เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 - โบสถ์ความหวังสุดท้าย

บทที่ 12 - โบสถ์ความหวังสุดท้าย

บทที่ 12 - โบสถ์ความหวังสุดท้าย


บทที่ 12 - โบสถ์ความหวังสุดท้าย

"เสียใจด้วยนะ" แลนด์ถอนหายใจ "มันวุ่นวายมาก เราดูแลไม่ทั่วถึง ศพฝังอยู่ที่หลังบ้าน รอเรื่องสงบแล้วเธอค่อยกลับไปดูเถอะ"

คนตายเยอะเกินไป การฝังศพตรงนั้นเลยไม่ใช่เรื่องของมนุษยธรรม แต่กลัวว่าอากาศร้อนจะทำให้เกิดโรคระบาดต่างหาก

อันเธอร์ส่ายหน้าเบาๆ พึมพำว่า "ไม่ใช่ความผิดของพวกคุณหรอก พวกเขาดื้อรั้น ไม่เคยฟังใคร..."

พอพูดถึงตรงนี้ ความทรงจำเลือนรางก็ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด

พ่อแม่ร่างเดิมอารมณ์ไม่ค่อยดี แต่รักลูกยิ่งกว่าชีวิต การที่พวกเขาไม่ยอมหนีไปไหนหลังจากเกิดเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

"รู้ไหมครับว่าฝีมือใคร?" อันเธอร์ถามเสียงขรึม

"ไม่รู้สิ พวกโจรชั่วตระเวนก่อเหตุ อาจจะโดนฉันฆ่าไปแล้ว หรืออาจจะหนีไปแล้วก็ได้..." แลนด์ไม่ปิดบัง "ตอนนี้เขตซาวส์ฟุตแทบไม่เหลือคนแล้ว คนที่หนีไม่ทันคงตกเป็นทาสของพวกคนแคระสีเทาไปหมด"

คนแคระสีเทามีพลังจิต เชี่ยวชาญการจับเผ่าพันธุ์อื่นเป็นทาส

บลาทท์อดถามไม่ได้ "แล้วกองทหารเฟลมิ่งฟิสต์ล่ะ? ปล่อยให้พวกใต้พิภพอาละวาดแบบนี้ได้ยังไง?"

"นั่นสิ เราเดินมาตลอดทางทำไมไม่เห็นคนของเฟลมิ่งฟิสต์เลย?" อันเธอร์ขมวดคิ้ว ในใจเกิดความไม่พอใจและเกลียดชังเฟลมิ่งฟิสต์ขึ้นมาดื้อๆ

ป้อมปราการเฟลมิ่งฟิสต์อยู่บนสะพานเวิร์มครอสซิ่ง ห่างจากที่นี่แค่กิโลสองกิโล แต่กลับไม่ทำอะไรเลย

แลนด์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เมื่อวานเฟลมิ่งฟิสต์ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยพื้นที่ที่ถล่ม ยกทัพไปเกือบหมด สุดท้าย... พ่ายยับเยิน ความเสียหายประเมินไม่ได้ คนที่เหลือถอยกลับเข้าเมืองชั้นในไปแล้ว

ป้อมปราการเฟลมิ่งฟิสต์ไม่มีกำลังพอจะรบอีก พวกเขาได้รับคำสั่งใหม่ให้ขอความช่วยเหลือจากภายนอกและตรึงกำลังที่สะพานเวิร์มครอสซิ่ง..."

"อย่างนี้นี่เอง" อันเธอร์ตกใจ เฟลมิ่งฟิสต์มีตั้งสามพันกว่าคน แพ้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ

เขาคิดวิเคราะห์นิดหน่อย "เป็นเพราะผลกระทบจากโครงข่ายเวทมนตร์เหรอครับ? คนแคระสีเทามีพลังจิต เลยดูเก่งขึ้นมา?"

"ถูกต้อง โครงข่ายเวทมนตร์เกิดเรื่องใหญ่ นี่แหละคือต้นตอของความโกลาหล!" แลนด์พยักหน้า มองอันเธอร์ด้วยความสงสัย "ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่นะ?"

"ผมใช้พลังเวทย์ร่ายคาถาครับ" อันเธอร์ตอบ

"มิน่าล่ะ" แลนด์เข้าใจแจ่มแจ้ง "ซอร์เซอเรอร์มีพลังเวทย์ดิบโดยกำเนิด เรื่องนี้เลยได้เปรียบ แต่การที่เธอควบคุมการใช้พลังเวทย์ร่ายคาถาได้เร็วขนาดนี้ พรสวรรค์ไม่ธรรมดาเลย"

"ผมเห็นคุณยังใช้สไมท์ได้ โครงข่ายเวทมนตร์มีผลกับพาลาดินมากไหมครับ?" อันเธอร์ถาม

"ตอนนี้ฉันใช้ได้แค่เวทย์ศักดิ์สิทธิ์ต่ำกว่าวงแหวนที่ 2 นอกจากจะร่ายยากแล้ว ยังล้มเหลวง่ายอีก..." หน้าแลนด์เต็มไปด้วยความขมขื่น

โครงข่ายเวทมนตร์นอกจากจะมีผลกับการร่ายเวทย์แล้ว ยังเป็นช่องทางสำคัญในการติดต่อกับเทพเจ้าของนักบวชหรือผู้ศรัทธา โครงข่ายปั่นป่วนทำให้การติดต่อแทบขาดสะบั้น นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายชัดๆ

แต่เขาไม่กล้าบอกคนทั่วไป เพราะจะยิ่งทำให้แตกตื่น

ตอนนั้นเอง ซาฮียร์ก็เดินเร็วๆ เข้ามา "เราต้องไปแล้ว ส่งคนเจ็บกลับไปก่อน ค่อยคิดเรื่องสร้างแนวป้องกัน"

"พวกนายไปเถอะ ฉันจะเฝ้าที่นี่เอง" แลนด์โบกมือ ให้เขาพาคนเจ็บไปก่อน

เขาตบไหล่อันเธอร์ ปลอบใจว่า "อันเธอร์ เธอตามขบวนกลับไปที่โบสถ์เถอะ ที่นั่นปลอดภัย"

"ได้ครับ" อันเธอร์ไม่ปฏิเสธ

พ่อแม่ตายแล้ว เขาหมดภาระโดยสิ้นเชิง ตอนนี้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างแรง แค่อยากรีบอัพเลเวล ตามแลนด์ไปเผื่อได้ดูดค่าประสบการณ์ด้วย

ทั้งสองไปเก็บห่อสัมภาระและเป้ เดินตามหลังขบวนเงียบๆ บลาทท์เจ็บจนสูดปาก แต่ก็งกไม่ยอมกินน้ำยาฟื้นพลังสักหยด

อันเธอร์พูดไม่ออก ไม่นึกว่าเพื่อนร่วมทีมคนนี้จะเป็นจอมงกตัวพ่อ

"เดี๋ยวก่อน"

เขาเรียกบลาทท์ไว้ เอาไม้เท้ายันพื้น เชื่อมจิตกับไม้เท้า กระตุ้นเวทย์กู๊ดเบอร์รี่

ไม้เท้าสีเทาเขียวพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวสด ลวดลายบนไม้เท้าบิดเกลียวงอกกิ่งก้านเล็กๆ สิบกิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็... เหี่ยวเฉาไปดื้อๆ!

"เป็นอะไรไป?" บลาทท์งง

"เอ่อ สงสัยเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย" อันเธอร์หัวเราะแห้งๆ

เขาเช็คไม้เท้า พลังงานหายไปหนึ่งหน่วยจริงๆ คาดว่าการร่ายกู๊ดเบอร์รี่และการชาร์จพลังต้องพึ่งพาโครงข่ายเวทมนตร์ เลยทำให้ร่ายล้มเหลว

เขาลองใหม่ จนครั้งที่สามถึงจะสำเร็จ

ไม้เท้ากู๊ดเบอร์รี่เต็มไปด้วยผลเบอร์รี่ลูกเล็กๆ เปล่งแสงอวบอิ่ม รวมสิบลูก สีแดงสด ขนาดเท่าหัวแม่มือ น่าจะเป็นราสเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง

อันเธอร์เด็ดพวกมันออกมาทีละลูก จากนั้นกิ่งก้านทั้งหมดก็เหี่ยวเฉาหายไป ไม้เท้ากลับสู่สภาพเดิม

"เอ้า ลองชิมดู" เขายื่นเบอร์รี่สามลูกบนฝ่ามือให้บลาทท์

บลาทท์รับไป หน้าตาตื่นเต้น "เบอร์รี่หวาน เวทย์กู๊ดเบอร์รี่ของดรูอิดเหรอ?"

"นายรู้อะไรเยอะดีนี่" อันเธอร์ยิ้ม เขาเองก็เพิ่งเคยเห็นเวทย์นี้ครั้งแรก แปลกใหม่ดีเหมือนกัน

เบอร์รี่เวทมนตร์หนึ่งลูกฟื้นฟูเลือด 1 แต้ม แถมยังให้สารอาหารเพียงพอสำหรับหนึ่งวัน มูลค่าสูงมาก

บลาทท์หยิบลูกหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวสองทีแล้วกลืนเอือก เดาะลิ้นชมเปาะ "สดชื่น เปรี้ยวอมหวาน กลิ่นผลไม้เข้มข้น อร่อย"

พูดจบเขาก็โยนอีกสองลูกที่เหลือเข้าปาก แผลเล็กๆ บนตัวสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ไม่กี่นาทีแผลถลอกก็ตกสะเก็ด แผลที่คอหายสนิท เหลือแค่รอยแดงจางๆ

อันเธอร์เห็นเขาปลอดภัยดี ก็กินลูกหนึ่ง รสชาติยอดเยี่ยมจริงๆ

อีกหกลูกที่เหลือเขาเก็บใส่เป้ไว้สำรอง แต่เบอร์รี่พวกนี้เก็บไม่ได้ ถ้าไม่กินภายในหนึ่งวันจะหายไปเอง

"เป็นผู้ใช้เวทย์นี่ดีจัง อยากได้อะไรก็ได้" บลาทท์รำพึง

"ฮ่ะๆ พวกวิซาร์ดตอนนี้คงไม่คิดงั้นหรอก" อันเธอร์แซว

ทั้งสองเดินคุยกันไป

ใกล้ถึงโบสถ์ ร่างสูงโปร่งแบกธนูยืนอยู่ข้างทาง สายตาจับจ้องที่อันเธอร์ตลอดเวลา

อันเธอร์จำเขาได้ นักธนูที่ยืนช่วยยิงสนับสนุนบนเนินเขาเมื่อกี้

"สวัสดี เมื่อกี้ขอบใจมากนะ รรอฉันอยู่เหรอ?" เขาเอ่ยทักก่อน

ถ้าไม่ใช่นักธนูคนนี้ เขาคงต้องเสียเวทย์เกราะป้องกันไปฟรีๆ หอกซัดของกัปตันฮอบก็อบลินหลบยากจะตาย

"ใช่ ฉันชื่อฟินน์ เป็นบีสต์มาสเตอร์ มีเรื่องอยากถามหน่อย" ฟินน์ยิ้มกว้าง แต่หน้าตาดูเกร็งๆ

"ฉันชื่ออันเธอร์ นี่บลาทท์ นายมีอะไรเหรอ?" อันเธอร์แอบสำรวจเขา

【ฟินน์ ฮาล์ฟเอลฟ์ เรนเจอร์เลเวล 3 (บีสต์มาสเตอร์)】

ฟินน์สูงกว่าอันเธอร์อีก กะด้วยสายตาน่าจะร้อยเก้าสิบ สูงผอม หน้าตอบ คิ้วกับหนวดเคราเหมือนเพิ่งผ่านพายุไต้ฝุ่นมา ขี้เหร่แบบมีเอกลักษณ์ ดูถูกสายเลือดเอลฟ์ชะมัด

"อืม... นายเป็นวิซาร์ดเหรอ? ทำไมร่ายเวทย์ได้ปกติล่ะ?" เสียงฟินน์แห้งผาก เหมือนคนไม่ได้พูดมานาน

"ฉันเป็นซอร์เซอเรอร์" อันเธอร์ลูบหน้าตัวเอง เอกลักษณ์ชัดขนาดนี้ "ฉันทิ้งโครงข่ายเวทมนตร์กับช่องเวทมนตร์ ใช้พลังเวทย์โดยกำเนิดร่ายคาถา ผลกระทบก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่"

"อ้อ" ฟินน์ถอนหายใจ น้ำเสียงผิดหวัง

ซอร์เซอเรอร์ร่ายเวทย์ด้วยพรสวรรค์และสัญชาตญาณ ต่อให้อยากสอนคนอื่นก็สอนไม่ได้

"นายเน้นฝึกยิงธนูไปก่อนดีกว่า เวทมนตร์พักไว้ก่อนเถอะ" อันเธอร์แนะนำ

เรนเจอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาเวทมนตร์ขนาดนั้น เครื่องหมายนักล่า (Hunter's Mark) ก็ไม่ต้องง้อช่องเวทมนตร์ ถือว่าโชคดีกว่าพวกผู้ใช้เวทย์เยอะ

"อืม" ฟินน์พยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก

อันเธอร์จนปัญญา เรนเจอร์คนนี้โลกส่วนตัวสูงชะมัด คุยไม่กี่คำวงแตกเลย

ในเมื่อไม่มีอะไรจะคุย ทั้งหมดก็เดินเข้าโบสถ์ไปด้วยกัน

ซาฮียร์ยุ่งมาก คนที่ต้อนรับพวกอันเธอร์คือนักบวชชราผมขาวชื่อเบิร์ก เขาเล่าสถานการณ์ปัจจุบันให้อันเธอร์ฟัง

โบสถ์ความหวังสุดท้ายนับถือเทพแห่งความยุติธรรม ทีร์ มีผู้ศรัทธามากมาย พื้นที่กว้างขวาง แต่ตอนนี้กลายเป็นค่ายผู้ลี้ภัยไปแล้ว ทั้งในและนอกลานรวมถึงโถงใหญ่เต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาหลบภัย อย่างน้อยก็หลายร้อยคน

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนแก่และเด็กที่เคลื่อนย้ายลำบาก คนหนุ่มสาวถูกนักบวชเกลี้ยกล่อมให้หนีไปพึ่งพาตัวเองกันหมด

เขตทวินซองร้างไปกว่าครึ่ง แต่เพราะไม่มีคนแคระสีเทา อย่างน้อยก็ยังมีคนอยู่อีกนับพันที่ไม่ยอมย้าย นี่เลยบีบให้แลนด์ต้องไปตั้งรับที่ทางแยกเมื่อครู่

จริงๆ แล้วตั้งแนวป้องกันที่สะพานเวิร์มครอสซิ่งจะเหมาะกว่า ตรงนั้นชัยภูมิดีป้องกันง่ายบุกยาก มีเฟลมิ่งฟิสต์และเขตริฟวิงตันคอยหนุนหลัง

เสียดาย คนจำนวนมากไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา สั่งอะไรก็ไม่ฟัง

นักบวชในโบสถ์ส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดา ผู้มีอาชีพอยู่ที่ไหนก็หายากทั้งนั้น การที่พวกเขาทุ่มเททำเรื่องนี้โดยไม่ลังเล ศรัทธาและจริยธรรมนี่ต้องยกนิ้วให้เลย

อันเธอร์แอบดีใจ ตอนนั้นโชคดีที่ไม่ได้เลือกอาชีพพาลาดิน ไม่งั้นเจอภัยพิบัติแบบนี้ ต่อให้อยากหนีแค่ไหน คำปฏิญาณอาชีพก็คงไม่ยอม

การผิดคำสาบานมันยุ่งยากจะตายไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 12 - โบสถ์ความหวังสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว