- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 79 สิ่งที่เจ้าพ่นออกมานั่นใช่ภาษาคนแน่รึ?
บทที่ 79 สิ่งที่เจ้าพ่นออกมานั่นใช่ภาษาคนแน่รึ?
บทที่ 79 สิ่งที่เจ้าพ่นออกมานั่นใช่ภาษาคนแน่รึ?
“งั้นก็... ลาก่อน”
เมื่อเห็นใบหน้าของเสิ่นอวิ๋นเหยาบิดเบี้ยวจนมืดครึ้ม กัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือดไม่ยอมเอื้อนเอ่ยสิ่งใด ฉู่ลู่จึงคร้านจะใส่ใจ เขาถือกระบี่แล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที
“ช้าก่อน!” เสิ่นอวิ๋นเหยาตื่นตระหนก นางยื่นมือออกไปหมายจะไขว่คว้ารั้งเขาไว้ ทว่าสมองกลับตื้อตั้น นึกหาเหตุผลที่จะหยุดเขาไม่ได้ จึงทำได้เพียงเบิกตามองแผ่นหลังของเขาไกลออกไปตาปริบๆ
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ รอบกายต่างพากันเดินเลี่ยงเสิ่นอวิ๋นเหยาออกไปด้านนอกอย่างเงียบเชียบ, เพียงชั่วอึดใจ… ภายในโถงทางเดินสุสานก็เหลือเพียงนางกับสาวใช้สองคนเท่านั้น
เมื่อต้องยืนหยัดอยู่อย่างเดียวดายในทางเดินอันมืดมิด ความรู้สึกสูญเสียอันหนักหน่วงก็ถาโถมเข้ากัดกินจิตใจของเสิ่นอวิ๋นเหยาจนแทบคลั่ง
—ไม่ใช่แบบนี้... มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้! ตามบทแล้วข้าควรจะได้ครอบครอง ‘มีดตัดมิติ’ ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญของคนนับหมื่นสิ! ไม่ใชมายืนหัวโด่อย่างน่าสมเพชอยู่ตรงนี้
สองมือว่างเปล่า ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง แถมยังไม่มีใครไยดี! ข้าคือเทพธิดาอวิ๋นเหยา! ข้าต่างหากที่ควรเป็นตัวเอกของโลกใบนี้! นังอี้เสี่ยวหว่านสมควรตาย!
เปลวไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชังโหมกระพือในแววตาของเสิ่นอวิ๋นเหยารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“เสี่ยวชิง” จู่ๆ นางก็เอ่ยเรียกเสียงเย็น
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
นางปรายตามองสาวใช้คนสนิท แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์
“พวกเราจะไม่กลับไปมือเปล่าทั้งแบบนี้หรอก... ใช่ไหม?”
เสี่ยวชิงสีหน้าเรียบเฉย กล่าวตอบเสียงเบาว่า
“ถูกต้องเจ้าค่ะ คุณหนู”
...
ภายนอกสุสาน
ฉู่ลู่เดินทางกลับที่พักอย่างไม่เร่งรีบ โดยมีเฉินชิงหลิงแอบตามมาสมทบระหว่างทาง
“เมื่อครู่เจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา?” ฉู่ลู่เอ่ยถาม
“ปะปนอยู่ในฝูงชน เพื่อเลี่ยงไม่ให้นางพบเจอ” เฉินชิงหลิงตอบเสียงเรียบ
“อ้อ… นั่นสินะ หากถูกนางจับได้ว่าเจ้ายังไม่ตาย เรื่องคงยุ่งยากน่าดู”
“ข้าไม่รู้ว่าท่านพูดเรื่องอะไร…” เฉินชิงหลิงสะบัดหน้าหนี แสร้งทำไขสือ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“ตอนนี้ท่านก็ได้กระบี่วิญญาณมาแล้ว สมควรกลับนิกายกระบี่จื่อเสียได้แล้วกระมัง?”
“อืม... ก็ถูก สมควรกลับได้แล้ว” ฉู่ลู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ
“ดี” เฉินชิงหลิงถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นจึงกำชับด้วยสีหน้าจริงจัง
“ระหว่างทางกลับ ท่านต้องซ่อนร่องรอยให้มิดชิด เลือกใช้แต่เส้นทางลัดเลาะ หากติดต่อกับผู้อาวุโสของสำนักในละแวกใกล้เคียงได้จะเป็นการดีที่สุด”
“รู้แล้วน่า… สั่งจริง”
“ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญอิสระที่มีฝีมือต่ำต้อย ตามไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง ดังนั้นพวกเราแยกทางกันตรงนี้เถิด” เฉินชิงหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย
“หวังว่าพวกเราจะมีวาสนาได้พบกันอีกในวันหน้า”
“อื้ม! โชคดี”
เฉินชิงหลิงกล่าวลาแล้วรีบเร่งฝีเท้าจากไป
ส่วนฉู่ลู่เก็บสัมภาระ แล้วก็ลุกขึ้นออกเดินทางเช่นกัน... เพียงแต่เขาไม่ได้กลับนิกายกระบี่จื่อเสีย แต่กลับสุ่มเลือกทิศทางมั่วๆ แล้วเดินหน้าร่อนเร่ไปอย่างเอื่อยเฉื่อย
เขาหยิบมีดตัดมิติขึ้นมาควงเล่นไปมา ราวกับเด็กเห่อของเล่นใหม่ที่จงใจอวดให้โลกรู้
ฉู่ลู่คิดในใจ… รอบด้านเป็นทุ่งร้างรกร้าง และข้าอยู่เพียงลำพัง หากยัยเสิ่นอวิ๋นเหยานั่นมีจิตใจอำมหิตอย่างที่เฉินชิงหลิงว่าไว้จริงๆ นางต้องไม่ปล่อยโอกาสทองนี้หลุดมือไปแน่นอน
หลังจากเหาะเหินมาได้ครึ่งค่อนวัน เงาร่างสองสายก็ปรากฏขึ้นดักหน้าตามคาด
ฉู่ลู่ลอบยิ้ม… ในที่สุดก็โผล่หัวมาแล้วสินะ?
เสิ่นอวิ๋นเหยากับสาวใช้เสี่ยวชิงยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า เสิ่นอวิ๋นเหยาสีหน้าดำทะมึน แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย ไร้ซึ่งจริตเสแสร้งอ่อนหวานเหมือนตอนเจอกันครั้งแรกโดยสิ้นเชิง
“สหายพรตทั้งสอง มีธุระอะไรหรือ?” ฉู่ลู่แสร้งถามหน้าตาย
“พี่สาวอี้” เสิ่นอวิ๋นเหยาถามเสียงเย็นชาบาดลึก
“พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้หรือไม่?”
“หือ? ไม่เคยนี่” ฉู่ลู่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบ
“งั้นพวกเราเคยมีความแค้นต่อกัน… หรือข้าเคยไปล่วงเกินท่านตรงไหนหรือเปล่า?” เสิ่นอวิ๋นเหยายังคงซักไซ้
ฉู่ลู่ยิ่งงงหนักกว่าเดิม ไม่เข้าใจว่านางต้องการสื่ออะไร
“แน่นอนว่าไม่”
สีหน้าของเสิ่นอวิ๋นเหยาพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นยิ่งกว่าเดิม
“ในเมื่อไร้บุญคุณความแค้น แล้วเหตุใดท่านถึงต้องคอยจ้องเล่นงานขัดขวางข้าไปเสียทุกเรื่อง?!”
“หา?” ฉู่ลู่ขมวดคิ้ว
“ข้าไปจ้องเล่นงานเจ้าตอนไหน?”
“ห้าวันก่อน… พวกเราเจอกันครั้งแรก ท่านก็ทุบตีข้าจนเจ็บร้าวไปทั้งร่าง! ห้าวันต่อมา ท่านก็แย่งชิงกระบี่วิญญาณของข้าไปต่อหน้าธารกำนัล!” เสิ่นอวิ๋นเหยากรีดร้องด้วยความโศกเศร้าเจ็บแค้นปานใจจะขาด
“แบบนี้ยังไม่เรียกว่าจ้องเล่นงานอีกหรือ?!”
ฉู่ลู่: “?”
“ที่ซ้อมเจ้าจนน่วม เป็นเพราะเจ้าเสนอหน้ามาท้าสู้ข้าก่อนเอง แถมยังดื้อด้านแพ้แล้วไม่ยอมรับความพ่ายแพ้, ส่วนกระบี่วิญญาณ... นั่นมันการแย่งชิงตามกติกาอย่างยุติธรรม ข้าได้มาเพราะข้าฝีมือเหนือกว่า” ฉู่ลู่อธิบายด้วยตรรกะปกติ
“แบบนี้นับเป็นการจ้องเล่นงานตรงไหน?”
เสิ่นอวิ๋นเหยากลับส่ายหน้าอย่างรุนแรง
“ที่นี่มีแค่เราสามคน เหตุใดพี่สาวอี้ถึงยังไม่ยอมพูดความจริงอีก?”
ฉู่ลู่: “??”
แต่เสิ่นอวิ๋นเหยากลับทำหน้าตาประหนึ่งว่า ‘คำโกหกห่วยแตกแบบนี้หลอกข้าไม่ได้หรอก’
“ข้าลงจากเขามาหาประสบการณ์ ถูกลิขิตให้ต้องมีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์! การดวลตัวต่อตัว ข้าสมควรต้องชนะ! ของวิเศษและสัตว์เลี้ยงวิญญาณ สมควรต้องตกเป็นของข้า! นี่ถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามครรลองฟ้าดิน! การแย่งชิงอย่างยุติธรรมบ้าบออะไร ไร้สาระสิ้นดี!”
“ส่วนเรื่องการท้าประลอง... ข้าแค่เป็นฝ่ายท้าสู้ แต่ข้าบอกให้ท่านชนะข้าได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!”
ฉู่ลู่ทำหน้าเหวอ… นี่มันใช่ภาษาคนแน่รึ?
เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วถามกลับไปว่า
“เอาอะไรมาตัดสินว่าต้องเป็นของเจ้า? เอาอะไรมาตัดสินว่าคนอื่นต้องยอมให้เจ้าชนะ?”
“ก็ข้าคือคู่บำเพ็ญที่กลับชาติมาเกิดของท่านเทพเซียน! ว่าที่เจ้าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น! ประสบการณ์ชีวิตของข้าควรจะเจิดจรัส สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ! แต่ท่านกลับมาทรมานข้า แย่งชิงกระบี่วิญญาณของข้า ทำให้เส้นทางการฝึกตนอันศักดิ์สิทธิ์ของข้าต้องมีจุดด่างพร้อย! ท่านยังจะบอกว่าไม่ได้จ้องเล่นงานข้าอีกรึ?!” เสิ่นอวิ๋นเหยาตวาดจนเสียงหลง
“พูดมา! แท้จริงแล้วท่านทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่?!”
ฉู่ลู่อ้าปากค้าง กำลังจะเอ่ยปากด่า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนมาจากไม่ไกลนัก
“อี้เสี่ยวหว่าน! ไหนท่านบอกว่าจะกลับสำนักไง!?”
นั่นคือเสียงของเฉินชิงหลิง
ก่อนหน้านี้เพราะความสังหรณ์ใจบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ นางจึงย้อนกลับไป… แต่ก็พบว่าฉู่ลู่ไม่อยู่แล้ว จึงสอบถามจากคนอื่น, ผลปรากฏว่าฉู่ลู่มุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับนิกายกระบี่จื่อเสียโดยสิ้นเชิง นางจึงหน้าถอดสี รีบร้อนเร่งตามมาทันที
เฉินชิงหลิงทำหน้าตำหนิ
“ท่านคิดจะหนีไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีก? ท่านไม่กลัว... เอ๊ะ?”
ตอนนี้เองนางเพิ่งสังเกตเห็นว่าเสิ่นอวิ๋นเหยายืนประจันหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าของนางพลันซีดเผือดลงทันใด
ฝ่ายเสิ่นอวิ๋นเหยาเมื่อเห็นเฉินชิงหลิงก็ชะงักไปเช่นกัน, ตอนแรกก็แสดงสีหน้าสงสัย… แต่จากนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“เป็นเจ้า! เจ้ายังไม่ตาย!?” เสิ่นอวิ๋นเหยาตกตะลึง
จากนั้นนางมองเฉินชิงหลิงสลับกับมองฉู่ลู่ พลันก็ทำหน้าตาราวกับบรรลุแจ้งเห็นสัจธรรม “
เป็นเช่นนี้นี่เอง! เรื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง! ข้าเข้าใจหมดแล้ว!”
เสิ่นอวิ๋นเหยาชี้หน้าเฉินชิงหลิงนิ้วสั่นระริก
“ทั้งหมดนี้เจ้าเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง! เจ้ารอดชีวิตมาได้ แล้ววางแผนชั่วร้ายนี้ขึ้นมา! นังผู้หญิงคนนี้ต้องไม่ใช่ศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายกระบี่จื่อเสียตัวจริงแน่ๆ แต่เป็นมือสังหารที่เจ้าไปขุดมาจากไหนไม่รู้! เจ้าจงใจจ้องเล่นงานข้าเพื่อแก้แค้น!”
ฉู่ลู่: “...”
เขาไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เสิ่นอวิ๋นเหยาจะสติแตกจินตนาการไปไกล ดังนั้นเขาจึงขี้เกียจจะสนใจ หันไปถามเฉินชิงหลิงแทน
“เจ้าตามมาทำไม?”
“ข้าได้ยินมาว่า... เดี๋ยวสิ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนี้นะ?” เฉินชิงหลิงหน้าตื่นตระหนก
“นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“ก็แค่อาฆาตที่ข้าแย่งกระบี่วิญญาณไป เลยมาดักตบแก้แค้นน่ะสิ เรื่องแค่นี้น่าจะเดาได้ง่ายๆ นะ? แต่ข้าจะบอกอะไรให้…” ฉู่ลู่เริ่มบ่นอุบ
“ยัยนี่อาการประสาทหลอนหนักยิ่งกว่าที่เจ้าบรรยายไว้เสียอีก ข้าเพิ่งคุยกับนางไปไม่กี่คำ… ก็แทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว!”
เสิ่นอวิ๋นเหยาที่ถูกเมินหางตากระตุกยิกๆ นางนึกว่าหลังจากที่นางกระชากหน้ากากเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว… พวกนั้นคงจะโกรธจนหน้ามืดหรือร้อนตัวขึ้นมาบ้าง…
แต่ผลปรากฏว่าพวกนั้นกลับทำเมินเฉย ราวกับว่านางพูดเรื่องงี่เง่าไร้สาระอะไรออกไปเสียอย่างนั้น
เฉินชิงหลิง: “...”
“เอ่อ” เฉินชิงหลิงกระซิบเสียงเบา
“เลิกคุยเล่นเถอะ รีบหาทางหนีก่อน”
“จะรีบไปทำไม ข้าขอบ่นคืนให้สะใจก่อน”
“พอได้แล้ว!” เสิ่นอวิ๋นเหยากัดฟันกรอด
“ถึงตอนนี้ยังกล้ามาหยามข้าอีก! ข้าทนพอแล้ว! เสี่ยวชิง... ฆ่าพวกมันซะ!”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” เสี่ยวชิงขานรับเสียงเรียบ หยิบกระบี่ยาวที่แผ่ไอเย็นยะเยือกเสียดกระดูกออกมาจากแหวนมิติ
เฉินชิงหลิงเห็นภาพนี้ รูม่านตาหดเกร็ง ราวกับภาพฝันร้ายในคืนนั้นย้อนกลับมาฉายซ้ำชั่วพริบตา
นางตะโกนอย่างตื่นเต้น
“อย่ามัวแต่พูด! รีบหนีเร็วเข้า! ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการแล้ว!”
เสิ่นอวิ๋นเหยายิ้มเยาะมุมปาก
“ไม่ทันแล้วต่างหาก!”
ฉู่ลู่กลับทำราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรยังคงบ่นต่อไป
“ข้าสงสัยว่าสมองนางมีปัญหาแน่ๆ ตรรกะความคิดช่างแตกต่างจากมนุษย์มนาจริงๆ!”
วินาทีถัดมา… เสี่ยวชิงก็ลงมือ กระบี่ของนางพลันอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณอันมหาศาล
แม้กระบี่ยังมิทันออกจากฝัก แต่เจตจำนงก็สอดประสานกับฟ้าดิน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์วิปริต!
และทันทีที่กระบี่พุ่งออกไป ห้วงมิติโดยรอบราวกับถูกแช่แข็ง… เวลาพลันหยุดเดิน ปราณกระบี่แปรเปลี่ยนสภาพเป็นสายรุ้งยาว เมื่อพาดผ่านที่ใด ทุกสรรพสิ่งล้วนแหลกสลาย!
เสิ่นอวิ๋นเหยายังคงยิ้มเยาะอย่างผู้มีชัย
แม้เสี่ยวชิงจะทำตัวนอบน้อมถ่อมตนอยู่ข้างกายเสิ่นอวิ๋นเหยามาโดยตลอด อีกทั้งยังมีสถานะเป็นเพียงสาวใช้…
แต่หากลองไตร่ตรองดูดีๆ ก็จะเข้าใจ... ว่าระดับ ‘กระบี่ทำลายสูญ’ จะยอมให้คนรักที่กลับชาติมาเกิด, คนที่เขาให้ความสำคัญที่สุด อยู่ในการดูแลของลิ่วล้อกระจอกได้อย่างไร?
ยอดฝีมือระดับแปรเปลี่ยนเทพแห่งสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น… เซียนกระบี่วิหคคราม ‘เยว่ชิงเหยา’ นี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของนาง!
เสิ่นอวิ๋นเหยาคิดในใจ… ไม่ว่าเจ้าจะมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ท้ายที่สุดก็เป็นแค่ระดับแก่นทองคำขั้นกลางเท่านั้น ต่อหน้าเสี่ยวชิง แม้แต่กระบี่เดียวก็คงรับไม่...
ฟุ่บ!
จู่ๆ ก็มีวัตถุบางอย่างบินผ่านใบหน้าของเสิ่นอวิ๋นเหยาไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นนางรู้สึกเหมือนมีของเหลวอุ่นๆ เหนียวหนืดกระเซ็นมาติดอยู่ที่แก้ม…
นางยื่นมือไปแตะ... ก็พบว่าเป็นเลือดสดๆ
นางพลันชะงักงันไป ก่อนค่อยๆ เบนสายตามองไปข้างหน้า ถึงได้พบว่ากลางอากาศมีศพไร้หัวที่ยังคงอยู่ในท่าฟันกระบี่อยู่หนึ่งศพ... และศพนั้นยังสวมชุดของเสี่ยวชิงอยู่
ที่ด้านหน้าไกลออกไป… ฉู่ลู่เองก็ตั้งท่าฟันกระบี่อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ บนตัวกระบี่ยังเปื้อนเลือดชุ่มโชก
“ข้าจะบอกให้นะ…” ฉู่ลู่ยังคงบ่นต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ข้าไม่เคยเจอคนที่หน้าด้านขนาดนี้มาก่อน… อะไรคือ ‘ข้าแค่เป็นฝ่ายท้าสู้ ข้าบอกให้ท่านชนะข้าเสียเมื่อไหร่?’ นี่มัน... ตรรกะวิบัติประเภทไหนกัน!?”
ภาพเหตุการณ์สยองขวัญตรงหน้าทำให้เสิ่นอวิ๋นเหยามึนงงไปครู่ใหญ่
—ตายแล้ว? เสี่ยวชิงตายแล้ว… ถูกนางฆ่าหรือ? แต่ทำได้อย่างไร?
เสิ่นอวิ๋นเหยาตัวสั่นเทา… ที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวข้างกายหายวับไปดื้อๆ! นางเพิ่งเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงทำตัวไม่ถูกโดยสิ้นเชิง
เวลานี้ฉู่ลู่พ่นลมหายใจยาว หันไปพูดกับเฉินชิงหลิงที่ตกอยู่ในอาการมึนงงเช่นกัน
“เฮ้อ... เอาล่ะ ค่อยรู้สึกโล่งหูขึ้นมาหน่อย งั้นก็...”
ฉู่ลู่หันขวับกลับมามองเสิ่นอวิ๋นเหยาแล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ได้เวลาจัดการเจ้าแล้ว”
เสิ่นอวิ๋นเหยาร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัว นางทำหน้าหวาดกลัวสุดขีดแต่ก็ยังปากแข็งไม่หาย
“ข้า... ข้าคือคู่บำเพ็ญที่กลับชาติมาเกิดของท่านเทพเซียน! คือว่าที่เจ้าสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น!”
ฉู่ลู่มองนางด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับมองก้อนหินริมทาง
“แล้วไง?”
“จะ... เจ้าฆ่าข้าไม่ได้!” เสิ่นอวิ๋นเหยากรีดร้องลั่น
“เหอะ” ฉู่ลู่แค่นหัวเราะในลำคอ พริบตาเดียวก็มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสิ่นอวิ๋นเหยา เงื้อกระบี่ฟันผ่าลงมากลางศีรษะอย่างไร้ความปรานี
รูม่านตาของเสิ่นอวิ๋นเหยาหดเกร็งจนเท่ารูเข็ม ตกใจจนลืมแม้แต่วิธีหลบหลีก ได้แต่กรีดร้องออกมาสุดเสียง
“กรี๊ดดดด!”
เมื่อคมมีดตัดมิติกำลังจะสัมผัสตัวนาง…. บนร่างของเสิ่นอวิ๋นเหยาก็พลันเปล่งแสงห้าสีเจิดจ้า!
อุปกรณ์เวทคุ้มกายนับสิบชิ้นทำงานพร้อมกัน ห่อหุ้มเสิ่นอวิ๋นเหยาไว้อย่างแน่นหนาหลายชั้นราวกับรังไหม
ฉู่ลู่ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ยังคงกดดาบฟันลงไป
เพล้ง!
ได้ยินเพียงเสียงแตกละเอียดดังสนั่นหวั่นไหว วิชาคุ้มกายทั้งหมดพลันแตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเศษกระจก คมกระบี่เย็นเฉียบสัมผัสถึงลำคอระหงของเสิ่นอวิ๋นเหยาแล้ว
ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม จิตใจของเสิ่นอวิ๋นเหยาถูกความหวาดกลัวครอบงำจนสิ้นสติ นางจึงกรีดร้องโหยหวนสุดเสียง
“ท่านเทพเซียนช่วยข้าด้วย!!!”
ชั่วพริบตาถัดมา… หยกพกที่เอวของนางพลันเปล่งแสงสีขาวสว่างวาบ เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นขวางหน้าฉู่ลู่
นั่นคือจิตแห่ง ‘กระบี่ทำลายสูญ’ !
เงาร่างนั้นใบหน้าโกรธเกรี้ยว ตวาดก้องด้วยความน่าเกรงขาม
“เจ้าสวะต่ำต้อย! ยังไม่รีบหยุดมืออีก!”
เสิ่นอวิ๋นเหยาเห็นเงาร่างนั้นก็ยิ้มทั้งน้ำตา สีหน้าเหมือนยกภูเขาออกจากอก คิดว่าตนเองรอดตายมาได้หวุดหวิด
—ดีจริง... ท่านเทพเซียนมาแล้ว นางไม่กล้าลงมือแน่
แต่วินาทีถัดมา… นางกลับได้ยินเสียงของฉู่ลู่สวนกลับทันควัน
“ข้าไม่หยุดโว้ย!”
ฉัวะ!
ตามมาด้วยความเจ็บปวดแล่นพล่านที่ลำคอ… ร่างทั้งร่างลอยหวือขึ้น ทัศนวิสัยหมุนติ้วอย่างควบคุมไม่ได้!
แล้วนางก็ได้เห็นฉู่ลู่จากมุมที่อยู่เบื้องล่าง... และเห็นตัวนางเองที่ไม่มีหัว ยืนโงนเงนอยู่ไม่ไกล
“เอ๊ะ? นี่คือ? กรี๊ดดดดด!” เสิ่นอวิ๋นเหยากรีดร้องลั่น แต่ร้องได้ครึ่งเดียวก็ตาเหลือกถลน!
จากนั้นทัศนวิสัยก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้นางมองเห็นหัวของตัวเองที่กลิ้งอยู่บนพื้น พร้อมกับมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็นลากตัวนางไป
ฉู่ลู่ขมวดคิ้ว… เขาเห็นวิญญาณลอยออกมาจากศีรษะของเสิ่นอวิ๋นเหยา บินพุ่งตรงไปยังเงาร่างนั้น…
กระบี่เมื่อกี้ของเขาตั้งใจจะให้ทำลายทั้งกายและจิตวิญญาณ… ทำให้เสิ่นอวิ๋นเหยาไม่น่าจะรอดมาได้, นี่ต้องเป็นลูกไม้ที่ไอ้กระบี่ทำลายสูญนั่นวางหมากเอาไว้แน่
“เปลืองแรงเปล่า ก็แค่ทำให้ข้าต้องฟันเพิ่มอีกกระบี่เท่านั้น” ฉู่ลู่บ่นอุบ และตั้งท่ากำลังจะฟันซ้ำ…
แต่กลับเห็นว่าวิญญาณดวงนั้นบินเข้าไปในอ้อมอกของเงาร่าง แล้วเปลี่ยนจากรูปลักษณ์จิตเป็นความว่างเปล่า!
ฉู่ลู่ทำหน้าเหวอ แบบนี้ก็ได้เหรอ?
เวลานี้ เสิ่นอวิ๋นเหยารู้ตัวแล้วว่าหนีพ้นขีดอันตราย จึงกอดเงาร่างกระบี่ทำลายสูญร้องไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ
กระบี่ทำลายสูญลูบหัววิญญาณเสิ่นอวิ๋นเหยาเพื่อปลอบโยน พลางจ้องมองฉู่ลู่ด้วยดวงตาสีแดงฉานราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ!
ไอสังหารรุนแรงแผ่พุ่งออกมา น้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องตวาดลั่น!
“เจ้ามดปลวกต่ำต้อย... กล้าทำลายกายเนื้อของอวิ๋นเหยา! ข้าจะให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต! ให้ทั้งครอบครัวเจ้าชดใช้! ให้ทั้งสำนักเบื้องหลังเจ้าต้องสูญสิ้น! ข้าจะ...”
“หนวกหูโว้ย!”
ฉู่ลู่ตวาดลั่น พร้อมฟันกระบี่ใส่เงาร่างนั้นจนแตกสลายกลายเป็นผุยผง!
รอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงบในทันที
“ชิ! หงุดหงิดชะมัด จะฆ่าคนทั้งทีก็ฆ่าไม่เกลี้ยง” ฉู่ลู่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ เก็บมีดตัดมิติกลับเข้าฝัก
เขาหันกลับมา… พบว่าเฉินชิงหลิงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ แววตาไร้ประกาย ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปอีกคน
ฉู่ลู่ตกใจแทบแย่ รีบเข้าไปเขย่าไหล่นางไปมาแรงๆ
“เฮ้ย! เจ้าไม่เป็นไรนะ? ตื่นสิ ตื่นสิเฮ้ย!”
เฉินชิงหลิงถึงได้สะดุ้งตื่นเฮือก นางมองดูฉู่ลู่อย่างเหม่อลอยราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดจากต่างมิติ
นางไม่กล้าเชื่อภาพที่ตนเองเพิ่งได้เห็น…
ยอดฝีมือระดับแปรเปลี่ยนเทพที่เคยทำลายสำนักของนางได้อย่างง่ายดาย... กลับถูกเขาฟันตายในกระบี่เดียว!
เสิ่นอวิ๋นเหยาที่มีของวิเศษระดับสุดยอดเต็มตัว... ก็ถูกเขาฟันตายในกระบี่เดียว!
แม้แต่เงาร่างของกระบี่ทำลายสูญ... ก็ไม่อาจทำให้เขาถอยได้แม้แต่ก้าวเดียว!
คนคนนี้เป็นใครกันแน่?
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายกระบี่จื่อเสีย… เดิมทีเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าขนาดนี้เชียวหรือ?
“เอ่อ... ข้าตื่นแล้ว ข้าตื่นแล้ว! หยุดเขย่าเถอะ หัวจะหลุดแล้ว!” เห็นฉู่ลู่ยิ่งเขย่ายิ่งแรง เฉินชิงหลิงรีบร้องห้ามเสียงหลง
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ข้านึกว่าเจ้าโดนลูกหลงไปซะอีก” ฉู่ลู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“นี่… เหตุใดท่านถึงเก่งกาจขนาดนี้... ช่างเถอะๆ ข้าไม่ถามเรื่องนี้แล้ว” เฉินชิงหลิงพลันตั้งสติได้ เพราะคิดว่าความลับสวรรค์แบบนี้คงไม่มีใครตอบ
ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนไปถามด้วยน้ำเสียงกังวล
“ท่านจะทำอย่างไรต่อไป? ท่านทำลายกายเนื้อของเสิ่นอวิ๋นเหยา ทั้งสร้างความแค้นฝังลึกกับกระบี่ทำลายสูญเสียแล้ว เขาและสำนักกระบี่หลิงอวิ๋น…จะต้องไม่ปล่อยท่านไว้แน่”
“เฮ้อ! นั่นสินะ… บอกตามตรงข้าไม่ได้กะจะให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้หรอก” ฉู่ลู่ถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าจนปัญญา
“แต่ก็ช่วยไม่ได้... สงสัยคงต้องไปถล่มสำนักกระบี่หลิงอวิ๋นทิ้งเสียแล้ว”
“ใช่แล้ว! สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องกลับนิกายกระบี่จื่อเสีย ปรึกษากับทุกคนว่าควรจะ...”
เฉินชิงหลิงพูดได้ครึ่งเดียว ก็ชะงักกึกราวกับถูกสาป
“หือ? ท่านจะทำอันใดนะ…”