เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 58 แย่ล่ะสิ, นังนี่มันชาเขียว!

บทที่ 58 แย่ล่ะสิ, นังนี่มันชาเขียว!

บทที่ 58 แย่ล่ะสิ, นังนี่มันชาเขียว!


อี้เสี่ยวหว่าน: “ยังมีอีกครั้งที่ข้ากลับมาดึก คืนนั้นแอบได้ยินเสียงกระบี่หัก ที่ถูกนางศิษย์น้องโยนทิ้งลงส้วมกำลังคร่ำครวญ มันบอกว่าชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิต กลับต้องมาลงเอยในสภาพเช่นนี้”

ฉู่ลู่: “??”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ยังมีอีกครั้ง… ตอนที่ข้าไปอ่านตำราที่หอคัมภีร์ บังเอิญพบคัมภีร์วิชาธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง ที่สอดแผนที่ไว้ข้างใน ดูเหมือนจะเป็นแผนที่ขุมทรัพย์”

ฉู่ลู่: “???”

อี้เสี่ยวหว่าน: “น่าจะหมด... อ้อ, ยังมีอีกอย่าง! ตอนข้าไปทำความสะอาดที่หอบรรพชน ก็เผลอไปแตะโดนยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่งที่ใช้บูชา

แสงจากยุทธภัณฑ์เวทนั่นก็ฉายออกมาเป็นเคล็ดวิชาแขนงหนึ่ง... ซึ่งก็คือคัมภีร์วิชาสำหรับรากวิญญาณคงหลิงที่ท่านปรมาจารย์เคยใช้ฝึกฝน”

ฉู่ลู่: “!?!?”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ที่นึกออกตอนนี้ก็มีประมาณนี้แหละ, เห็นไหมล่ะ ข้าไม่มีวาสนาอะไรเลย”

ฉู่ลู่เงียบไป…

ถ้านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคำพูดเช่นนี้ ฉู่ลู่คงความดันพุ่งสูงปรี๊ด, ถ้าเป็นครั้งที่สอง ฉู่ลู่คงกระอักเลือดสามส่วน แต่นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว...

ต้องขอบคุณการฝึกฝนจากลั่วชิงเตี๋ยและสวีลี่เหนียง ในยามนี้ใจเขาจึงสงบนิ่งอย่างยิ่ง และตอบกลับไปอย่างเฉยเมย

“เจ้าตายได้ดีจริงๆ!”

อี้เสี่ยวหว่าน: “??”

ฉู่ลู่: “ช่วยอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม ว่าทำไมเรื่องพวกนี้ถึงไม่นับเป็นวาสนา? ข้าว่าคนปกติทั่วไปก็น่าจะคิดว่ามันใช่นะ, เรื่องขอทานเฒ่านั่นข้าพอเข้าใจได้… เพราะจู่ๆ มีคนแปลกหน้าโผล่มา ก็ควรระวังตัวไว้บ้าง, แต่สามเรื่องหลังนั่นล่ะ?”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ท่านไม่เข้าใจรายละเอียด พวกนั้นแค่ดูเหมือนจะใช่, แต่จริงๆ แล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย! อย่างเรื่องกระบี่หักนั่น ข้ามีกระบี่อวิ๋นเฟิงอยู่แล้ว จะนอกลู่นอกทางได้อย่างไร? ข้าเป็นคนรักเดียวใจเดียวนะ!”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ส่วนเรื่องแผนที่ขุมทรัพย์ ในแผนที่นั่นเขียนไว้ว่าอย่างน้อยต้องระดับแก่นทองคำขั้นปลายถึงจะไปได้, ข้าเอาแต่ทำงานงกๆ ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรก็เอาไปป้อนให้กระบี่อวิ๋นเฟิงหมด พลังฝีมือก็ไม่กระเตื้องเลย ไปไม่ได้หรอก”

ฉู่ลู่: “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ฝึกฝนเสียก่อนสิ”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ข้าทำงานงกๆ เขายังเกลียดข้าขนาดนี้, ถ้าข้าเลิกทำงาน… เขาจะไม่ยิ่งเกลียดข้าจนเข้ากระดูกหรือ?

แล้วคัมภีร์วิชาราชวิญญาณคงหลิงนั่นก็เหมือนกัน ต้องใช้ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรมหาศาลถึงจะฝึกสำเร็จ, ข้าไม่มีปัญญาฝึกหรอก ฝึกสำเร็จไปก็ไม่มีประโยชน์ ข้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ ขอเพียงแค่กระบี่มีคู่ใจก็เพียงพอแล้ว

ข้าอยากที่จะคอยอยู่ข้างๆ ช่วยเหลือเงียบๆ ผลักดันให้เขาโดดเด่น พอเขามีอนาคต ข้าก็ย่อมได้เสพสุขไปด้วยมิใช่หรือ?”

ฉู่ลู่: “...”

ฉู่ลู่: “เจ้าตายได้ดีจริงๆ นั่นแหละ!”

อี้เสี่ยวหว่าน: “?”

ฉู่ลู่นวดขมับคิดในใจ ‘เอาเถอะ พอจะเข้าใจสถานการณ์ของยัยนี่แล้ว’

เขาไม่สนใจจะวิพากษ์วิจารณ์ว่านางทำผิดหรือถูก แต่อย่างน้อยเงื่อนไขในการทำภารกิจก็นับว่าครบถ้วนแล้ว

ฉู่ลู่: “ข้าไปช่วยเจ้าได้, แต่ก่อนหน้านั้น ข้าต้องขอยืนยันเรื่องบางอย่างก่อน… เจ้าต้องการกระบี่อวิ๋นเฟิงนั่นให้ได้จริงๆ หรือ? ผลไม้ที่เด็ดมาแล้วไม่สุก มันย่อมไม่หวานนะ, ในเมื่อเขาไม่ชอบเจ้า ก็ปล่อยเขาไปเถอะ… ไม่สู้ฆ่าคนทั้งคู่ทิ้ง, แล้วค่อยไปหาคนใหม่ดีๆ ก็ยังไม่สาย”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ไม่เอา! ไม่หวานก็โรยน้ำตาลสิ! อย่างไรข้าก็จะเอาเขา! ข้าชอบเขา คนอื่นไม่เอาทั้งนั้น!”

ฉู่ลู่มองคำตอบนี้พลันรู้สึกแปลกประหลาด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคำตอบที่เผด็จการเช่นนี้ในกลุ่มแชท

น่าเสียดายที่ดันเผด็จการผิดที่ไปหน่อย…

ฉู่ลู่: “ก็ได้ ว่าแต่... เจ้าเคยได้ยินคำว่า ‘ตื๊อคือรัก, ตบคือหลง’ หรือไม่? รู้จัก ‘อาการสตอกโฮล์มซินโดรม’ ไหม?”

อี้เสี่ยวหว่าน: “?”

ฉู่ลู่: “อ่า… ข้าผิดเอง, พูดให้มันง่ายกว่านี้หน่อยแล้วกัน สรุปว่าขอแค่กระบี่อวิ๋nเฟิงอยู่ข้างๆ ไม่หนีไปกับคนอื่นก็พอใช่ไหม? เรื่องอื่นไม่มีข้อเรียกร้องอะไรแล้ว?”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขาทุกเช้าค่ำ ไม่พรากจากกัน, ข้าก็พอใจแล้ว”

ฉู่ลู่: “ตกลง งานนี้ข้ารับ ทางฝั่งเจ้าสะดวกหรือไม่? ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เลย”

อี้เสี่ยวหว่าน: “ไม่มีปัญหา มาเลย!”

ฉู่ลู่กดยอมรับ เดินพลังยันต์ทะลุมิติ

【ยอมรับภารกิจแล้ว】 

【กำลังมุ่งหน้าสู่โลกนิยายน้ำเน่าหมายเลขสิบสอง】

ความรู้สึกก็เหมือนกับสองครั้งก่อนหน้า เมื่อภาพตรงหน้าสว่างวาบ เขาก็มาถึงโลกอีกฝั่งในทันที

ตรงหน้าฉู่ลู่มีสตรีผู้หนึ่งที่หน้าตาจืดชืด ผมเผ้ารวบไว้ลวกๆ นางกำลังมองฉู่ลู่ด้วยสีหน้าตกตะลึง

“อี้เสี่ยวหว่าน?” ฉู่ลู่ลองเอ่ยถาม

“ท่านคือฉู่ลู่?” อี้เสี่ยวหว่านกล่าวอย่างประหลาดใจ

“มาถึงแล้วหรือ? ไม่มีลางบอกเหตุอะไรเลย?”

“อืม ก็เป็นเช่นนี้ตลอด” ฉู่ลู่ขี้เกียจพูดไร้สาระ

“เริ่มงานกันเถอะ ก่อนอื่นข้าต้องขอยึดร่างของเจ้าก่อน ไม่ต้องกังวลไปนะ”

“อ้อ… หะ? หา!?”

ฉู่ลู่หยิบยันต์ยึดร่างออกมา พลันรีบเดินพลังทันที!

ในชั่วพริบตา ฉู่ลู่ก็ยึดร่างของอี้เสี่ยวหว่านได้สำเร็จ!

เขากะพริบตา ทัศนวิสัยตรงหน้าก็เปลี่ยนไปแล้ว, ในขณะเดียวกัน ในหัวของเขาก็ดังเสียงอุทานของอี้เสี่ยวหว่านดังขึ้นมา

“นี่… นี่มันเรื่องอะไรกัน! ที่นี่ที่ไหน? ท่านทำอะไร? ร่างกายข้าล่ะ?”

ฉู่ลู่กำลังจะอธิบาย ก็ได้ยินเสียงอี้เสี่ยวหว่านตะโกนขึ้นมาอีก

“คืนมานะ! คืนร่างกายของข้ามา!”

ชั่วพริบตาต่อมา…

พลังดึงดูดมหาศาลก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ฉู่ลู่พลันรู้สึกราวกับตนถูกลากเข้าไปในห้วงลึกของที่ไหนสักแห่ง!

ทัศนวิสัยตรงหน้าเขาพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่าตนเองเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่คล้ายกับห้องมืดเล็กๆ ด้านหน้ามีหน้าต่างสองบาน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้

ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ยินเสียงดีใจของอี้เสี่ยวหว่าน

“อ๊ะ? ร่างกายกลับมาแล้ว!”

ฉู่ลู่: “เอ๊ะ?”

ฉู่ลู่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหวนนึกถึงคำพูดของสวีลี่เหนียงตอนที่ยึดร่างครั้งก่อน ก็พลันเข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

สวีลี่เหนียงเคยบอกไว้ว่า, หลังจากถูกยึดร่าง นางก็เหมือนถูกขังอยู่ในห้องมืดเล็กๆ ซึ่งตรงกับสถานการณ์ตอนนี้เป๊ะเลย...

หมายความว่าร่างกายถูกชิงกลับไปแล้วรึ?

ฉู่ลู่ลองพยายามยึดกลับมาอีกครั้ง แต่ผลคือพบว่าความรู้สึกหมือนกำลังผลักก้อนหินใหญ่ เกิดแรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อย แต่ผลักไปก็ไม่ขยับ…

จากนั้นเขาจึงลองหาหน้าต่างยกเลิกการยึดร่าง หรือล้มเลิกภารกิจเพื่อกลับ, ก็พบว่ายังทำได้ทั้งคู่ จึงค่อยวางใจลงหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะติดแหง็กอยู่ที่นี่ตลอดไป

“อี้เสี่ยวหว่าน ได้ยินเสียงข้าหรือไม่?” ฉู่ลู่พูด

“อ๊ะ? ได้ยิน เมื่อกี้มันเรื่องอะไรกันหรือ?”

“ข้ามีตัวตนไม่แน่ชัดในโลกนี้ เคลื่อนไหวตามใจย่อมไม่สะดวก, ดังนั้นเลยคิดจะยืมร่างเจ้าทำธุระ ไม่ได้มีเจตนาจะยึดครองอะไร ก่อนหน้านี้ก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด ไม่เชื่อเจ้าลองไปถามในกลุ่มแชทดูก็ได้” ฉู่ลู่กล่าว

อี้เสี่ยวหว่านจึงเข้าไปสอบถามในกลุ่มแชท หลังจากได้รับคำยืนยันจากทุกคนแล้ว จึงกล่าวอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย

“ขอโทษนะ ถ้างั้นตอนนี้ข้าต้องทำอย่างไร ถึงจะมอบร่างกายให้ท่านได้?”

“ลองพยายามผ่อนคลายและเปิดใจดู”

อี้เสี่ยวหว่านทำตามที่บอก ผ่อนคลายลง…

ฉู่ลู่ลองอีกครั้ง ครานี้ผลักขยับแล้ว ทัศนวิสัยตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไป อำนาจการควบคุมร่างกายกลับมาสู่มือของฉู่ลู่อีกครั้ง

เขากำหมัดแน่น… ในใจแอบโล่งอก, โชคดีที่รู้ตัวแต่เนิ่นๆ ว่ายันต์ยึดร่างก็มีขีดจำกัด หากไปรู้เอาตอนที่พยายามยึดร่างพวกตัวร้ายแล้วดันทำไม่ได้ นั่นคงจะสิ้นเปลืองของไปเปล่าๆ

ส่วนเงื่อนไขแพ้ชนะในการแย่งชิงร่างกาย ฉู่ลู่คาดเดาว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับระดับพลังฝีมือ, ท้ายที่สุดเขาก็ยอมรับว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่ตนเองสู้อี้เสี่ยวหว่านตอนนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น...

ฉู่ลู่ขึ้นไปบนกลุ่มแชท แท็กลั่วชิงเตี๋ยแล้วกล่าว: “ครั้งก่อนตอนที่ข้ายึดร่างเจ้า เจ้าได้ขัดขืนหรือไม่?”

ลั่วชิงเตี๋ย: “หา? มันขัดขืนได้ด้วยหรือ?”

ฉู่ลู่: “...”

—โอเค ปริศนาไขกระจ่างแล้ว

หลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายไป ฉู่ลู่ก็ตั้งสติ กลับเข้าสู่ธุระสำคัญทันที, เขาเริ่มจากสอบถามอี้เสี่ยวหว่านถึงช่วงเวลาที่ตนเองอยู่

อี้เสี่ยวหว่านพลันตอบ

“เป็นวันที่ข้าแอบเห็นศิษย์น้องกับกระบี่อวิ๋นเฟิงลักลอบคบชู้กันพอดี! ข้าอุตส่าห์ทำงานงกๆ กลับมา รีบตรงไปที่เรือนเพื่อให้ของ, ผลคือดันไปเห็นภาพอุบาทว์ตานั่นเข้า!”

ฉู่ลู่คิดในใจ ‘ช่วงเวลานี้ก็ไม่เลว พอดีกับช่วงที่ยังพอมีเงินอยู่’

“ฉู่ลู่… ท่านยังไม่บอกข้าเลยนะ ว่าท่านคิดจะช่วยข้าชิงหัวใจของกระบี่อวิ๋นเฟิงกลับมาอย่างไร?” อี้เสี่ยวหว่านกล่าว

“แผนการทั้งหมดมันค่อนข้างซับซ้อน” เขากังวลว่าหากพูดรวดเดียวจะทำให้นางตกใจกลัว

“สรุปง่ายๆคือ…. ขั้นตอนแรก ต้องทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น, ดังนั้นต้องกลับไปยืนยัน 'คุณค่า' ของวาสนาพวกนั้นก่อนเป็นอันดับแรก”

“หืม? แข็งแกร่งขึ้น? เพราะเหตุใด?”

“อืม... เจ้าเคยได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งไหม?”

“อะไรหรือ?”

“หากดอกไม้เบ่งบาน ผีเสื้อย่อมบินมาเอง!”

“หา?”

...

คำพูดที่ฉู่ลู่บังเอิญบังเอิญได้ยินมา ตอนที่หลงเข้าไปในโลกนิยายน้ำเน่าครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงอิทธิฤทธิ์อย่างมหาศาล สามารถเกลี้ยกล่อมอี้เสี่ยวหว่านได้สำเร็จ และนางก็ไม่สงสัยอีกต่อไป….

หลังจากนั้น ฉู่ลู่ก็มุ่งหน้าไปยังนิกายกระบี่จื่อเสียทันที โดยมีอี้เสี่ยวหว่านคอยนำทาง

เมื่อมาถึงหน้าประตูสำนัก, ก็มีเหล่าศิษย์น้องหญิงชายที่คุ้นเคยวิ่งออกมาต้อนรับ พวกเขาต่างแย่งกันถามฉู่ลู่ว่าไปข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็เตือนเขาว่าให้ระมัดระวังนางศิษย์น้องนั่นไว้ให้ดี

ฉู่ลู่พยักหน้า เดินไปยังเรือนพัก

“ฉู่ลู่ เราต้องไปจริงๆ หรือ?” อี้เสี่ยวหว่านกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“ภาพนั้นข้าไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว!”

“อย่างไรก็ต้องไปสักครั้ง” ฉู่ลู่กล่าว

“อย่างน้อยก็ต้องให้ข้าได้เห็นหน้าคนทั้งสองนั่นก่อน”

“ก็ได้...”

เมื่อมาถึงเรือนพัก สิ่งแรกที่ฉู่ลู่เห็นคือ….

ใต้ต้นหลิวในเรือน มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังฝึกกระบี่กันอย่างสนิทสนม, ฝ่ายชายอยู่ในชุดสีขาว รูปโฉมสง่างาม, ส่วนฝ่ายหญิงก็ร่างเล็กน่ารัก ดูสดใสน่าเอ็นดู ภาพนั้นช่างเหมือนกับฉากในซีรีส์รักเทพเซียนไม่มีผิด

ฉู่ลู่พลันได้ยินเสียงกัดฟันกรอดดังมาจากในหัว เห็นได้ชัดว่านางคงโกรธจัดทีเดียว

เพียงครู่เดียว… ชายหญิงคู่นั้นก็สังเกตเห็นการมาของฉู่ลู่ จึงรีบแยกออกจากกัน

ฉู่ลู่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง นางศิษย์น้องก็พลันน้ำตาคลอเบ้า

“ศิษย์พี่ใหญ่... มันไม่ใช่เช่นนั้น มันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด!”

ฉู่ลู่: “ข้ารู้...”

แต่เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกนางศิษย์น้องพูดขัดขึ้นมาก่อน

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าแค่บังเอิญเดินผ่านมา แล้ว... แล้วข้าก็ไม่เคยเห็นกระบี่ที่สวยเช่นนี้มาก่อน ก็เลยเผลอตัวไป... ศิษย์พี่ใหญ่! ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบขี้หน้าข้ามาตลอด แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ!”

ฉู่ลู่ทำสีหน้างุนงง… นี่เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรของเจ้ากัน?

ตอนนั้นเอง จิตวิญญาณกระบี่อวิ๋นเฟิงก็กล่าวด้วยสีหน้ามืดครึ้ม

“พอได้แล้ว! ข้าทนกับความริษยาที่ไม่จบสิ้นของเจ้าไม่ได้! แม้ข้าจะเป็นกระบี่วิญญาณของเจ้า… แต่ข้าก็ไม่ใช่ทาส! ข้าอยากจะให้ใครยืมก็ย่อมได้!”

“อีกอย่าง นางก็เป็นศิษย์น้องของเจ้า เจ้าทนกับเรื่องแค่นี้ก็ไม่ได้หรือ? ช่างน่าอับอายสิ้นดี!”

นางศิษย์น้องนั่นก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง ข้าไม่ควรจะชอบกระบี่อวิ๋นเฟิงมากถึงเพียงนี้เลย... แต่ข้าห้ามใจตัวเองไม่ได้นี่เจ้าคะ ข้าก็แค่ชอบ... ชอบเขามากจริงๆ!”

และกระบี่อวิ๋nเฟิงพอเห็นศิษย์น้องเริ่มร้องไห้ก็ยิ่งโกรธ

“ดูสิว่าเจ้าพูดอะไรออกมา! เจ้ามันช่างใจไม้ไส้ระกำถึง!”

ฉู่ลู่: “??”

—เดี๋ยวนะ… ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ! ไอ้คู่ผีเน่าโรงผุนี่มันกำลังทำอะไรกันอยู่? มายืนเล่นละครน้ำเน่าเกรดซีต่อหน้าข้าหรือไง?

ในยามนี้… ฉู่ลู่ก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของอี้เสี่ยวหว่านดังมาจากในหัว

ฉู่ลู่: “...”

เขารู้สึกปวดหัวตึบๆ ขึ้นมา ทั้งที่แค่อยากจะมาดูหน้าคนเท่านั้น ไม่ได้คิดจะมารับแรงกดดันทางจิตใจที่หนักหน่วงขนาดนี้เสียหน่อย!

“เอาล่ะ” ฉู่ลู่กล่าว

“ข้าไม่ได้โกรธ พวกเจ้าอยากจะฝึกก็ฝึกไปเถอะ ข้าก็ไม่ได้ห้ามพวกเจ้าเสียหน่อย”

คนทั้งสองได้ยินดังนั้นก็พากันตกใจ พลางเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา

“จริงหรือเจ้าคะ?” ศิษย์น้องเอ่ยถามหยั่งเชิง

“จริงสิ! เจ้าอยากฝึกก็ฝึกไปเถอะ ข้าไม่ถือสาเลยสักนิด”

“ดีจังเลย! ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่มากเจ้าค่ะ” นางศิษย์น้องพลันยิ้มจนหน้าบาน แล้วหันไปพูดกับกระบี่อวิ๋นเฟิง

“เห็นไหมท่านพี่อวิ๋น… ศิษย์พี่ใหญ่ยอมรับพวกเราสองคนแล้ว”

ส่วนกระบี่อวิ๋นเฟิงเพียงแค่แค่นเสียงออกมา

“เช่นนี้ก็ค่อยยังชั่ว”

ฉู่ลู่: “?”

—อะไรคือยอมรับพวกเจ้าแล้ว?

เพียงแค่เขาไม่อยากจะยุ่งกับหัวข้อนี้อีกต่อไป จึงไม่ได้โต้แย้งกลับ

“แต่เจ้าก็รู้ว่ากระบี่อวิ๋นเฟิงเป็นกระบี่ชั้นเลิศหาที่ใดเปรียบ ย่อมไม่อาจให้เจ้าฝึกเปล่าๆ ได้… ดังนั้นช่วงเวลาที่ฝึกกระบี่นี้ ค่าใช้จ่ายของกระบี่อวิ๋นเฟิงก็คงต้องให้เจ้าเป็นคนรับผิดชอบแทนแล้ว”

“เอ๊ะ?”

นางศิษย์น้องพลันชะงัก เพราะนางรู้ดีว่าค่าใช้จ่ายของกระบี่อวิ๋นเฟิงมันมหาศาลเพียงใด จึงรีบกล่าวเสียงตะกุกตะกัก

“ตะ… แต่ข้าไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่, อีกอย่าง ข้าก็ต้องฝึกฝนเช่นกัน...”

“เจ้าบอกว่ารักเขามากมิใช่หรือ?” ฉู่ลู่กล่าว

“ข้าก็ไม่มีเงิน และข้าก็ต้องฝึกฝนเช่นกัน แต่ก็ยังจ่ายให้เขาได้เลย? ตัวเจ้าคงไม่ถึงกับแย่กว่าไปกว่าข้าหรอกกระมัง?”

สีหน้าของศิษย์น้องพลันแข็งทื่อ นางเผลอคิดจะพูดออกไปว่า ‘แต่เขาเป็นกระบี่ของเจ้านะ’ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรพูดออกไป เพราะเดี๋ยวจะยิ่งเสียเปรียบ…

ใบหน้าของกระบี่อวิ๋นฟิงก็พลันมืดครึ้มลงอีกครั้ง

“อืม… ถ้าเช่นนั้นก็ตามนี้นะ ข้าไม่ขวางพวกเจ้าแล้ว” ฉู่ลู่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วกล่าวคำอำลา

หลังจากออกไปจากเรือนพัก ฉู่ลู่พลันหวนนึกถึงภาพเมื่อครู่ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล…

นางศิษย์น้องนั่นทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทำให้อดนึกถึงนางชาเขียวหลิ่วเยียนเอ๋อร์ในโลกของลั่วชิงเตี๋ยไม่ได้

“เจ้ากำลังปิดบังอะไรข้าอยู่หรือเปล่า?” ฉู่ลู่ถามในใจ

“หา? เปล่านี่”

“นังศิษย์น้องนั่นรู้สึกว่าจะไม่ธรรมดานะ นางเคยไปก่อเรื่องอะไรที่โด่งดังไว้บ้างไหม?” ฉู่ลู่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม

“อืม... ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง จริงเท็จอย่างไรข้าก็ไม่รู้หรอกนะ” อี้เสี่ยวหว่านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“หนึ่งคือมีคนเคยเห็น… นางศิษย์น้องนั่นแอบไปหากระบี่วิญญาณของท่านเจ้าสำนัก และสวมชุดเบาบาง”

“สองคือนางเคยไม่ระวัง จนเผลอโยนกระบี่วิญญาณของศิษย์คนหนึ่งทิ้งลงไปในเตาหลอมกระบี่ ทำให้ทั้งตัวกระบี่และจิตวิญญาณถูกเผาไหม้จนสิ้น, มีคนพูดกันว่านั่นไม่ใช่อุบัติเหตุ… แต่เป็นการแก้แค้นต่างหาก”

ฉู่ลู่: “...”

—แย่ล่ะ กลิ่นชาเขียวยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ว่าแต่… เจ้าเคยพูดไว้ว่าขอเพียงแค่สามารถชิงกระบี่อวิ๋นเฟิงกลับมาได้ ต่อให้ตายกี่คนเจ้าก็ไม่สน, ใช่หรือไม่?”

“ใช่สิ, มีอะไรหรือ?”

“ถ้าเช่นนั้นก็ดี แค่อยากเตือนเจ้าไว้คำหนึ่ง, เพราะสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ข้าอาจจะต้องล้างบางนิกายกระบี่จื่อเสียทั้งสำนัก แต่ในเมื่อเจ้าไม่ถือสา นั่นก็ดีเยี่ยมที่สุดแล้ว”

“อ่อ... เอ๊ะ, เดี๋ยวก่อน! ท่านพูดว่าอะไรนะ?!”

จบบทที่ บทที่ 58 แย่ล่ะสิ, นังนี่มันชาเขียว!

คัดลอกลิงก์แล้ว