- หน้าแรก
- กลุ่มแชทของข้ารวมนางเอกดราม่าจากนิยายน้ำเน่า
- บทที่ 63 เจ้า... ชอบความรักหรือไม่?
บทที่ 63 เจ้า... ชอบความรักหรือไม่?
บทที่ 63 เจ้า... ชอบความรักหรือไม่?
เมื่อบรรลุเงื่อนไขแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้อยู่นานอีกต่อไป ฉู่ลู่คว้าไม้ฟืนคู่กายของอี้เสี่ยวหว่าน กล่าวลาเหล่าศิษย์น้องชายหญิงแล้วจึงลงเขาไป
สุสานนักพรตแห่งร้อยสมบัตินั้น… อยู่ห่างไกลจากนิกายกระบี่จื่อเสียพอสมควร
ฉู่ลู่บุกป่าฝ่าดง, ย่างเข้าสู่หุบเขาเมฆเขียว ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำดำ และเดินทะลุดินแดนทรายอัคคีม่วง, กระทั่งในที่สุด… ก็มาถึงเขาเก้าอเวจี
เขาเก้าอเวจีสูงตระหง่านเสียดเมฆา เป็นเทือกเขาที่สูงชันยิ่งนัก ท่ามกลางหุบเขาอบอวลไปด้วยไอทมิฬ บนยอดเขามีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ภายในมักมีเรื่องราวของภูตผีปีศาจอยู่เนืองนิจ
ด้วยความรอบคอบ… ฉู่ลู่จึงลองสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเขาเก้าอเวจีจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบนั้น
แล้วจึงได้ล่วงรู้เรื่องราวบางอย่างจากปากของเหล่าปุถุชน…
ว่ากันว่าเมื่อพันปีก่อน เขาเก้าอเวจีมิได้มีทัศนียภาพเช่นนี้
ในยามนั้น... เขาเก้าอเวจีเคยเขียวขจีไปด้วยพฤกษา เปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวา และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ, ถึงขั้นที่ว่านายพรานผู้ช่ำชองคนหนึ่ง สามารถล่าหมูป่าได้ถึงสองตัวภายในวันเดียว
จนกระทั่งวันหนึ่ง… หายนะก็พลันร่วงหล่นมาจากฟ้า, มีผู้บำเพ็ญวิถีมารสองคนปรากฏตัวขึ้น และเปิดฉากต่อสู่กันอย่างดุเดือด, เปลี่ยนแปลงทัศนียภาพของภูเขานี้ไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดได้เห็น ว่าผู้บำเพ็ญวิถีมารทั้งสองนั้นไปที่ใด, ทั้งยังไม่พบศพของพวกเขาในภูเขาอีก ราวกับว่าพวกเขาระเหยหายไปจากโลกหล้านี้อย่างไร้ร่องรอย
ฉู่ลู่ได้ยินตำนานเรื่องเล่านี้ ก็พลันได้กลิ่นอายอันตรายลอยมาจางๆ
แต่จะให้ถูกตำนานเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียวข่มขวัญจนถอยหนีก็คงมิใช่ ดังนั้นเขาจึงยังคงย่างเท้าเข้าสู่เขาเก้าอเวจีต่อ
ฉู่ลู่มาถึงบริเวณเชิงเขา แล้วจึงเริ่มค้นหาไปรอบๆ
ตามที่ระบุไว้ในแผนที่… แถบนี้ควรจะมีศิลาดาวห้าแฉกซ่อนอยู่, ขอเพียงค้นหาศิลาชิ้นนั้นพบ ก็จะสามารถเปิดทางเข้าสู่สุสานได้
แต่ฉู่ลู่ค้นหาอยู่พักใหญ่ ถึงขั้นใช้จิตเทวะสแกนหาดูแล้ว… ก็ยังไม่พบศิลาดาวห้าแฉกที่ว่านั่นในแถบนั้นเลย
ขณะที่ฉู่ลู่กำลังขมวดคิ้วครุ่นคิด, เขาก็พลันเงยหน้าขึ้น พบว่าที่ห่างไกลออกไปมีศิลาขนาดใหญ่รูปร่างประหลาดก้อนหนึ่ง ยื่นออกมาจากหน้าผาอย่างโดดเด่น
ฉู่ลู่เดินเข้าไปดู… ก็พบว่าศิลาก้อนนั้นแข็งแกร่งอย่างผิดปกติยิ่ง แม้แต่เขาก็มิอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้เลยแม้แต่น้อย
ฉู่ลู่ทำท่าครุ่นคิด จากนั้นเขาก็ถอยระยะห่างออกมา ขยับไปทางซ้ายและขวาเพื่อปรับมุมมอง
เมื่อเขามายืนอยู่ในตำแหน่งหนึ่ง ศิลาที่อยู่ตรงหน้าก็พลันปรากฏเป็นรูปร่างดาวห้าแฉกอย่างชัดเจน
“เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย, นี่มันช่าง...” ฉู่ลู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่บ่นออกมา
เขามองไปรอบๆ พลางพึมพำ
“เช่นนั้นเราก็หาศิลาพบแล้ว ตอนนี้ต้องทำอย่างไรต่อ? ดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยน...”
ยังไม่ทันขาดคำ พลันมีแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นที่ใต้เท้าของฉู่ลู่, ความรู้สึกไร้น้ำหนักอันรุนแรงสายหนึ่งพลันจู่โจมเข้าใส่ทั่วทั้งร่าง
สรรพสิ่งพลันมืดมิดลงตรงหน้า เขารู้สึกราวกับตนเองกำลังร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวลึกสุดหยั่ง...
…
ภายในมิติลับ
ลี่หมิงเสียรู้สึกอ้างว้างอย่างยิ่ง บนภูเขาไม่เคยรับรู้ถึงตะวันจันทรา...
นับตั้งแต่ที่ปะทะกับเย่หลัวซาในครานั้น, และได้รับชัยชนะอันขมขื่นมา จนพลาดท่าไปสัมผัสโดนกลไกมาถึงมิติเร้นลับแห่งนี้...
จวบจนบัดนั้น… ก็ไม่รู้แล้วว่าเวลาได้ผ่านไปกี่ปีแล้ว
เนื่องจากภายในมิติเร้นลับแห่งนี้ ยากที่จะได้รับพลังวิญญาณที่เพียงพอต่อการรักษาอาการบาดเจ็บ ยาโอสถที่พกติดตัวมาก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น บาดแผลบนร่างกายจึงมิอาจฟื้นฟูได้ต่อ, และร่างกายของลี่หมิงเสียจึงเน่าเปื่อยไปนานแล้ว
ที่เขายังมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะในยามที่ใกล้จะสิ้นใจ เขาได้ตัดสินใจทุ่มสุดตัวบุกฝ่ามิติเร้นลับแห่งนี้!
ผลลัพธ์ทำให้พบว่าที่แห่งนี้คือ ‘มิติเร้นลับแห่งการทดสอบ’
ทั้งยังมีจิตแห่งมิติคอยควบคุมดูแล
ในยามที่ลี่หมิงเสียก็ใกล้จะสิ้นลมหายใจเพราะการทดสอบของมิติ เพราะมันช่างยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง…
เขาจึงไม่เลือกที่จะฝ่าด่าน แต่กลับเลือกใช้วิธีการอื่นแทน!
เคล็ดวิชาหลักที่ลี่หมิงเสียฝึกฝนมีนามว่า 《เคล็ดอสูรกลืนวิญญาณ》 นั่นเป็นเคล็ดวิชาที่ชั่วร้ายแขนงหนึ่ง ซึ่งสามารถเพิ่มพูนพลังของตนเองได้ด้วยการกลืนกินดวงวิญญาณของผู้อื่น
เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นมหาบรรลุแล้ว ก็จะสามารถยึดร่างผู้อื่นได้!
ดังนั้นเขาจึงฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันระวัง... ยึดร่างจิตแห่งมิติเสีย
หลังจากกลายเป็นจิตแห่งมิติ เขาก็ได้รับความรู้มากมายมหาศาลในทันที, ได้ล่วงรู้ถึงที่มาของมิติ และในขณะเดียวกันก็ได้ครอบครองอำนาจควบคุมมิติเร้นลับทั้งหมดด้วย
แต่ก็มิใช่ว่าจะมีเพียงแต่เรื่องดี เพราะการได้ครอบครองอำนาจของจิตแห่งมิตินั้น ก็ย่อมต้องได้รับพันธนาการของมันเช่นกัน
เขาไม่สามารถออกจากมิติเร้นลับแห่งนี้ได้, ทั้งยังมิอาจกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ได้อีก
ผลลัพธ์ก็คือ... แม้เขาจะมีชีวิตรอดมาได้ แต่ก็ต้องถูกกักขังอยู่ที่นี่
แต่ทว่า…
หนทางในการหลบหนีก็พอมีอยู่บ้าง
ขอเพียงมีคนดวงซวยที่บังเอิญหลงเข้ามาอีกสักคน... ก็เพียงพอแล้ว!
แม้ว่ากฎของมิติเร้นลับจะระบุไว้ว่ามิอาจทำร้ายผู้ที่มาเยือนได้โดยตรง แต่นั่นก็จำกัดเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมการทดสอบเท่านั้น
ผู้ที่พยายามฝ่าด่านจนล้มเหลว… ย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น!
เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็สามารถใช้เคล็ดวิชาลับอีกครั้ง ชิงร่างกายของอีกฝ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ!
เพียงแต่ปัญหาคือเขารอคอยมานานถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังไม่ได้พบคนดวงซวยผู้นั้นเสียที
ในห้วงเวลาอันยาวนาน... ลี่หมิงเสียก็ค่อยๆ สิ้นหวัง
เขาคิดว่าตนเองคงไม่มีวันได้จากไปชั่วนิรันดร์แล้ว
อย่างไรเสียเขาเก้าอเวจีก็เป็นสถานที่ห่างไกลไร้ผู้คนอยู่แล้ว มิติเร้นลับแห่งนี้ก็ยังซ่อนตัวมาตลอด, เว้นเสียแต่ว่าจะมีแผนที่อยู่ในมือ มิเช่นนั้นก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าจะมีคนบังเอิญมาสัมผัสโดนกลไกเข้าพอดี
“อืม...” ลี่หมิงเสียถอนหายใจคราหนึ่ง
ครุ่นคิดว่าสู้กลับไปหลับใหลชั่วนิรันดร์เสียยังดีกว่า การต้องตื่นขึ้นมารอคอยเช่นนี้ต่อไป… ก็เป็นเพียงการทรนมานตนเอง และ...
วูบ!
แสงสีขาวสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นจากเพดานที่มืดมิด ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาอย่างแรง!
จากนั้นก็ลงมายืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่บนพื้น
ลี่หมิงเสียที่กำลังคิดจะกลับไปหลับใหลพลันอุทาน
“เอ๊ะ?”
จากนั้นเขาก็พลันลิงโลดอย่างบ้าคลั่ง
—มีคนมา! มีคนมา! ในที่สุดก็มีคนมาแล้ว!
ส่วนร่างของคนผู้นั้น, หรือก็คือฉู่ลู่ กำลังกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
ทันใดนั้นก็มีบางสิ่งที่คล้ายกับลูกไฟวิญญาณพุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า ทำเอาเขาตกใจจนต้องรีบยกไม้ฟืนขึ้นมาป้องกันในทันที
“สิ่งใดกัน?!” เขาตะโกน
“ผู้มาเยือน… อย่าได้ตื่นตระหนก” ลี่หมิงเสียก็ถูกเสียงตะโกนนี้เรียกสติให้กลับมาสงบลงได้เช่นกัน
เขาเข้าใจว่าตนเองต้องสวมบทบาทเป็นจิตแห่งมิติให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัย จึงจะสามารถดำเนินเรื่องในภายหลังต่อไปได้
ดังนั้นเขาจึงหยุดลง ทำท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยบารมีแล้วกล่าวว่า
“ข้าคือจิตมิติของสถานที่แห่งนี้ เจ้าคือผู้ใด? เหตุใดจึงมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้?”
“จิตแห่งมิติ?” ฉู่ลู่กระพริบตา
จากนั้นก็เล่าเรื่องราวที่ตนเองบังเอิญได้รับแผนที่ขุมทรัพย์ และออกเดินทางตามหามาตลอดทางจนถึงที่นี่ให้ฟังจนจบ สุดท้ายจึงเอ่ยถาม
“ที่นี่คือสุสานนักพรตแห่งร้อยสมบัติใช่หรือไม่?”
ลี่หมิงเสียได้ยินดังนั้น ในใจก็ทั้งตื่นเต้นและยินดี
ที่ตื่นเต้นคือคาดไม่ถึงว่าจะมีแผนที่อยู่จริงๆ! และที่ยินดีคืออีกฝ่ายกลับมาจากนิกายกระบี่จื่อเสีย, นั่นเป็นถึงสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียง... ร่างกายนี้หากนำมาใช้เป็นร่างเปลี่ยนถ่าย ก็ถือว่าดียิ่งนัก!
ดังนั้นเขาจึงกล่าวต่อ
“ถูกต้อง ที่นี่คือสุสานนักพรตแห่งร้อยสมบัติ, เจ้า... ช่างเถอะ… ไม่ต้องวางมาดพูดจากันแล้ว, หากเจ้าต้องการสมบัติล้ำค่าภายในสุสาน ก็จำเป็นต้องผ่านการทดสอบมากมายที่นักพรตแห่งร้อยสมบัติวางไว้เสียก่อน”
“เจ้า... ยินดีหรือไม่?”
“แน่นอน” ฉู่ลู่พยักหน้า
นี่ก็นับเป็นบทละครที่พบเห็นได้บ่อย เขาก็ไม่มีอะไรต้องคัดค้านอยู่แล้ว
“ดีมาก!” ลี่หมิงเสียกำลังคิดจะเริ่มการทดสอบ, แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ในใจก็พลันสะดุ้ง!
เขาตระหนักได้ว่าตนเองลืมคำถามที่สำคัญอย่างยิ่งไปข้อหนึ่ง
เขามองไปที่ฉู่ลู่แล้วกล่าวว่า
“ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบ ข้าขอถามเจ้าสักประโยคหนึ่งก่อน... เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรต่อเรื่องความรัก?”
ที่ลี่หมิงเสียถามเช่นนี้… ย่อมมีเหตุผล
นักพรตแห่งร้อยสมบัติในอดีตเป็นถึงนักรักพเนจร ชื่นชอบบรรยากาศใต้บุปผาจันทราอย่างยิ่ง
ปรารถนาที่จะได้คู่มาเคียงจนแก่เฒ่า ช่างเปี่ยมไปด้วยความโรแมนติกยิ่งนัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง… เขาถูกคนผู้หนึ่งหลอกให้แต่งสายฟ้าแลบหย่าสายฟ้าแลบ
และแบ่งทรัพย์สมบัติให้ไปถึงครึ่งหนึ่ง!