เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 78 ดูเหมือนวาสนาของข้าจะลึกซึ้งกว่านะ

บทที่ 78 ดูเหมือนวาสนาของข้าจะลึกซึ้งกว่านะ

บทที่ 78 ดูเหมือนวาสนาของข้าจะลึกซึ้งกว่านะ


ทว่าเฉินชิงหลิงก็ตระหนักได้ว่านางตกตะลึงเร็วเกินไป, เพราะเรื่องที่ ‘หลุดโลก’ ยิ่งกว่านั้น… ยังรออยู่เบื้องหน้า

ทันทีที่ฉู่ลู่คว้าหมับเข้าที่ลำคอ เด็กหนุ่มก็บันดาลโทสะหมายจะตอบโต้ แต่กลับถูกฉู่ลู่กระชากร่างขึ้นมาดื้อๆ แล้วฟาดลงกับพื้นเต็มแรง!

ตึง! ตึง! ตึง!

เสียงกระแทกดังสนั่นต่อเนื่องนับสิบครั้ง! ตามด้วยการเหวี่ยงร่างนั้นไปอัดกำแพง พุ่งเข้าไปกระโดดถีบผ่าหมากเข้ากลางลำตัว ปิดท้ายด้วยการหิ้วคอลากไถไปทั่วทิศทาง

จับอัดกำแพง! จับกดไถพื้น! แม้กระทั่งลากหน้าไปไถกับฝาโลงศพก็ยังไม่เว้น!

เด็กหนุ่มเปลี่ยนอารมณ์จากกราดเกรี้ยว เป็นสติแตกจนไม่อาจยอมรับความจริง และเริ่มพยายามเจรจาต่อรอง... จนท้ายที่สุดก็จำนนอย่างสิ้นหวัง!

เฉินชิงหลิงมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเหม่อลอย สมองหยุดทำงานจนไม่อาจประมวลผลสิ่งที่เห็นได้อีกต่อไป…

นางคล้ายจะได้ยินเสียงถอนหายใจแว่วออกมา... เป็นเสียงล่องลอยราวกับภูตผี ที่ดังมาจากกระบี่เหน็บเอวของฉู่ลู่

“ยอมแล้วรึ?” จังหวะนั้น ฉู่ลู่ก็ก้มมองเด็กหนุ่มที่มีสภาพจิตใจตายด้าน

“งั้นก็ส่งร่างต้นออกมา, แล้วคนก็ไม่ต้องโผล่หัวออกมาอีก”

เด็กหนุ่มยอมส่งร่างต้นออกมาอย่างเงียบเชียบ ส่วนร่างวิญญาณรีบมุดหายกลับเข้าไปซ่อนในตัวกระบี่ทันที

ฉู่ลู่ชูกระบี่วิญญาณขึ้นมา โบกไม้โบกมือให้เฉินชิงหลิงพลางกล่าวว่า

“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าเกลี้ยกล่อมเขาได้”

เฉินชิงหลิง: “...”

ในหัวนางมีความคิดเพียงอย่างเดียว…

แบบนี้ก็นับว่าเกลี้ยกล่อมได้ด้วยเรอะ? นิกายกระบี่จื่อเสียแท้จริงแล้วป่าเถื่อนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด!?

ทันใดนั้น… ด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านดังขึ้นระลอกหนึ่ง ผู้บำเพ็ญกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามา

พวกเขามีสีหน้าตื่นเต้น ปากก็ตะโกนโหวกเหวก

“ในที่สุดก็ถึงเสียที! ที่นี่คือห้องโถงสุสานหลักสินะ? กระบี่วิญญาณล่ะ? กระบี่วิญญาณอยู่ที่ไหน... เอ๊ะ?”

ยังพูดไม่ทันจบ พวกเขาก็เห็นคนสองคน... ซึ่งก็คือพวกฉู่ลู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้า

ทั้งหมดพลันชะงักฝีเท้า, ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีวาบขึ้นมา

“เอ่อ... สหายพรตทั้งสอง กระบี่ในมือท่าน... หรือว่า...”

“อื้ม! ทุกท่านมาช้าไปก้าวหนึ่ง กระบี่วิญญาณที่เฝ้าสุสานถูกข้าสยบเรียบร้อยแล้ว” ฉู่ลู่ตอบกลับไป

เหล่าผู้บำเพ็ญที่รีบร้อนบึ่งมาอย่างตื่นเต้นพลันหน้าเหี่ยวราวกับแตงกวาโดนแดดเผา ต่างพากันถอนหายใจและบ่นอุบ

“เวรเอ๊ย นี่มันมาเสียเที่ยวเปล่าชัดๆ”

“ทำไมถึงได้มือไวกันนักนะ?”

“ชิ! กลับกันเถอะ”

แต่ก็ยังมีคนที่ปรับอารมณ์ได้ไว เข้ามาทักทายพูดคุยกับฉู่ลู่

“สมกับเป็นนิกายกระบี่จื่อเสีย ศิษย์สำนักใหญ่ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”

“สหายพรตอี้ พอจะแสดงอานุภาพของกระบี่วิญญาณให้พวกเราชมเป็นขวัญตาหน่อยได้หรือไม่ อย่างน้อยพวกเราจะได้ไม่ถึงกับมาเสียเที่ยวเปล่า”

“ข้าเองก็อยากรู้… ท่านสยบกระบี่วิญญาณได้อย่างไรน่ะ?”

ฉู่ลู่ไม่ถือสา ลองสื่อสารกับจิตวิญญาณกระบี่ครู่หนึ่ง… จึงทราบว่ากระบี่นี้มีนามว่า ‘มีดสั้นตัดมิติ’ พอลองกระตุ้นอานุภาพดู ก็เห็นปราณกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวสายหนึ่งพุ่งวาบขึ้น ปะทะผนังเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ปราณกระบี่จันทร์เสี้ยวนี้อานุภาพไม่เลว ทั้งยังมีความยืดหยุ่นและพลิกแพลงสูง สามารถควบคุมปริมาณและความเข้มข้นของพลังวัตรเพื่อสร้างการโจมตีต่อเนื่องได้ ทั้งขยายใหญ่ ย่อเล็ก หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบอื่นๆ ก็ทำได้ดั่งใจนีก

จัดเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมและใช้งานง่าย ประเภทที่เรียกว่า ‘จับปุ๊บเป็นปั๊บ’

เหล่าผู้บำเพ็ญได้ชมก็รู้สึกพอใจ เนื่องจากในสุสานไม่มีของวิเศษอื่นแล้ว… จึงทยอยกันเดินทางกลับ

ขณะเดียวกัน, ณ ประตูทางเข้าสุสาน เสิ่นอวิ๋นเหยาที่นอนแผ่หลาทำใจให้ว่างเปล่าอยู่ใต้ร่มเงาไม้ ในที่สุดก็ลุกขึ้นยืน

“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ป่านนี้พวกเขาน่าจะเจอมีดสั้นตัดมิติ และคงโดนเล่นงานจนหัวซุกหัวซุนกันแล้วล่ะ” เสิ่นอวิ๋นเหยากล่าวอย่างมั่นใจ

“ได้เวลาพวกเราออกโรงแล้ว!”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้ขานรับ

เสิ่นอวิ๋นเหยาเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังสุสาน ฝีเท้าเบาสบาย อารมณ์เบิกบาน, นางจินตนาการเห็นภาพเหตุการณ์นั้นได้เป็นฉากๆ...

บนพื้นมีผู้บำเพ็ญนอนระเกะระกะกองพะเนิน ส่วนจิตวิญญาณของมีดสั้นตัดมิตินั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่หน้าประตูสุสาน

คนเหล่านั้นเมื่อเห็นนางปรากฏตัว… ปฏิกิริยาย่อมแตกต่างกันไป บางคนคงจะรีบเตือนให้นางหนีไป บางคนคงเชื่อมั่นว่านางจะจัดการได้

แต่เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญ เพราะนางจะเดินเข้าไปหาจิตวิญญาณมีดสั้นตัดมิติท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคน แล้วเอ่ยบทพูดที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา

—ข้ามองเห็นความโศกเศร้าและความโดดเดี่ยวในแววตาของเจ้า การที่ทำให้เจ้ามีรักมั่นคงได้ถึงเพียงนี้ เจ้านายของเจ้าต้องเป็นคนที่ดีมากๆ แน่นอน…

ข้าไม่ได้มีความคิดจะมาแทนที่นาง ข้าเพียงอยากบอกเจ้าว่า… คนที่ดีถึงเพียงนั้นย่อมไม่ปรารถนาให้เจ้ามาปล่อยวันเวลาให้สูญเปล่าอยู่ที่นี่ นางต้องหวังให้เจ้าได้มีการเริ่มต้นใหม่ ได้ออกไปสัมผัสความงดงามที่มากขึ้น

—ออกไปดูดอกไม้ไฟอันเจิดจรัสที่เบ่งบานในยามค่ำคืน ออกไปดูทะเลดอกไม้ที่งดงามดั่งความฝันพลิ้วไหวไปตามสายลม…. ตามข้ามาเถิด ข้าจะทำให้หมู่มวลบุปผาเบ่งบานเพื่อเจ้า สายลมขับขานบทเพลงเพื่อเจ้า และจะมอบการผจญภัยที่มหัศจรรย์อันไร้ที่สิ้นสุดให้แก่เจ้า

จากนั้นจิตวิญญาณกระบี่ก็จะก้มหัวสวามิภักดิ์ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ชื่อเสียงอันงดงามของเทพธิดาอวิ๋นเหยาจะดังก้องไปทั่วหล้า!

ทว่าทันใดนั้น… เบื้องหน้าพลันปรากฏกลุ่มผู้บำเพ็ญเดินสวนมาด้วยสีหน้าจนปัญญา พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

“สมกับเป็นนิกายกระบี่จื่อเสีย ถึงได้เก็บกู้กระบี่วิญญาณได้รวดเร็วปานนั้น”

“นั่นสิ พวกเราเทียบกับนางไม่ได้เลยจริงๆ เฮ้อ!”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นอวิ๋นเหยาแข็งค้าง นางหันขวับกลับไปทันที

“เอ๊ะ? เดี๋ยว… พวกเจ้าพูดว่าอะไรนะ? กระบี่วิญญาณอะไรถูกเก็บกู้ไปแล้ว?” นางตะโกนไล่ถาม

“หือ? ก็กระบี่วิญญาณที่เฝ้าสุสานถูกศิษย์พี่ใหญ่ อี้เสี่ยวหว่านแห่งนิกายกระบี่จื่อเสียเก็บกู้ไปแล้ว”

เสิ่นอวิ๋นเหยายืนนิ่งอึ้ง หันขวับไปมองสาวใช้เสี่ยวชิง… ทว่าอีกฝ่ายก็มีสีหน้ามึนงงไม่แพ้กัน

“ไป! ไปดูกัน!” เสิ่นอวิ๋นเหยาได้สติก่อน ตะโกนด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ท่านเซียนจวินบอกแล้วว่ากระบี่วิญญาณต้องเป็นของข้า!”

ทั้งสองรีบรุดหน้าไปตลอดทาง ไม่นานก็เดินมาเจอกับกลุ่มของฉู่ลู่ที่กำลังเดินกลับออกมา

ทั้งสองฝ่ายต่างชะงักไป

เสิ่นอวิ๋นเหยาสังเกตเห็นกระบี่วิญญาณในมือฉู่ลู่ หัวใจกระตุกวูบ เอ่ยถามเสียงสั่นว่า

“นั่นคือมีดสั้นตัดมิติ? กระบี่วิญญาณที่เฝ้าสุสาน?”

“ใช่” ฉู่ลู่ตอบกลับ

เสิ่นอวิ๋นเหยาสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

—เกิดอะไรขึ้น? ท่านเซียนจวินบอกว่ากระบี่เล่มนี้เป็นของข้าไม่ใช่หรือ?

ด้วยความตื่นตระหนกขีดสุด เสิ่นอวิ๋นเหยาจึงโพล่งออกไปโดยไม่ทันไตร่ตรอง

“เอ่อ... นั่นมันกระบี่ของข้า”

ได้ยินดังนั้น ฉู่ลู่ก็ขมวดคิ้วมุ่น

คนอื่นๆ ก็พลันมีสีหน้าแปลกประหลาดใจ ขยับถอยห่างจากฉู่ลู่โดยสัญชาตญาณ…

เรื่องที่เสิ่นอวิ๋นเหยาประกาศกร้าวไว้ก่อนเปิดสุสานว่าหมายตากระบี่วิญญาณเล่มนี้ เรื่องนี้ทุกคนยังไม่ลืม จึงคิดว่าเสิ่นอวิ๋นเหยาคิดจะมาแย่งชิงเสียแล้ว

การต่อสู้ระหว่างศิษย์ของสองสำนักระดับสูง พวกเขาไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงด้วยหรอกนะ…

“ของเจ้า? เอาอะไรมาพูด? บนนี้ไม่ได้เขียนชื่อเจ้าแปะไว้เสียหน่อย” ฉู่ลู่สวนกลับ

เสิ่นอวิ๋นเหยาต่อให้โง่แค่ไหน ก็รู้ว่าเวลานี้จะพูดเรื่องที่ท่านเซียนจวินจัดฉากทุกอย่างไว้ออกไปไม่ได้เด็ดขาด จึงจำใจแถไถอย่างดื้อด้าน

“ผู้อาวุโสในสำนักเคยทำนายไว้… ว่ากระบี่เล่มนี้มีวาสนาต่อข้า”

“งั้นรึ?” ฉู่ลู่เลิกคิ้ว

“งั้นเจ้าลองเรียกชื่อเขาดูสิ ดูว่าเขาจะยอมไปกับเจ้าไหม”

เสิ่นอวิ๋นเหยาไม่รู้รายละเอียดแน่ชัดว่าท่านเซียนจวินวางหมากไว้อย่างไร แต่พอได้ยินดังนั้น จึงเกิดความหวังลมๆ แล้งๆ ขึ้นมา...

นางใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเอ่ยเรียก

“มีดสั้นตัดมิติ...”

ไร้ปฏิกิริยา... นิ่งสนิทราวกับท่อนไม้

เสิ่นอวิ๋นเหยาสีหน้ากระอักกระอ่วน กำลังจะอ้าปากเรียกอีกครั้ง ก็ได้ยินฉู่ลู่พูดแทรก

“ตาข้าบ้าง... รับไป!”

พูดจบ ฉู่ลู่ก็โยนมีดสั้นตัดมิติไปให้ดื้อๆ

เสิ่นอวิ๋นเหยารับไว้อย่างมือไม้ปั่นป่วน สมองยังไม่ทันประมวลผลเจตนาของอีกฝ่าย ก็ได้ยินเสียงสั่งเฉียบขาด

“มีดสั้นตัดมิติ มานี่!”

ฟึ่บ!

เสียงแหวกอากาศดังวูบ! มีดสั้นตัดมิติดิ้นหลุดจากมือเสิ่นอวิ๋นเหยาทันที แล้วพุ่งกลับมาอยู่ในมือฉู่ลู่อย่างว่าง่าย…

“ดูเหมือนว่าวาสนาของเขาจะอยู่กับข้ามากกว่านะ” ฉู่ลู่กล่าวเรียบๆ

เสิ่นอวิ๋นเหยาหน้าดำคล้ำจนพูดไม่ออก

เหล่าผู้บำเพ็ญต่างลอบชื่นชมในใจ…

อี้เสี่ยวหว่านผู้นี้ สมกับเป็นศิษย์นิกายกระบี่จื่อเสีย, วิธีการเหนือชั้นจริงๆ ได้ครอบครองกระบี่วิญญาณเพียงครู่เดียว กลับสร้างความผูกพันลึกซึ้งได้ถึงเพียงนี้...

ทว่า... ทำไมกระบี่วิญญาณเล่มนั้นถึงได้สั่นไม่หยุดเลยล่ะ?

คงจะตื่นเต้นดีใจมากเกินไปกระมัง?

จบบทที่ บทที่ 78 ดูเหมือนวาสนาของข้าจะลึกซึ้งกว่านะ

คัดลอกลิงก์แล้ว