุ่มลึกและมั่นคง
ยิ่งฟัง ความกดดันของคนอื่นก็ยิ่งมาก
ด้วยความรู้ทางวิชาชีพที่มีอยู่น้อยนิด พวกเขาประเมินได้ด้วยคำเดียว
สมบูรณ์แบบ!
แต่ว่า!
แค่เพลงแดนซ์ขยะเพลงเดียว มึงจำเป็นต้องใส่เทคนิคเยอะขนาดนี้มั้ย?
มึงจะโชว์พาวทำซากอะไร!!
ร้องจบ หลี่หรงเฮ่าลุกขึ้นปรบมือให้เขาอย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม
คนอื่นด่าในใจ แต่ก็จำต้องฉีกยิ้ม ปรบมือเชียร์
"ยอดเยี่ยม!"
"bravo bro~"
"เท่มาก ร้องจนฉันขนลุกเลย!"
รอให้พวกเขาอวยจบ หลี่หรงเฮ่าก็ชมหนิงลั่วตั้งแต่หัวจรดเท้าในมุมมองมืออาชีพอีกรอบ
"พูดจริงๆ ผมรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะสอนคุณแล้ว ในด้านทักษะการร้อง คุณเก่งกว่านักร้องอาชีพหลายคนซะอีก"
หนิงลั่วมีรอยยิ้มขี้อายประดับหน้า รีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่หรอกครับ เทียบกับรุ่นพี่ผมยังห่างไกล ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ"
หลี่หรงเฮ่ามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความชื่นชม ในใจอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าคลื่นลูกหลังช่างน่ากลัว
ถึงจะไม่รู้ว่าหนิงลั่วจะไปได้ไกลแค่ไหนในรายการนี้ แต่เขามีลางสังหรณ์ที่รุนแรงมากว่า วงการบันเทิงในอนาคต จะต้องมีชื่อของเด็กหนุ่มคนนี้แน่นอน
และอนาคตนั้นคงอีกไม่ไกล
หลังจากหนิงลั่วแสดงจบ เด็กฝึกคลาส A อีกเจ็ดคนมองตากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาเป็นคนแรก
ขืนดันทุรังออกไปตอนนี้ โดนการแสดงระดับเทพของหนิงลั่วเมื่อกี้บดขยี้ไม่เหลือซากแน่
พวกเขารู้ระดับการร้องของตัวเองดี
รังแกเด็กอนุบาลคลาส D คลาส F ที่มาเล่นขำๆ น่ะพอไหว แต่ถ้าจะไปเทียบรุ่นกับรถบรรทุกสิบล้ออย่างหนิงลั่ว..
อืมมมมม
คงมีแต่ในฝันเท่านั้นแหละถึงจะสู้ได้
ฝันดีด้วยนะ
อีกอย่าง สองวันที่ผ่านมา พลังงานส่วนใหญ่ของพวกเขาทุ่มไปกับการซ้อมเต้น แทบไม่ได้ซ้อมร้องเลย
ชีวิตเด็กฝึกอันยาวนานและคลาสเรียนของบริษัทสอนให้พวกเขารู้ว่า ในวงการบันเทิงจีน อาชีพไอดอล การเต้นมีผลมากกว่าการร้องเยอะ
เพราะร้องเพลงยังลิปซิงค์หรือเปิด backing track (ดนตรีที่บันทึกไว้ล่วงหน้า) ช่วยได้ แต่เต้นทำไม่ได้
หลี่หรงเฮ่าเข้าใจความคิดพวกเขา แต่ไม่ได้ใส่ใจ จิ้มเลือกมั่วๆ มาคนนึง
เขามีเวลาจำกัด ไม่มีเวลามาเล่นเกมจ้องตากับพวกนี้หรอกนะ
จัสตินที่ถูกเรียกชื่อจำใจก้าวออกมา สูดหายใจลึกๆ สองสามที แล้วเริ่มร้อง
หนิงลั่วที่สังเกตสีหน้าของทุกคนอยู่อย่างเงียบๆ จับสังเกตได้ไวว่า คิ้วของหลี่หรงเฮ่าขมวดมุ่นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น ในขณะที่สีหน้าของเด็กฝึกคนอื่นค่อยๆ ผ่อนคลายลง
อาจจะเพราะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของหลี่หรงเฮ่าเหมือนกัน เสียงของจัสตินยิ่งร้องยิ่งเกร็ง จังหวะยิ่งเร็วยิ่งรวน สุดท้ายถึงขั้นเสียงหลงไปเลย
หนิงลั่วชูนิ้วโป้งให้ตัวเองในใจ
นั่นไง ลงมือก่อนได้เปรียบ ใช้จุดแข็งของตัวเอง โจมตีจุดอ่อนคู่ต่อสู้ ยึดพื้นที่ความได้เปรียบทางจิตใจ บังคับให้อีกฝ่ายต้องแหงนหน้ามอง กลยุทธ์นี้ใช้ที่ไหนก็ได้ผล
นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการปะทะคารมกับจางรั่วหนานหลายต่อหลายครั้ง
ชิงลงมือก่อนและใส่เต็มที่ สร้างแรงกดดันทางจิตใจให้เด็กฝึกคลาส A คนอื่น ในขณะเดียวกันก็ยกระดับมาตรฐานการประเมินของหลี่หรงเฮ่าให้สูงขึ้น
แล้วใช้ปฏิกิริยาของหลี่หรงเฮ่า กดดันเด็กฝึกต่อไป
จะได้ผลแค่ไหน ไม่รู้ แต่ขอแค่มีผลก็พอแล้ว
น้ำซึมบ่อทราย
ในเรื่องการเล้าโลม เขาใจเย็นมาตลอด
ขอแค่เขารุกได้เร็วและแรงพอ เดี๋ยวพวกนั้นก็สติแตกน้ำทะลักกันไปเอง
หลังจากชี้แนะจุดที่ต้องแก้ไขทีละคน หลี่หรงเฮ่าก็ย้ายไปสอนคลาส B ต่อ
ห้องซ้อมตกอยู่ในความเงียบ
ทุกคนไม่ได้ซ้อม แต่เดินไปที่ริมกำแพง จับกลุ่มสามสี่คนนั่งคุยกันเบาๆ เพราะเดี๋ยวจะมีเมนเทอร์เฉิงเซียวมาสอนเต้นต่อ
หนิงลั่วเดินแยกไปคนเดียว ถือเนื้อเพลงท่องจำเงียบๆ บังเอิญไปสบตากับสายตาที่ไม่เป็นมิตรคู่หนึ่ง
มองดูติงเจ๋อเหรินที่จ้องเขาด้วยความรังเกียจ หนิงลั่วใจนิ่งสงบ แต่บนใบหน้ากลับแสดงสีหน้าสงสัยและไร้เดียงสาสบตาตอบ
ความไร้เดียงสาน่ะแกล้งทำ แต่ความสงสัยน่ะของจริง
ไอ้นี่มันโง่หรือเปล่า?
ไม่รู้เหรอว่าในห้องซ้อมมีกล้องถ่ายอยู่ 24 ชั่วโมง?
ถึงเมื่อกี้ฉันจะลงมือไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่น่าจะแสดงออกชัดเจนหน้ากล้องขนาดนี้นะ..
ทัศนคติแบบนี้ เย่ว์หัววางใจปล่อยออกมาออกรายการได้ยังไง
น่าจะเป็นบทตัวประกอบแหละมั้ง
อาจจะเอามาใช้ประโยชน์ได้?
สิ้นความคิด เสียงแจ้งเตือนใสๆ ก็ดังขึ้นในหัวหนิงลั่ว
[ติ๊ง!]
[ภารกิจถูกเปิดใช้งาน: บดขยี้ติงเจ๋อเหริน! ด้วยทุกวิถีทาง!]
[ข้อมูลภารกิจ:
ไม่ต้องสงสัยเลย เขาคือคนโง่
แต่เป็นไปได้ไหมว่า วงการบันเทิงเป็นแหล่งผลิตคนโง่ประเภทนี้?]
ทุกวิถีทางเหรอ?
จุ๊ๆ~
เขาชอบคำว่าทุกวิถีทางที่สุด
ถ้าใช้ลิ้นได้ด้วยจะยิ่งดีมาก
ขณะที่หนิงลั่วกำลังคิดฟุ้งซ่าน ประตูห้องซ้อมก็ถูกผลักเข้ามา จากนั้นหัวเหม่งๆ เล็กๆ ก็โผล่เข้ามา
ทุกคนรีบลุกขึ้นทักทาย
วันนี้เฉิงเซียวสวมชุดกีฬาเลื่อมสีแดงเลือดหมู ผมยาวดัดลอนรวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง แกว่งไกวเบาๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน ปอยผมที่ร่วงลงมาคลอเคลียสองแก้มอย่างเป็นธรรมชาติ เพิ่มความอ่อนหวานแต่ยังคงความสดใสของวัยรุ่น
"สวัสดีจ้า~"
เฉิงเซียวเดินไปโบกมือไป ยิ้มหวาน เหมือนจะสบตาหนิงลั่วโดยบังเอิญ แล้วก็รีบหลบสายตาทันที
"ซ้อมกันไปถึงไหนแล้ว?"
"ก็โอเคครับ"
"ยากนิดหน่อยครับ"
ฟังคำตอบที่หลากหลายของทุกคน เฉิงเซียวกวาดตามองหนิงลั่วที่เงียบอยู่ คิดนิดนึง "งั้นเรามาลองเต้นพร้อมกันสักรอบดีไหม มาดูความคืบหน้าของทุกคนกัน"
"ได้ครับ"
ดนตรีดังขึ้น แปดคนแบ่งเป็นสองแถว ขยับตามจังหวะ
ส่วนเฉิงเซียวยืนอยู่หน้ากระจก สายตาจดจ่ออยู่ที่ท่าทางของพวกเขา เอ่ยปากแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นระยะ
เต้นจบไปสองรอบ เฉิงเซียวสั่งหยุด สีหน้าดูจริงจังขึ้นมา
"พูดตามตรง ความรู้สึกที่คลาส A ส่งมาให้ฉันมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สู้คลาส B ไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำไมบางคนยังจำท่าไม่แม่นเลย?"
พูดจบ สายตาของเฉิงเซียวก็ย้ายไปที่เฉินลี่หนง "ไม่เคยเรียนเต้นมาก่อนใช่ไหม?"
เฉินลี่หนงเกาหัวเหมือนเขินอาย "เคยเรียนมาสองเดือนครับ.."
แหวะ!
เห็นท่าทาง "เคะน้อยขี้อ้อน" ของหมอนั่น หนิงลั่วเม้มปากแน่น ข่มความรู้สึกพะอืดพะอมในท้อง
ไอ้กลิ่นอายความเลี่ยนและดัดจริตเฉพาะตัวของเด็กชายไต้หวันเนี่ย มันรุนแรงเกินไปจริงๆ
แรงยิ่งกว่า "ไอ้หยา~ นายนี่น้า~~"ของไช่สวี่คุนตอนสัมภาษณ์เมื่อวานซะอีก!
มุมปากแดงระเรื่อของเฉิงเซียวกระตุกเบาๆ สองที ในสมองเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ ภาพใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของหนิงลั่วผุดขึ้นมา เธอแอบชำเลืองมองตัวจริงที่อยู่ด้านหน้าด้วยหางตา ถึงจะพอกำจัดกลิ่นอายชั่วร้ายที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายทางสรีรวิทยานั้นออกไปได้บ้าง
ถุย!
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้กำกับสั่ง ดูซิว่าแม่จะปั้นหน้าดีๆ ใส่แกมั้ย!
แอบด่าในใจ เฉิงเซียวบีบยิ้มที่ดูจนใจออกมา "งั้นจริงๆ คุณก็พัฒนาเร็วมากแล้วนะ แต่ยังไม่พอ ยังห่างจากคนอื่นอีกเยอะ สู้ๆ นะ"
จากนั้น เฉิงเซียวก็หันมามองหนิงลั่ว รอยยิ้มบนใบหน้าหวานขึ้นโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงมาก
(จบแล้ว)