เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 นางเอกนิยายน้ำเน่าก็เป็นเช่นนี้แหละ

บทที่ 13 นางเอกนิยายน้ำเน่าก็เป็นเช่นนี้แหละ

บทที่ 13 นางเอกนิยายน้ำเน่าก็เป็นเช่นนี้แหละ


เจ้าสำนักเทียนเสวียนเรียกศิษย์ใต้บัญชามาสั่งการ

“ไปตามรองเจ้าสำนักมา”

ศิษย์รับคำแล้วจึงถอยออกไป

ครู่ต่อมารองเจ้าสำนักก็มาถึง เขาก้มกายคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะนั่งลงเบื้องหน้าเจ้าสำนัก

“ลั่วชิงเตี๋ยกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองชิงอวิ๋น แผนของเจ้าได้ผลแล้ว” เจ้าสำนักกล่าวพลางยิ้ม

“เหรอ?” แต่รองเจ้าสำนักกลับมีสีหน้าเรียบเฉย

“เจ้าดูไม่ประหลาดใจเลย”

“หลังจากลั่วชิงเตี๋ยนิสัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นางก็กลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย แม้แต่คำใส่ร้ายของศิษย์ร่วมสำนักยังทนไม่ได้ นับประสาอะไรกับปุถุชนทั่วไป…

เมื่อนางก้าวเข้าสู่เมืองของปุถุชน เห็นเรื่องราวที่เรากุขึ้น เห็นหนังสือที่เราแต่งขึ้น เห็นรูปปั้นทอดน้ำมัน เห็นการฟาดฟันรูปสลักไม้ ย่อมต้องโกรธจนแทบทนไม่ไหว ลงมือสืบหาตัวการ แล้วก็จะถูกนำทางไปยังเมืองชิงอวิ๋นที่เราจงใจจัดเตรียมไว้”

“เราวางแผนเช่นนี้ นางก็เคลื่อนไหวตามที่เราคาดไว้ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผน ดังนั้นมีสิ่งใดน่าประหลาดใจหรือ?” รองเจ้าสำนักกล่าว

“ไม่เลว” เจ้าสำนักเทียนเสวียนพยักหน้า

“ทว่าการล่อนางไปยังเมืองชิงอวิ๋นเป็นเพียงการเริ่มต้น แผนการจะสำเร็จหรือไม่ ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับว่าจะล่อนางเข้าไปในกับดักได้หรือเปล่า และกับดักนั้นมีอานุภาพเพียงพอหรือไม่?”

“กับดักที่เราวางไว้ในเมืองชิงอวิ๋นคือมหาค่ายกลสิบทิศไร้ช่องโหว่ สามารถผนึกเทพเซียนได้…

ค่ายกลนี้เป็นสิ่งที่บรรพชนผู้เหินสู่แดนเซียนทิ้งไว้ให้ ในเมื่อบรรพชนกล่าวว่ามันเพียงพอที่จะรับมือระดับมหาบรรลุ ก็ย่อมต้องรับมือระดับมหาบรรลุได้แน่นอน” รองเจ้าสำนักกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ลั่วชิงเตี๋ยคือผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุเพียงหนึ่งเดียวในโลกหล้า แต่นี่มิได้หมายความว่านางเป็นผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์… ก่อนหน้านี้ก็เคยมีปรากฏอยู่คนสองคน

และด้วยเหตุนี้… ในฐานะผู้นำฝ่ายธรรมะ ซึ่งมีรากฐานลึกล้ำอย่างยิ่ง สำนักเซียนเทียนเสวียนย่อมมีวิธีการไว้รับมือกับระดับมหาบรรลุ

“ส่วนเรื่องวิธีล่อนางเข้าสู่กับดัก...”

“เราพบบิดามารดาและญาติพี่น้องของลั่วชิงเตี๋ยแล้ว ได้แจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเขาทราบ พวกเขาก็ตกลงที่จะช่วยเรา” รองเจ้าสำนักกล่าว

“ว่ากันว่าลั่วชิงเตี๋ยมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา นางมักจะออกจากสำนักกลับไปเยี่ยมเยียนพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง ต่อให้ลั่วชิงเตี๋ยนิสัยจะเปลี่ยนไปเพียงใด ความผูกพันทางสายเลือดย่อมมิอาจตัดขาด นางย่อมไม่สงสัยพวกเขาเป็นแน่”

“ดี ดีมาก” เจ้าสำนักพยักหน้าพลางกล่าวต่อ

“เจ้าพูดถูก แม้ตามข่าวลือลั่วชิงเตี๋ยจะต้องได้รับความคับแค้นก่อนถึงจะลงมือ แต่นางก็มิใช่คนบ้าที่ลงมือตามอำเภอใจ…

บิดามารดาผู้ให้กำเนิด ไฉนเลยจะทำให้นางคับแค้นได้? ต่อให้ทำให้นางคับแค้นจริงๆ แล้วนางจะกล้าลงมือหรืออย่างไร? ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุ ก็ไม่สามารถลบล้างสถานะความเป็นบุตรีของตนได้หรอก”

“เป็นเช่นนั้น หลักคุณธรรมถือเป็นหลักแห่งฟ้า การปฏิบัติตามมรรคาคือพื้นฐานของความเป็นคน เป็นสัจธรรม… มิอาจฝ่าฝืนได้”

“แต่เผื่อว่าแผนการมีพิรุธโผล่ขึ้นมา... ก็ใช่ว่านางจะหนีไม่ได้” เจ้าสำนักเผยความกังวลออกมาเล็กน้อย

“คนที่เจ้าส่งไปไว้ใจได้หรือ?”

“หยางหรูอิงแม้จะอายุน้อย แต่ทำงานได้สุขุมรอบคอบและเปี่ยมประสบการณ์ เขาไว้ใจได้”

“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะรอข่าวดีจากเขา!”

อีกด้านหนึ่ง

ฉู่ลู่กำลังเร่งรุดมุ่งหน้าไปยังเมืองชิงอวิ๋น เขาต้องการสะสางเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

แม้ตลอดทางลั่วชิงเตี๋ยจะไม่ได้กล่าวอะไร แต่เขาก็รู้สึกได้ว่านางแผ่กลิ่นอายหม่นหมองออกมาทั่วร่าง

และเมื่อมาได้ถึงครึ่งทาง เขาก็พลันหยุดชะงัก

“มีอะไรหรือ?” ลั่วชิงเตี๋ยถาม

“ข้าพลันนึกเรื่องหนึ่งได้” ฉู่ลู่กล่าว

“ผู้บงการเบื้องหลังนี้ดูเหมือนจะเลวทรามอย่างยิ่ง เพื่อรับมือพวกเราย่อมต้องใช้วิธีการชั่วช้าเป็นแน่…”

“และต่อให้พลังของมันมิอาจสู้เราได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าพวกเราจะไม่พลาดท่า”

ในชั่วพริบตานั้น ในสมองของฉู่ลู่พลันหวนนึกถึงฉากอันน่าอัดอั้นตันใจมากมายในนิยายหลายเรื่อง เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตัวเอกมีพลังเหนือกว่า แต่กลับถูกฝ่ายร้ายจับคนมาเป็นตัวประกัน หรือใช้กลลวงบีบบังคับให้ยอมจำนนแต่โดยดี

ฉู่ลู่ไม่อยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตน ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถาม

“เจ้ามีสิ่งของหรือผู้ใดที่ใส่ใจเป็นพิเศษหรือไม่?”

“คนที่ใส่ใจหรือ...” น้ำเสียงของลั่วชิงเตี๋ยพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างแผ่วเบา นางถอนหายใจเล็กน้อย

“ฉู่ลู่เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ข้าไม่มีคนเช่นนั้น”

“จริงหรือ? ไม่มีเลยสักคนเลย?” ฉู่ลู่ถามอย่างประหลาดใจ

“ข้าเคยคิดว่ามี แต่ภายหลังจึงพบว่าไม่มี” น้ำเสียงของลั่วชิงเตี๋ยฟังดูอ้างว้างอย่างยิ่ง

“ฉู่ลู่… เจ้ายังจำเรื่องราวชาติที่แล้วของข้า ที่ข้าเล่าในกลุ่มแชทก่อนหน้านี้ได้หรือไม่?”

เขาพยักหน้า…

“ตอนนั้นข้าไม่ได้เอ่ยถึงหรือ? หลังจากที่ข้าถูกขับออกจากสำนัก ก็ยังประสบพบกับการหักหลังอีกหลายครั้ง” ลั่วชิงเตี๋ยเริ่มอธิบาย

“การหักหลังไม่กี่ครั้งนั้น… ทำให้ข้าตาสว่าง และเห็นโฉมหน้าของคนจำนวนมาก”

“พอจะเล่ารายละเอียดให้ฟังได้หรือไม่?”

“ก็ได้… เมื่อครั้งที่ข้าถูกขับไล่ออกมา ข้าไปขอพึ่งพิงบิดามารดาของข้าก่อน”

“เอ๊ะ? บิดามารดาเจ้ายังมีชีวิตอยู่รึ!?”

“ใช่แล้ว ทำไมล่ะ?”

“ไม่ ไม่มีอะไร...” ฉู่ลู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง

คาดเดาว่าอาจเป็นเพราะหลังจากลั่วชิงเตี๋ยรุ่งเรืองแล้ว คงจะมอบทรัพยากรให้บิดามารดาของนางมากมายกระมัง?

“อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับบิดามารดาไม่ได้ดีนัก” ลั่วชิงเตี๋ยกล่าว

“พวกเขารักน้องชายมากกว่า ตั้งแต่เล็กจนโตมีของอร่อยให้เสมอ ของเล่นอะไรก็ล้วนให้แก่น้องชายก่อน เหลือที่ไม่ต้องการแล้วจึงจะโยนให้ข้า…

ตอนที่อาจารย์มาถึงบ้านเพื่อรับศิษย์ พวกเขายิ่งพยายามผลักดันน้องชายออกมาอย่างสุดกำลัง… ถึงกับโกหกว่าอาจารย์เป็นคนเลว จึงให้ข้าไปซ่อนตัว พวกเขาบอกทำไปเพราะเป็นห่วงข้า”

“ภายหลังอาจารย์มองอุบายนี้ออก และตามหาข้าจนพบ ต้องการรับข้าเป็นศิษย์ พวกเขากลับไม่ยินยอม จะเป็นตายอย่างไรก็อ้างว่าไม่อาจทนเห็นบุตรีต้องอยู่ข้างนอกเพียงลำพังได้ อยากให้พาน้องชายข้าไปด้วย...

หากมิใช่เพราะน้องชายข้าไม่มีรากวิญญาณเลยแม้แต่น้อย ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจทำสำเร็จไปแล้ว สุดท้ายตอนที่ข้าจากมา พวกเขาโกรธจนกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำ เจ็บแค้นจนน้ำตาไหล”

“ต่อมาเมื่อข้าบำเพ็ญจนสำเร็จ พวกเขาทราบเรื่องนี้เข้า กลับเดินทางมาหาข้าที่สำนักกระบี่ถามไถ่ ตอนนั้นข้าถึงกับโกรธจนร้องไห้ ข้ายังนึกว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ต้องพบหน้าพวกเขาอีกแล้ว…

หลังจากนั้นพวกเขายังให้ข้ากลับบ้าน ไปช่วยเหลือคนรุ่นหลัง เช่นหลานชายของพวกเขา…

ข้าไม่อยากไป พวกเขาก็สบถด่า หาว่าข้าอกตัญญู พวกอาจารย์และศิษย์พี่ในสำนักก็ไม่พอใจ ข้าไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงกลับไปเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว

แม้ปากบอกว่าให้กลับไปเยี่ยมเยียน แต่ที่จริงแล้วพวกเขาเพียงต้องการโอสถวิเศษ อาวุธวิเศษ คัมภีร์ลับในมือข้าเท่านั้น ส่วนตัวข้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ได้”

“ปากก็พูดว่าบุตรีได้ดี พวกเขายินดีอย่างยิ่ง แต่ลับหลังกลับพูดว่าบุตรีเป็นคนนอก พึ่งพาไม่ได้ ยังคงต้องกอบโกยผลประโยชน์จากนางให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนของตนเอง… คงนึกว่าข้าไม่ได้ยินตอนพูดกระมัง?”

ฉู่ลู่: “...”

เขาบ่นอุบอยู่ในใจ: นี่มันโลกแห่งเซียนใช่ไหม? เป็นโลกแห่งเซียนจริงๆ หรือ?!

“ดังนั้นตอนที่ไปพึ่งพิงบิดามารดา ข้าไม่ได้คาดหวังอันใด แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อบิดามารดาข้าเห็นข้าในสภาพสิ้นไร้พลังบำเพ็ญ กลับให้ข้าพำนักพักผ่อนอยู่ที่บ้านได้ ตอนแรกก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ครานั้นข้าถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก”

“เอ๊ะ? เช่นนั้นก็นับว่าดียิ่งไม่ใช่หรือ?” ฉู่ลู่มีสีหน้างุนงง

“ใช่แล้ว ตอนแรกดียิ่งนัก จนกระทั่งข้าตื่นขึ้นมาในวันหนึ่ง พบว่าตนเองถูกมัดอยู่บนแท่นบูชายัญ พ่อแม่กำลังจะใช้ข้าสังเวยเทพมาร มันก็… ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก” ลั่วชิงเตี๋ยถอนหายใจ

“โดยเฉพาะตอนที่พวกเขากำลังทำพิธี ยังด่าทอข้าไม่หยุด บอกว่าข้าไร้ความสามารถ ยังมีหน้ากลับมาเป็นตัวถ่วงพวกเขา หากยังพอมีความสำนึกในความเป็นบุตรีอยู่บ้าง ก็จงยอมถูกพวกเขาสังเวยเพื่อแลกกับอายุขัยแต่โดยดีเถิด”

ฉู่ลู่: “...”

“ข้าหนีออกมาได้อย่างยากลำบาก จากนั้นก็ไปพึ่งพิงสหายรักของข้า ‘ม่ออวี่ชาง’ ข้ากับนางรู้จักกันมาหลายปี ตอนแรกพบกันตอนออกสำรวจแดนลับ หลังจากนั้นยังร่วมมือกันบุกทะลวงแดนลับ จนกลายเป็นสหายรักในเวลาต่อมา…

ตอนแรกที่นางทราบสถานการณ์ของข้า ก็ให้ข้าพำนักพักผ่อนอยู่ที่บ้านของนาง มันน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ครานั้นข้าถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก”

ฉู่ลู่: “เดี๋ยวก่อน ทำไมคำพูดมันรู้สึกคุ้นๆ?”

“ถูกต้อง หลังจากนั้นไม่กี่วัน ข้าตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตนเองถูกมัดอยู่บนเตียง นางถือมีดเล่มหนึ่งต้องการกรีดเอาเลือดของข้า ที่แท้นางไปคบค้าสมาคมกับผู้บำเพ็ญมารตนหนึ่ง และผู้บำเพ็ญมารผู้นั้นต้องการเลือดปลายหัวใจเพื่อฝึกวิชา ดังนั้นนางจึงหมายตาข้า” ลั่วชิงเตี๋ยถอนหายใจอีกครั้ง

“โดยเฉพาะตอนที่นางกำลังลับมีด ยังพูดว่านางไม่มีทางเลือก หากไม่ทำเช่นนี้ สามีของนางก็จะไม่ยอมอยู่เคียงคู่กับนาง หากข้ายังพอมีความสำนึกในความเป็นสหายรักอยู่บ้าง ก็จงยอมให้นางกรีดเอาเลือดปลายหัวใจไปแต่โดยดีเถิด”

ฉู่ลู่: “...”

“ข้าก็หนีออกมาได้อย่างยากลำบากอีกครั้ง คราวนี้ข้าหวาดกลัวแล้ว ไม่ขอพึ่งพิงผู้ใดอีก หาซอกหลืบเล็กๆ ซ่อนตัว ทำมาหากินเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นวันหนึ่งก็มีขอทานน้อยคนหนึ่งมาล้มอยู่หน้าประตูข้า ท่าทางร่อแร่ ข้าเห็นเขาน่าสงสาร จึงพาเขาเข้ามาดูแล…

หลังจากช่วยชีวิตเขาไว้ ก็ยังรับเขาไว้เลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม เขาว่าง่ายมาก ทำให้ข้ารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน ครานั้นข้าถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก”

ฉู่ลู่ที่ได้ยินประโยคสุดท้าย พลันมีสีหน้าตกตะลึง

“เดี๋ยวก่อน! อย่าบอกนะ… นี่ก็ด้วยหรือ?!”

“อืม ข้าตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองถูกโยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถ ที่แท้เขาพบว่าร่างกายข้าเคยเป็นถึงระดับมหาบรรลุ แม้พลังบำเพ็ญจะถูกทำลาย รากวิญญาณกระดูกหงสาจะถูกขุดไป แต่ก็ยังมีพลังหลงเหลืออยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงต้องการหลอมข้าเป็นโอสถ” ลั่วชิงเตี๋ยถอนหายใจเป็นครั้งที่สาม

“ตอนที่เขากำลังจุดไฟ ยังพูดว่าเขาไม่มีทางเลือก พรสวรรค์ของเขามีจำกัด ต้องหาวิธีเพิ่มพูนรากวิญญาณของตนเอง หากข้ายังพอมีความสำนึกในความเป็นมารดาบุญธรรมอยู่บ้าง ก็จงยอมถูกเขาหลอมเป็นโอสถแต่โดยดีเถิด”

ฉู่ลู่: “...”

“ข้าก็หนีออกมาได้อย่างยากลำบากอีกครั้ง หลังจากนั้นก็หาที่พักผ่อน แล้วก็ถูกคนที่หลิวเยียนเอ๋อร์ส่งมาฆ่าตาย” ลั่วชิงเตี๋ยกล่าวอย่างแผ่วเบา:

“ดังนั้นฉู่ลู่… เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีคนที่ใส่ใจอีกแล้ว”

“นี่... นี่มันช่าง...” ฉู่ลู่สีหน้ากระอักกระอ่วน

“ชีวิตเจ้ารันทดเกินไปแล้วกระมัง?”

“ใช่แล้ว” ลั่วชิงเตี๋ยถอนหายใจต่อ

ไม่ ข้าว่าเจ้าไม่เข้าใจความหมายข้านะ แบบนี้มันเกินไปจริงๆ?!

ฉู่ลู่คิดในใจ: อาจารย์ของ เจ้ารักศิษย์น้องที่ตายไปแล้วของเจ้ามากกว่า คิดแต่ว่าเจ้ามิใช่คนดี

ศิษย์พี่ของเจ้าที่รู้จักกับเจ้ามานานหลายปี… เพื่อหลิวเยียนเอ๋อร์ที่เพิ่งรู้จักไม่นาน กลับชักกระบี่ใส่

ลูกศิษย์ของเจ้า เอะอะก็ด่าว่าเจ้าเป็นยัยแม่มดเฒ่า ถึงขั้นกล้าเงื้อมีดใส่ นี่ก็นับว่ารันทดพอแล้ว

ผลคือเจ้ายังมาบอกข้าอีกว่าพ่อแม่ก็คิดฆ่าเจ้า สหายรักก็คิดฆ่าเจ้า แม้แต่ออกไปเก็บขอทานข้างนอกมาเลี้ยง… ก็ยังคิดฆ่าเจ้า?!

โลกนี้ไม่มีคนที่ชอบเจ้าเลยหรืออย่างไร?

ฉู่ลู่ลังเลแล้วลังเลอีก สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวคำนี้ออกไป เขากลัวว่าคำพูดจะทำลายสภาพจิตใจของลั่วชิงเตี๋ยหนักเกิน

“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้วางใจ”

จากนั้นเขาก็ก้มหน้าก้มตาเร่งเดินทาง ไม่กล่าวคำใดอีก

เมืองชิงอวิ๋น

หยางหรูอิงมีสีหน้าสงบนิ่ง... ในฐานะผู้รับผิดชอบภารกิจครั้งนี้ เขารู้ซึ้งว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่

หากสำเร็จ… ตนเองก็จะทะยานขึ้นตำแหน่งสูงในสำนักเซียนเทียนเสวียนได้

แต่หากล้มเหลว… ผลที่ตามมาก็เลวร้ายไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงมิอาจประมาทได้เป็นอันขาด

แผนการครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือการวางมหาค่ายกลสิบทิศ

ส่วนที่สองคือจะใช้บิดามารดาของลั่วชิงเตี๋ยล่อนางเข้าไปในค่ายกลใหญ่ได้อย่างไร

ที่น่าประหลาดใจคือในสองส่วนนี้ ส่วนแรกกลับเป็นส่วนที่ค่อนข้างง่ายดายกว่า…

มหาค่ายกลสิบทิศ… แม้จะกล่าวกันว่าเป็นถึงสุดยอดค่ายกลที่เพียงพอจะกักขังระดับมหาบรรลุได้ แต่บรรพชนที่ทิ้งค่ายกลนี้ไว้ กลับคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของวันเวลาที่ผันผ่านในอนาคต…

ดังนั้นหากตั้งความยากในการวางค่ายกลนี้ไว้สูงเกินไป คนรุ่นหลังอาจทำได้เพียงมองดูค่ายกลใหญ่นี้ตาปริบๆ แต่กลับใช้งานไม่ได้… หากเป็นเช่นนั่นคงชวนขันน่าดู

ดังนั้นบรรพชนจึงพยายามสุดความสามารถในการลดข้อกำหนดลง และด้วยเหตุนี้ หยางหรูอิงจึงสามารถวางค่ายกลใหญ่ในเมืองชิงอวิ๋นได้อย่างง่ายดาย

แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งกลับยุ่งยากกว่า…

แม้ว่ามหาค่ายกลสิบทิศไร้จะช่องโหว่ สามารถซ่อนเร้นได้อย่างดียิ่ง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับมหาบรรลุ หากไม่จงใจค้นหา… ก็มิอาจตรวจพบได้ อีกทั้งยังเริ่มทำงานได้รวดเร็ว อานุภาพก็รุนแรง

ขอเพียงลั่วชิงเตี๋ยก้าวเข้ามาโดยไม่ระวังตัว ก็ต้องตายสถานเดียว

แต่ว่าจะทำอย่างไรให้นางไม่ระวังตัวเล่า?

“เรียกคนทั้งสองเข้ามา” หยางหรูอิงสั่งการลูกน้อง

“ขอรับ” ลูกน้องรับคำแล้วถอยออกไป

ครู่ต่อมา…

สามีภรรยาคู่หนึ่งก็ปรากฏตัว คนทั้งสองนี้… เพียงมองจากภายนอกก็รู้ว่าเป็นผู้มั่งมี ไม่ก็เป็นผู้สูงศักดิ์

ชายชราสวมชุดคลุมคอกลมสีเทาเข้มทอจากผ้าไหม เท้าสวมรองเท้าหนังสีดำ ส่วนหญิงชราสวมชุดคลุมแขนกว้าง เป็นไหมลายเมฆ

ทั้งสองดูสุขภาพแข็งแรงดี แต่ในแววตาที่มองหยางหรูอิงกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

หยางหรูอิงก็กำลังพินิจพิเคราะห์พวกเขาเช่นกัน…

คนทั้งสองนี้ก็คือบิดามารดาของลั่วชิงเตี๋ยนั่นเอง พวกเขาทั้งคู่มีรากวิญญาณห้าธาตุระดับต่ำ แต่พลังบำเพ็ญกลับสูงถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิด เห็นได้ชัดว่าอาศัยโอสถที่ลั่วชิงเตี๋ยส่งให้ไม่ขาดสาย จนสามารถดันระดับขึ้นมา

ตอนที่หยางหรูอิงติดต่อคนทั้งสองนี้คราแรก ยังกังวลว่าจะมิอาจโน้มน้าวให้พวกเขาร่วมมือต่อต้านลั่วชิงเตี๋ยได้

แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงแค่เล่าสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง จากนั้นก็ข่มขู่เพียงเล็กน้อย… ว่าหากไม่ตกลง ก็จะถือว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกับผู้บำเพ็ญมาร และจัดการทิ้งไปด้วยกัน พวกเขาก็รีบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

แต่เพราะตอบตกลงอย่างเด็ดขาดเกินไป จนถึงขั้นที่เขาแยกไม่ออกเลยว่าคนทั้งสองนี้มีคุณธรรมสูงส่ง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน หรือเป็นเพียงเพราะกลัวตายกันแน่…

“ท่านผู้เฒ่าทั้งสอง ข้าได้รับสารจากสำนักแล้ว ลั่วชิงเตี๋ยกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่” หยางหรูอิงกล่าว

“พวกเราก็สมควรเคลื่อนไหวได้แล้ว”

“ดี” บิดาของลั่วชิงเตี๋ยกล่าวอย่างห้าวหาญ

“บุตรีอัปมงคลนั่นกลับก่อเรื่องชั่วร้ายถึงเพียงนี้ เป็นเรื่องที่อภัยให้มิได้ สำนักเซียนเทียนเสวียนเป็นถึงสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะ กระทำการอย่างเปิดเผย บัดนี้ต้องการให้ผู้เฒ่าช่วยเหลือ ผู้เฒ่าย่อมมิอาจปฏิเสธ…

ไม่ว่าท่านจะให้ผู้เฒ่าทำสิ่งใด ผู้เฒ่าก็จะไม่มีคำบ่นว่าแม้แต่คำเดียว!”

“ดีมาก” หยางหรูอิงพยักหน้า

“แผนการที่เราเตรียมไว้ ก่อนหน้านี้ก็ได้บอกกล่าวพวกท่านแล้ว จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ จะล่อนางเข้าสู่ค่ายกลอย่างไรโดยไม่ให้นางระแวง ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าทั้งสองมีวิธีการหรือไม่?”

เมื่อได้ยินคำนี้ เฒ่าชราทั้งสองก็สบตากัน จากนั้นก็หัวเราะออกมา

“นี่มันง่ายเกินไปแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 13 นางเอกนิยายน้ำเน่าก็เป็นเช่นนี้แหละ

คัดลอกลิงก์แล้ว