เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 หวนคืน

บทที่ 54 หวนคืน

บทที่ 54 หวนคืน


ฉู่ลู่ในตอนนี้รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย

ชุ่ยฮวาคนนี้ดูเหมือนจะยังมีความลับบางอย่าง แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้เลยว่าจะไขความลับนี้ได้อย่างไร หรือจะเริ่มจากตรงไหนดี

เขาเปิดหน้าต่างภารกิจของกลุ่มแชทอีกครั้ง ก็พบว่าตอนนี้สามารถกดยืนยันสำเร็จภารกิจได้แล้ว

เขาจึงคิดในใจ: ‘ช่างเถอะ เอาไว้แบบนี้ก่อนก็แล้วกัน’

เขาลุกขึ้นเตรียมตัวจากไป

“เอ๊ะ! เจ้าจะไปแล้วหรือ?” ชุ่ยฮวาตกใจจนหน้าซีด

“ปล่อยข้าออกไปด้วยสิ!”

“อย่าเพิ่งรีบ เจ้าอยู่ในนี้ไปสักพักก่อนเถอะ” ฉู่ลู่กล่าว

“ทำไมทำแบบนี้! เราเป็นคนบ้านเดียวกันนะ!”

ฉู่ลู่ไม่สนใจเสียงตะโกนของชุ่ยฮวา, เขากลับมายังตำหนักหย่างซิน แล้วทบทวนครุ่นคิดอีกครั้ง เพื่อดูว่ายังมีอะไรตกหล่นอีกหรือไม่

แต่คิดไปคิดมาก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว

เจิ้นเป่ยโหวต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน และคาดว่าอีกไม่นาน… พวกนางคงจะได้รับรู้ข่าวเรื่องเจิ้นเป่ยโหวถูกจับกุมตัว

ส่วนหลิ่วจิ่นหลีที่ถูกปล่อยตัวมาพร้อมกับฮองเฮา ก็ถูกจับกลับเข้าคุกไปนานแล้ว

“อืม… ที่นี้ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องถึงมือข้าแล้ว” ฉู่ลู่พยักหน้า

“สวีลี่เหนียง, เรื่องที่นี่จัดการเรียบร้อยแล้ว ข้าก็คงได้เวลากลับ”

“ขอบคุณเจ้ามากนะฉู่ลู่” สวีลี่เหนียงกล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าจริงใจ จากนั้นก็ถามขึ้น

“แต่ว่า...นังชุ่ยฮวานั่นจะเอาอย่างไรดี?”

“เรื่องนั้นก็คงให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจแล้วล่ะ” ฉู่ลู่กล่าว

“จะเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี หรือจะทรมานนางทั้งวันทั้งคืน… แล้วแต่เจ้าเลย”

ฉู่ลู่คิดในใจว่าตนเองกับชุ่ยฮวาก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกันมากมาย จึงไม่จำเป็นต้องลงมืออะไรเป็นพิเศษ

ยิ่งไปกว่านั้น… หากว่ากันตามจริงแล้ว เขาในเรื่องนี้ก็เป็นแค่คนนอก, แต่สวีลี่เหนียงไม่เหมือนกัน ทั้งความทุกข์ยากในชาติที่แล้ว และปัญหาในชาตินี้… ล้วนเป็นฝีมือของชุ่ยฮวาทั้งสิ้น ดังนั้นการที่จะจัดการกับชุ่ยฮวาอย่างไร ก็ควรมอบให้นางเป็นคนตัดสินใจ

“แน่นอน” ฉู่ลู่หยุดเล็กน้อย

“ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะเก็บชีวิตนางไว้ก่อนจะดีกว่า”

ท้ายที่สุด ความลับบนตัวนาง ฉู่ลู่ก็ยังอยากรู้อยู่มาก

สวีลี่เหนียงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว

“ได้ ข้าจะเก็บชีวิตนางไว้!”

“เช่นนั้นก็ดี” ฉู่ลู่พูดจบ กำลังจะกดยืนยันสำเร็จภารกิจเพื่อกลับ

นิ้วของเขาที่ยื่นไปได้ครึ่งทางพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

“เดี๋ยวก่อน เจ้าคงไม่ปล่อยให้นางหนีไปหรอกนะ”

สวีลี่เหนียง: “??”

“นางเป็นตัวการซะขนาดนั้น ข้าต้องโง่แค่ไหนกันถึงจะปล่อยให้นางหนีไปได้!”

“ไม่ได้… ข้ายังกังวลอยู่ เจ้าฆ่านางทิ้งเสียเถอะ” ฉู่ลู่กล่าว

“ข้าไม่ทำหรอก... แต่... ที่เจ้าพูดมันก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลนะ”

“จำไว้ว่าต้องลงมือให้เด็ดขาด ต้องแน่ใจว่าตายสนิทจริงๆ”

“...ได้”

หลังจากพูดจบ ฉู่ลู่ก็กดยืนยัน, เลือกคำสั่ง ‘กลับสู่โลกหลัก’

ตรงหน้าเขาสว่างวาบด้วยแสงสีขาว ในร่างรู้สึกเหมือนไร้น้ำหนักอย่างรุนแรง!

และเมื่อความรู้สึกทั้งหมดนั้นหายไป เขาก็ลืมตาขึ้น, พบว่าตนเองกลับมายังคฤหาสน์อันหรูหราในเมืองชิงเฟิงแล้ว

ความรู้สึกนี้เหมือนกับครั้งก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

เขาเปิดกลุ่มแชท ส่งข้อความบอกว่าปลอดภัยดี

ฉู่ลู่: “ข้ากลับมาโลกของข้าแล้ว”

ฮวาหงเหลียน: “เหนื่อยหน่อยนะ”

ลั่วชิงเตี๋ย: “เหนื่อยหน่อยนะ”

จู้ซานหลิน: “เหนื่อยหน่อยนะ”

สวีลี่เหนียง: “เหนื่อยหน่อยนะ”

หลิวหรูเยว่: “เหนื่อยหน่อยนะ”

ฉู่ลู่: “ก็เหนื่อยจริงนั่นแหละ หวังว่าภารกิจหน้าจะ... ปกติกว่านี้หน่อย”

ในกลุ่มแชทพลันเต็มไปด้วยเครื่องหมายจุดไข่ปลา

ฮวาหงเหลียน: “ข้าว่ามันน่าจะไม่มีอะไรที่ไม่ปกติไปกว่านี้อีกแล้วนะ?”

ลั่วชิงเตี๋ย: “นึกภาพไม่ออกเลยว่าโลกที่มันพิลึกพิลั่นกว่านี้มันจะเป็นอย่างไร”

จู้ซานหลิน: “ข้าว่านี่มันก็ถึงขีดจำกัดของมนุษย์แล้วนะ ถ้าจะพิลึกกว่านี้ก็คงต้องไปในทิศทางของพวกอสูรประหลาดแล้วล่ะ เช่นพวกเผ่าแมลง หรือไม่ก็รักต่างเผ่าพันธุ์กับมนุษย์อสรพิษอะไรงี้?”

หลิวหรูเยว่: “แอบอยากดูแฮะ”

สวีลี่เหนียง: “???”

สวีลี่เหนียง: “ทางฝั่งข้ามันก็ธรรมดาจะตายเถอะ!”

พอเห็นคำตอบของสวีลี่เหนียง ทุกคนก็พลันตะโกนสวนขึ้นมาพร้อมกัน

“ตรงไหนที่ว่าธรรมดากันฮะ?!”

สวีลี่เหนียง: “หา...?”

ฉู่ลู่เห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังเถียงกันอย่างดุเดือด เลยไม่คิดจะร่วมวงด้วย

เขาปิดกลุ่มแชท ลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ แล้วก็กลับห้องพักผ่อน

พอกลับมาถึงห้อง, เขาก็รู้สึกถึงความกดดันและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งภารกิจ

หลังจากนั้นผ่านไปสองวัน

ในขณะที่ฉู่ลู่กำลังรู้สึกว่าตนเองพักผ่อนมาพอสมควรแล้ว และสมควรจะเริ่มฝึกฝนต่อ…

จู่ๆ เถี่ยจ้านสยงและพวกก็รีบร้อนวิ่งมาหา

“ท่านหัวหน้าใหญ่ ข่าวดีขอรับ ข่าวดี!” พวกเขากล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“มีอะไร? ข่าวดีอะไร?” ฉู่ลู่ขมวดคิ้วถาม

“นิกายกระบี่หลิงเซียวมาที่นี่เพื่อรับศิษย์ขอรับ!” เถี่ยจ้านสยงตะโกนเสียงดังลั่น

ฉู่ลู่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป ก่อนจะเบิกตากว้าง

“เจ้าว่าอะไรนะ?!”

ไม่แปลกที่ฉู่ลู่จะตกใจ, เพราะนิกายกระบี่หลิงเซียวนั้น มีที่มาที่ไปยิ่งใหญ่ถึงที่สุด

จะให้อธิบายว่าใหญ่แค่ไหน เพียงอธิบายการแบ่งเขตภูมิศาสตร์ก็จะเข้าใจได้ในทันที

เมืองชิงเฟิงที่ฉู่ลู่อยู่นั้น อันที่จริงเป็นเพียงตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตปกครองของแคว้นต้าจิ้น หากนับตามพื้นที่แล้ว ก็กินอาณาเขตเพียงหนึ่งในล้านเท่านั้น

และชายแดนสี่ทิศของแคว้นต้าจิ้นนั้นติดไปด้วย แคว้นยงฮวา, แคว้นหลานอัน, แคว้นรุ่ยเจ๋อ, แคว้นจิ่นหยาง, และไกลออกไปจากสี่แคว้นนี้ก็คือทะเลไร้สิ้นสุด ซึ่งที่นั่นมีอะไรอยู่บ้าง… ฉู่ลู่ก็ไม่รู้แล้ว

ในบรรดาห้าแคว้นนี้ แคว้นต้าจิ้นมีกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด แทบจะเทียบเท่ากับกำลังของสองแคว้นอื่นรวมกันเลยทีเดียว และนิกายกระบี่หลิงเซียว… ก็เป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่ของแคว้นต้าจิ้นเลยทีเดียว

การที่นิกายกระบี่หลิงเซียวมายังเมืองชิงเฟิงเพื่อรับศิษย์ ก็มีค่าเท่ากับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างชิงหวาหรือปักกิ่งมาคัดเลือกนักศึกษาปริญญาโทจากหมู่บ้านบนเขา ที่แม้แต่ถนนก็ยังไม่มี

“แต่เหตุใดจู่ๆ นิกายกระบี่หลิงเซียวถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?” ฉู่ลู่ถาม

“ไม่รู้เลยขอรับ มีใครรู้ทั้งนั้น, แต่ช่างหัวมันปะไร! ต่อให้จะเป็นกับดัก ข้าก็ต้องขอลองเสี่ยงดูสักตั้ง!” เถี่ยจ้านสยงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“นี่มันคือโอกาสที่จะได้พลิกชีวิตเชียวนะขอรับ! จะหนีออกไปจากไอ้ที่ซังกะตายแบบนี้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับครั้งนี้แล้ว!”

ไม่ใช่แค่เถี่ยจ้านสยง เหล่าเจ้าสำนักคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าเช่นเดียวกัน แม้แต่คนอย่างนักพรตสุนัขป่าที่ยอมรับสภาพไปนานแล้วก็ยังตาแดงก่ำ

ฉู่ลู่หาได้ประหลาดใจไม่… เขารู้ถึงสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังดี

สรุปได้เพียงคำเดียว—คือทรัพยากร!

ในโลกใบนี้… การฝึกฝนหรือพรสวรรค์ ล้วนเป็นเพียงแค่ข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่สุด สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือทรัพยากร

พรสวรรค์จะสูงส่งเพียงใด แต่ถ้าไม่มีคัมภีร์วิชาดีๆ หรือโอสถสำหรับการฝึกฝนที่เพียงพอ ก็ไม่สามารถดึงพรสวรรค์นั้นออกมาใช้ได้…

และเมื่อพลังฝีมือก้าวหน้าไม่ได้ สถานะก็ย่อมไม่สูงขึ้นเช่นกัน!

ในตอนที่ฉู่ลู่ยังอยู่สำนักชีเสวียน ตอนที่ยังเป็นเพียงศิษย์พี่สาม, ก็เคยติดตามเจ้าสำนักไปยังเมืองหลิงอวิ๋น เพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองอายุยืนของเจ้าบ้านตระกูลโอวหยาง

ในตอนนั้น… แม้แต่จะก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ พวกเขาก็ยังทำไม่ได้, ของขวัญก็เพียงมอบให้คนใช้หน้าประตูนำส่งมอบให้ ส่วนตัวคนก็ถูกไล่ให้ไปอยู่ข้างนอก ไปกินโต๊ะจีนเหมือนกับพวกชาวบ้านทั่วไป…

เจ้าสำนักถึงกับถูกลูกหลานตระกูลโอวหยางที่อายุราวสิบปีคนหนึ่ง เย้ยหยันต่อหน้าว่าเป็นพวกบ้านนอกคอกนา ที่มาเพื่อขอกิน, และเจ้าสำนักผู้ที่วันๆ เอาแต่ฆ่าลูกศิษย์ล้างตระกูล กลับได้แต่ยืนฉีกยิ้มแหยๆ ให้!

เป็นเพราะเหตุใดน่ะหรือ? ก็เพราะลูกหลานตระกูลโอวหยางที่อายุราวสิบปีคนนั้น ก็เป็นระดับสร้างรากฐานเช่นกัน!

ลูกหลานตระกูลโอวหยางคนนั้นมีพรสวรรค์สูงกว่าเจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ? อันที่จริงไม่ใช่เลย… พรสวรรค์ของเขาถึงขั้นยังด้อยกว่าไม่น้อยเสียด้วยซ้ำ

แต่เขาเกิดในตระกูลโอวหยาง ตั้งแต่เด็กก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องอยู่, พออายุสิบขวบ ร่างกายและพลังโลหิตได้มาตรฐานแล้ว ก็หยิบคัมภีร์วิชาประจำตระกูลขึ้นมาฝึกฝน

ระหว่างนั้นก็กินโอสถไปไม่รู้เท่าไหร่… จนบรรลุระดับก่อเกิดปราณขั้นสูงสุด แล้วกินยาทะลวงรากฐานเข้าไปหนึ่งเม็ด ก็สามารถทะลวงผ่านได้อย่างง่ายดาย

ส่วนเจ้าสำนัก… กว่าจะได้เริ่มฝึกฝนจริงๆ ก็ปาเข้าไปสิบห้าปีแล้ว ที่ได้มาก็เป็นเพียงคัมภีร์วิชาหยาบๆ ไม่ได้มีโอสถใดๆ ช่วยเหลือ ทำได้เพียงฝึกหนักเท่านั้น

แม้จะใช้เวลาเพียงสิบปีจนบรรลุระดับก่อเกิดปราณขั้นสูงสุดได้ แต่กลับต้องใช้เวลาถึงสิบห้าปีเต็มกว่าจะทะลวงคอขวดนี้ไปได้

นี่คือช่องว่างอันมหาศาลที่เกิดจากการขาดทรัพยากร!

ไม่ใช่แค่เจ้าสำนักสำนักชีเสวียน เถี่ยจ้านสยงและพวกคนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน, ทำไมพวกเขาถึงถูกกักอยู่แค่ระดับสร้างรากฐาน? เป็นเพราะพวกเขาพรสวรรค์ไม่พอหรือ?

ไม่ใช่เลย… สาเหตุที่แท้จริงก็คือทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันไม่สนับสนุนให้พวกเขาก้าวสู่ระดับแก่นทองคำได้ต่างหาก!

และด้วยเหตุนี้ ในใจของฉู่ลู่จึงบังเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาวูบหนึ่ง

เขาก็ไม่ต่างจากเถี่ยจ้านสยงและพวกมิใช่หรือ? ถ้ายังมัวขดตัวอยู่ในเมืองชิงเฟิง ก็คงต้องพบเจอกับอุปสรรคเช่นเดียวกันนี้เข้าสักวัน

แม้ว่าเขาจะมีกลุ่มแชทmujสามารถแลกคัมภีร์วิชาระดับสร้างรากฐานได้ไม่จำกัด และในอนาคตก็ยังสามารถแลกขั้นที่สูงกว่านี้ได้อีก…

แต่การขายคัมภีร์วิชาเพื่อแลกทรัพยากร ท้ายที่สุดก็มีความเสี่ยงสูงมาก…

การเข้าร่วมกับองค์กรอื่น เพื่อแลกทรัพยากรมาตรงๆ ย่อมเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่า

และนิกายกระบี่หลิงเซียวนี้ก็แข็งแกร่งกว่าไอ้ตระกูลโอวหยางนั่นไม่รู้ตั้งกี่เท่า ถ้าฉู่ลู่สามารถฉวยโอกาสนี้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักได้, ภายในห้าหกปี… การสำเร็จเป็นระดับแก่นทองคำ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

“คนของนิกายกระบี่หลิงเซียวอยู่ที่ไหน? พวกเขามีเกณฑ์คัดเลือกอย่างไร? ตั้งใจจะรับกี่คน?” ฉู่ลู่ถาม

“พวกเขาอยู่ที่เมืองหลิงอวิ๋น” เถี่ยจ้านสยงกล่าว

“เพราะที่นั่นมีคนเยอะที่สุด, ส่วนเกณฑ์คัดเลือกและจำนวนคน… ก็ยังไม่ชัดเจน พวกเราให้หลี่อี้เฟิงไปสืบข่าวเมื่อสองวันก่อนแล้ว, นับๆดู… ก็น่าจะได้เวลากลับมาแล้วกระมัง”

“ดี! ถ้าเช่นนั้นเราก็รอเขา”

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม

หลี่อี้เฟิงก็รีบกลับมาในสภาพมอมแมมจากการเดินทาง

เหล่าผู้คนที่รอคอยอยู่พลันรู้สึกตื่นตัวขึ้นมา

“เป็นอย่างไรบ้าง? เป็นอย่างไรบ้าง?” เถี่ยจ้านสยงรีบถามย้ำ

“ได้ข่าวมาบ้างหรือไม่?”

“ได้มาแล้ว!” หลี่อี้เฟิงรีบดื่มน้ำอึกใหญ่

เขาต้องเร่งเดินทางมาตลอด ต้องวิ่งเร็วกว่าม้าเสียอีก ช่างเหนื่อยจริงๆ!

“แล้วนิกายกระบี่หลิงเซียวรับศิษย์กี่คน? มีเกณฑ์อย่างไร?” ฉู่ลู่ถาม

“ครั้งนี้พวกเขารับแค่คนเดียว” หลี่อี้เฟิงกล่าวเสียงหอบ

สีหน้าของทุกคนพลันเคร่งเครียด, พวกเขาไม่ได้แปลกใจ ท้ายที่สุด… นั่นเป็นสำนักที่ใหญ่โตสามอันดับแรก การมายังที่ห่างไกลเช่นนี้ โควตาศิษย์สักหนึ่งคนก็นับว่าเป็นบุญคุณฟ้าดินแล้ว

“มีเกณฑ์อย่างไร?” ฉู่ลู่ถาม

“ในเมื่อเป็นนิกายกระบี่หลิงเซียว ไม่ใช่ว่าจะต้องเลือกยอดฝีมือด้านกระบี่หรอกนะ?” นักพรตสุนัขป่ากล่าวอย่างกังวล เพราะวิชากระบี่ของเขานั้นธรรมดามาก

“ไม่ใช่หรอก… นิกายกระบี่หลิงเซียวจะขาดอัจฉริยะด้านกระบี่หรือ? เขาอุตส่าห์มาถึงที่นี่เพื่อรับศิษย์ ย่อมต้องขาดคนในด้านใดด้านหนึ่งมากๆ” เถี่ยจ้านสยงวิเคราะห์

“นิกายกระบี่หลิงเซียวไม่เพียงแค่เชี่ยวชาญการใช้กระบี่ แต่ยังเชี่ยวชาญการตีเหล็กด้วย ข้าเดาว่าคงจะต้องเลือกผู้มีพรสวรรค์ด้านการตีเหล็กแน่ๆ”

สำนักหมัดเหล็กไม่เพียงแค่วิชาหมัดจะยอดเยี่ยม แต่ในด้านการตีเหล็กก็ยังพอมีเคล็ดวิชาอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงพูดเช่นนี้

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งนั้น” หลี่อี้เฟิงหยุดเล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้างุนงง

“พวกเขาต้องการคนที่เขียนอักษรพู่กันดี”

“หา?!” ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง

“อักษรพู่กันรึ!?” เถี่ยจ้านสยงเบิกตากว้าง

“เจ้าพูดบ้าอะไรน่ะ! นิกายกระบี่หลิงเซียวจะเอาไปทำอะไรกัน?”

“จริงแท้แน่นอน ข้ายืนยันมาหลายรอบแล้ว” หลี่อี้เฟิงกล่าว

“พวกเขาต้องการคนที่เขียนอักษรพู่กันดี”

“นี่... นี่...”

สีหน้าของทุกคนในที่นั้นพลันซีดเป็นเถ้าถ่าน แม้แต่ฉู่ลู่ก็ไม่มีเว้น

พวกเขาต่างก็มีชาติตระกูลไม่ดีนัก ปกติแค่ฝึกยุทธ์หาข้าวกิน ก็ยังต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดแล้ว, ใครมันจะยังมีเวลาว่างไปแตะต้องเรื่องของพวกบัณฑิตปัญญาชนเช่นนั้นกัน?

ต่อให้ชาติก่อนฉู่ลู่จะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย… แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะตั้งใจฝึกพู่กันอักษร?

“เฮ้อ! ข้าก็เคยฝึกอักษรพู่กันมาบ้าง แต่ฝีมือกระจอกงอกง่อยแค่นั้นของข้า พวกเขาจะมองเห็นอยู่ในสายตาได้อย่างไร?” เถี่ยจ้านสยงถอนหายใจ

“นี่มันคือชะตาฟ้าลิขิต! ข้ามันเกิดมาเป็นพวกชีวิตต้อยต่ำ ก็คงต้องคลุกอยู่กับโคลนตม! เฮ้อ!”

เถี่ยจ้านสยงพูดจบก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มหน้าเดินจากไป

นักพรตสุนัขป่าก็ทำหน้าสงสัย

“ไร้สาระ… ไร้สาระสิ้นดี! โควตานี้คงถูกจองไว้แล้วกระมัง? หรือว่านิกายกระบี่หลิงเซียวมันรังเกียจคนจนชอบคนรวย ดูถูกพวกนักบวชพเนจรที่ฐานะยากจนเช่นข้า? เฮ้อ!”

เขาก็ลุกขึ้นเดินจากไปเช่นกัน

หลี่อี้เฟิงรู้เรื่องมาก่อนแล้ว อารมณ์ก็สงบลงนานแล้ว ดังนั้นพอหายหอบ, ก็โค้งคำนับฉู่ลู่แล้วเดินจากไป

พอเหลือเพียงฉู่ลู่คนเดียว, เขาก็ไม่ต้องแสร้งทำอีกต่อไป ถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย

แม้จะไม่รุนแรงเท่าพวกเถี่ยจ้านสยง แต่ในใจเขาก็รู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย…

แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ทำได้เพียงยอมรับมันแต่โดยดี

ฉู่ลู่ลุกขึ้น กำลังจะกลับห้องไปฝึกฝน

“เดี๋ยวก่อน!” เขาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นได้

เขารีบนั่งลงอีกครั้ง เปิดกลุ่มแชทไปยังหน้าภารกิจ ก็พบว่ามีข้อความเด้งอยู่จริงๆ ด้วย

【ภารกิจสำเร็จแล้ว】 

【ต้องการรับรางวัลหรือไม่?】

“สงสัยจะเหนื่อยจนเบลอไปแล้วจริงๆ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท” ฉู่ลู่บ่นไปพลางกดยืนยัน

【รางวัลได้ถูกส่งมอบให้แล้ว】 

【ได้รับ 'ถุงทักษะสุ่ม' หนึ่งถุง】

“ถุงทักษะสุ่ม? เดี๋ยวก่อน คงไม่ใช่ว่า...” ในใจของฉู่ลู่พลันบังเกิดความหวัง

เขาเปิดคลังไอเทม… กดใช้ถุงทักษะที่ได้รับมา

พลันเห็นวงล้อขนาดใหญ่เด้งขึ้นมาตรงหน้า บนนั้นเขียนทักษะบ้าๆ บอๆ ไว้เต็มไปหมด

ตั้งแต่ทำอาหาร, เขียนอักษร, ตกปลา, ไปจนถึงเรื่องความรักและต้มตุ๋น มีครบทุกอย่าง… ด้านล่างมีคำเขียนไว้ว่า

'หมุนหรือไม่?'

หลังจากที่ฉู่ลู่กด 'ใช่' ลูกศรก็เริ่มหมุนติ้วๆ

สิบกว่าวินาทีต่อมา… ลูกศรก็หยุดลง ชี้ไปที่ช่องที่เขียนว่า 'อักษรพู่กัน'

【ยินดีด้วยที่ได้รับทักษะ 'อักษรพู่กัน (ขั้นสูง)'】

ฉู่ลู่: “!!!”

วันต่อมา

จู่ๆ เถี่ยจ้านสยงก็ได้รับคำสั่งว่าฉู่ลู่ต้องการพบเขา

เขามาถึงแต่เช้าด้วยสีหน้างุนงง ก่อนเดินมาถึงห้องหนังสือ, พอผลักประตูเข้าไปเท่านั้น ก็พลันชะงักงันไปทันที

ในห้องหนังสือเต็มไปด้วยตำราคัดอักษร… กองซ้ายทีขวาที แทบจะถมห้องจนเต็มอยู่แล้ว

และ ณ ที่กลางห้อง ฉู่ลู่กำลังก้มหน้าตวัดเขียนพู่กันอักษรอยู่

“แค่กๆ ท่านหัวหน้าใหญ่” เถี่ยจ้านสยงกระแอมไอออกมาสองสามครั้ง

ฉู่ลู่เพิ่งจะได้สติ เงยหน้าขึ้นมอง

“อ้อ… เจ้ามาแล้ว”

“ท่านหัวหน้าใหญ่ ท่านเรียกข้ามาด้วยเรื่อง...” เถี่ยจ้านสยงเหลือบมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้างุนงง

“ข้าอยากให้เจ้าช่วยประเมินดูหน่อย” ฉู่ลู่ชี้ไปที่ตัวอักษรบนโต๊ะ

“ไม่ใช่เจ้าบอกว่าตนเองเคยเรียนอักษรพู่กันมาบ้างหรือ? มาดูทีสิว่าข้าเขียนเป็นอย่างไรบ้าง?”

“หา?” เถี่ยจ้านสยงชะงักไป, แล้วก็เข้าใจในทันที คิดในใจว่าฉู่ลู่ยังไม่ยอมตัดใจอีกสินะ

เขาชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็พบว่าตัวอักษรนี้ไม่เลวเลย ในใจก็นึกสงสัยว่าฉู่ลู่ไปมีพื้นฐานมาจากไหน?

แต่มากไปกว่านั้นเขาก็ดูไม่ออกแล้ว เอาเป็นว่ารู้สึกว่าพอๆ กับอาจารย์ของเขาในตอนนั้น…

เถี่ยจ้านสยงคิดในใจว่าฉู่ลู่ก็ไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ไหน ไม่มีทางจะได้เรียนมาตั้งแต่เด็ก

และต่อให้จะมีฝีมืออยู่จริงๆ ก็ไม่มีทางจะไปเทียบกับพวกคุณชายผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลิงอวิ๋นได้ แล้วจะมีปัญญาไปถูกนิกายกระบี่หลิงเซียวเลือกได้อย่างไร?

แต่เถี่ยจ้านสยงก็ไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่พูดมันออกมาตรงๆ เพื่อสร้างความขุ่นเคืองให้ฉู่ลู่เปล่าๆ

“เรื่องนี้ผู้เฒ่าความรู้น้อยนัก มองไม่ค่อยกระจ่างเท่าไหร่ ได้ยินมาว่าในเมืองหลิงอวิ๋นมีร้านอักษรม่อหลิ่ว ที่นั่นมีปรมาจารย์จางผู้สูงส่งอยู่ ท่านหัวหน้าใหญ่ลองไปหาเขาให้ช่วยชี้แนะดูก็ได้ขอรับ”

“ได้!” ฉู่ลู่กล่าว

“ถ้าเช่นนั้นก็ไปวันนี้เลย เจ้าไปกับข้าด้วย”

“...ขอรับ”

จบบทที่ บทที่ 54 หวนคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว