เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 พวกเจ้าสมควรตาย!

บทที่ 6 พวกเจ้าสมควรตาย!

บทที่ 6 พวกเจ้าสมควรตาย!


ข่าวการไต่สวนเจ้าสำนักได้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว และไม่นานก็เลื่องลือไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ถามไถ่ เหล่าศิษย์จำนวนมากต่างพากันมาสังเกตการณ์

ผู้อาวุโสทั้งสามท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์พิพากษา ทอดมองลงยังเบื้องล่างไปยังฉู่ลู่ด้วยท่าทางสูงส่ง

เซียวอี้เฉินและหลิวเยียนเอ๋อร์ยืนอยู่ทางด้านขวาในฐานะพยาน ขณะที่ศิษย์ที่มาเฝ้าดูต่างรวมตัวกันอยู่ที่ประตูของตำหนักพิทักษ์ธรรม

“ลั่วชิงเตี๋ย! เจ้าสังหารศิษย์สายตรงของตนเองนามว่าฟ่านไป่ลู่ เรื่องดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่?” ผู้อาวุโสใหญ่ถามอย่างเคร่งครัด

“เป็นความจริง”

เมื่อคำพูดนี้ออกมา ก็ก่อให้เกิดความแตกตื่นในทันที

พวกศิษย์ที่มาเฝ้าดูทราบเพียงว่าเจ้าสำนักจะถูกไต่สวน แต่ไม่ทราบรายละเอียดภายใน ครั้นได้ยินข้อกล่าวหาที่น่าตกใจนี้ สีหน้าของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความตกตะลึง และสายตาที่มองไปยังเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“เจ้าสำนักฆ่าศิษย์ของตนเองเช่นนั้นรึ?”

“ไม่จริงกระมัง? นางเสียสติไปแล้วหรือ?”

“น่ากลัวจริง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

“แย่แล้ว! นางจะไม่ลงมือกับพวกเราด้วยใช่ไหม?”

“จงอยู่ในความสงบ!” ผู้อาวุโสใหญ่ตบโต๊ะเสียงดัง พร้อมห่อหุ้มคำพูดด้วยพลังวัตรจนเสียงแผ่กระจายออกไป

“คนนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง ห้ามส่งเสียงอื้ออึง!”

ศิษย์ภายนอกต่างก็เงียบลงทันที

จากนั้นผู้อาวุโสจ้องมองฉู่ลู่ก่อนถามต่อ

“เจ้าสังหารฟ่านไป่ลู่ด้วยเหตุผลอันใด?”

“เขากำเริบเสิบสาน คิดจะข่มเหงครูบาอาจารย์ ทำลายขนบธรรมเนียม ทั้งตะโกนว่าต้องการฆ่าข้าให้ตาย และถือกระบี่พุ่งเข้าใส่” ฉู่ลู่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ข้าจึงสังหารเขา”

สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย ท่าทีของพวกเขาก็ผ่อนคลายลง

พวกเขาไม่คิดว่าลั่วชิงเตี๋ยจะกล่าวเท็จ และเรื่องนี้ฟังดูสมเหตุสมผลยิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ฟ่านไป่ลู่สามารถกระทำได้จริง

“อืม เป็นเช่นนี้นี่เอง” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า

“สำนักกระบี่ถามไถ่ของเราเป็นสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียง ให้ความสำคัญกับความเคารพผู้อาวุโส และการให้เกียรติวิถีแห่งเต๋ามากที่สุด การที่เขาคิดจะสังหารอาจารย์เช่นนี้ ย่อมตายสถานเดียว”

ศิษย์ภายนอกจึงเริ่มซุบซิบกันเสียงเบา

“ศิษย์กล้าที่จะฆ่าอาจารย์ตนเอง เหอะๆ”

“ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าสำนักจะโกรธ ผู้ใดกันจะไม่โกรธ?”

ฉู่ลู่มองท่าทีของความคิดเห็นสาธารณะด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย พลางพูดในใจกับลั่วชิงเตี๋ย

“พวกเขาดูจะไม่เลวร้ายเท่าที่เจ้าบรรยายไว้เลยนี่”

ทว่าลั่วชิงเตี๋ยกลับตอบด้วยความรู้สึกซับซ้อนว่า

“อีกสักครู่เจ้าก็จะเข้าใจ”

ในระหว่างนั้น ผู้อาวุโสทั้งสามได้ซุบซิบหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผู้อาวุโสใหญ่จะเปิดปากกล่าวต่อ

“ลั่วชิงเตี๋ยสังหารฟ่านไป่ลู่ มีเหตุอันสมควร ดังนั้น...”

“ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม โปรดรอช้าก่อน!” ทันใดนั้น หลิวเยียนเอ๋อร์ก็ก้าวออกมาอย่างกะทันหัน

“ได้โปรดอย่าลงโทษเจ้าสำนักเลย แท้จริงแล้วผู้ที่ผิดคือข้าเอง”

“?”

ในใจของฝูงชนพลันปรากฏเครื่องหมายคำถามขึ้น ส่วนหลิวเยียนเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“ศิษย์พี่ฟ่านมีคุณธรรมสูงส่ง ย่อมไม่กระทำการข่มเหงอาจารย์ หรือทำลายขนบธรรมเนียมเช่นนี้

เหตุผลที่เขาไปพบเจ้าสำนักในวันนี้ แท้จริงแล้วคือต้องการทวงถามความยุติธรรมให้กับข้า เขาเพียงแค่สอบนาง ว่าเหตุใดจึงมุ่งร้ายต่อข้าเพียงเท่านั้น ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงเป็นความผิดของข้าเอง”

“หากไม่ใช่เพราะข้าถูกเจ้าสำนักเกลียดชังแล้วไปร้องไห้บอกศิษย์พี่ฟ่าน ศิษย์พี่ฟ่านก็จะไม่ไปเผชิญหน้ากับเจ้าสำนัก นางย่อมจะไม่เย้ยหยันและจงใจขับไล่ศิษย์พี่ฟ่านไป ศิษย์พี่ฟ่านจึงโกรธจนเสียสติและชักกระบี่ใส่เขา”

“และหากไม่ใช่เพราะข้าตามอยู่ข้างๆ เจ้าสำนักก็อาจจะไม่ลงมือสังหาร และศิษย์พี่ฟ่านก็คงจะไม่ตาย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้า หากท่านผู้อาวุโสผู้ทั้งสามจะลงโทษ ได้โปรดลงโทษข้าเพียงคนเดียว ละเว้นเจ้าสำนักไว้เถิด!”

หลิวเยียนเอ๋อร์ร่ำไห้สะอึกสะอื้นในช่วงท้ายของคำพูด บรรยากาศของตำหนักพิทักษ์ธรรมก็เปลี่ยนอย่างฉับพลันในทันที

สายตาของผู้คนที่มองไปยังฉู่ลู่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ศิษย์ที่เฝ้าดูต่างคิดในใจว่า…

นั่นหมายความว่าอย่างไร หากไม่ใช่เพราะหลิวเยียนเอ๋อร์ เจ้าสำนักก็จะไม่เย้ยหยัน และจงใจทำให้ฟ่านไป่ลู่โกรธจนคิดฆ่าคน?

และอะไรคือ หากหลิวเยียนเอ๋อร์ไม่ได้ตามอยู่ข้างๆ เจ้าสำนักก็อาจจะไม่ลงมือสังหาร?

หรือว่าเหตุผลที่เจ้าสำนักสังหารฟ่านไป่ลู่ แท้จริงไม่ใช่เพราะเขาคิดคดทรยศอาจารย์ หากแต่เป็นเพราะเขาออกหน้าปกป้องหลิวเยียนเอ๋อร์แทน? และนางจึงจงใจยั่วโมโหเพื่อสังหารเขาเพราะความโกรธแค้นกระนั้นหรือ?

ศิษย์ทั้งหลายคิดได้ถึงจุดนี้ ใบหน้าของพวกเขาก็พลันเต็มไปด้วยความเดือดดาล

และผู้อาวุโสทั้งสามก็คิดถึงประเด็นนี้เช่นกัน ผู้อาวุโสใหญ่คิดในใจว่า…

พิจารณาดูแล้วก็แปลกจริง ฟ่านไป่ลู่ถูกตามใจจนเย่อหยิ่งก็มิใช่ครั้งสองครั้ง ไฉนครั้งนี้กลับทำให้นางโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้?

การชกต่อย หรือการชักกระบี่ฟาดฟัน มันจะแตกต่างอะไรกันสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับมหาบรรลุ? แถมยังขับไล่เขาออกจากสำนักก่อน เพื่อบีบให้เขาลงมืออีก?

นี่ไม่เหมือนสิ่งที่นางเคยทำ หรือว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของนางมิได้อยู่ที่เรื่องนี้?!

เมื่อเหล่าผู้อาวุโสคิดถึงจุดนี้ ความโกรธก็พลุ่งพล่านในดวงตา

ฟ่านไป่ลู่แค่ต้องการออกหน้าแทนเสี่ยวหลิวเยียนเอ๋อร์เท่านั้น ไฉนเจ้าจึงสังหารเขา? เจ้าแค้นเคืองเสี่ยวเยียนเอ๋อร์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เสี่ยวเยียนเอ๋อร์ก็เป็นเด็กที่น่ารัก เหตุใดเจ้าจึงเกลียดชังนางได้? หากวันหน้าถึงตาที่ข้าต้องออกหน้าแทนนาง เจ้าก็จะสังหารข้าด้วยเช่นกันหรือ?

ด้วยความโกรธ ผู้อาวุโสทั้งสามก็พร้อมใจกันทุบบัลลังก์พิพากษา

“ลั่วชิงเตี๋ย! เจ้ากล้าสังหารศิษย์สายตรงของตนเองเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ช่างต่ำช้าไร้ยางอายนัก ไม่คู่ควรกับการเป็นอาจารย์! ยิ่งไม่สมควรเป็นเจ้าสำนักของเราอีกต่อไป” ผู้อาวุใหญ่สุดตะโกนอย่างเดือดดาล

“ไม่จำเป็นต้องไต่สวนแล้ว ข้าจะประกาศคำตัดสิน ณ บัดนี้! ปลดเจ้าออกจากตำแหน่งเจ้าสำนัก ทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้าจะถูกยึดเข้าส่วนกลาง และเจ้าจะต้องถูกเนรเทศไปยังทะเลอันไร้สิ้นสุดเพื่อปราบปรามความชั่วร้ายเป็นเวลาหนึ่งพันปี!”

“ไม่!”

ไม่รอให้คนอื่นเอ่ยปาก หลิวเยียนเอ๋อร์ก็ร่ำไห้สะอื้นเสียงดังอีกครั้ง

“ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม ได้โปรดอย่าลงโทษนางเลย ขอลงโทษข้าเถิด!”

“เสี่ยวเยียนเอ๋อร์ไม่ต้องกล่าวอะไรอีก ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนจิตใจดี แต่ตำหนักพิทักษ์ธรรมให้ความสำคัญกับความยุติธรรมนัก ผู้กระทำผิดจักต้องได้รับการลงโทษ ผู้ทำความดีจักต้องได้รับรางวัล จะกลับกันไม่ได้โดยเด็ดขาด” ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายหน้า

“แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะข้า เจ้าสำนักคงลำบากใจ หากหนึ่งพันปีผ่านไป นางกลับมาอีกครั้ง เช่นนั้นข้า...” หลิวเยียนเอ๋อร์ก็เริ่มร่ำไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง

ผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้น พลันหัวใจก็สะดุดวูบ

ใช่แล้ว! หากถึงเวลานั้นนางกลับมาแก้แค้นเสี่ยวเยียนเอ๋อร์ แล้วเราจะทำเช่นไร? ถึงเวลานั้นอายุขัยของพวกเราก็คงจะสิ้นแล้ว ใครจะปกป้องเสี่ยวเยียนเอ๋อร์ได้?

ผู้อาวุโสใหญ่มองไปยังฉู่ลู่ แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกรับผิดชอบทันที

“ข้ารู้สึกว่าคำตัดสินเมื่อครู่ยังเบาเกินไป พวกเจ้าทั้งสองมีความเห็นว่าเช่นไร?” ผู้อาวุโสใหญ่ถามขึ้นทันที

ผู้อาวุโสอีกสองท่านย่อมเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี ต่างก็พยักหน้าพร้อมกัน

“ถูกต้อง มันเบาเกินไปจริงๆ ข้าเห็นว่าควรเพิ่มโทษอีกหนึ่งอย่าง”

“เช่นนั้นก็ให้ถ่ายโอนพลังบำเพ็ญเพียรของลั่วชิงเตี๋ย ให้แก่เสี่ยวเยียนเอ๋อร์” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าว

“รวมทั้งรากฐานปราณสวรรค์ชั้นยอดด้วย ไม่อย่างนั้นนางจะไม่สามารถแบกรับพลังบำเพ็ญเพียรนี้ไว้ได้” ผู้อาวุโสรองเสริม

“ถูกต้อง ยึดตามนี้” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า

“เช่นนี้ก็เป็นการแก้ปัญหาเรื่องพรสวรรค์ที่ไม่เพียงพอของเสี่ยวเยียนเอ๋อร์ได้พอดี ส่วนเจ้า… ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า แม้จะสูญเสียรากปราณสวรรค์ พลังบำเพ็ญเพียรก็เพียงตกลงไปที่ระดับผ่านด่านเคราะห์ ใช้เวลาพักฟื้นสามถึงห้าพันปี ก็สามารถฟื้นฟูได้ มิถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร”

“ข้าเห็นด้วย” ผู้อาวุโสรองและผู้อาวุโสสามต่างพยักหน้า

ศิษย์ที่เฝ้าดูอยู่รอบข้างก็ปรบมือโห่ร้อง

“ยอดเยี่ยม! ท่านผู้อาวุโสทั้งสามตัดสินได้ดี! สมกับเป็นตำหนักพิทักษ์ธรรมของพวกเรา!”

หลิวเยียนเอ๋อร์ที่ร่ำไห้มาตลอดก็ไม่ร้องขอให้ลงโทษตนเองอีกต่อไป ทำเพียงก้มหน้าลงเงียบๆ

ส่วนฉู่ลู่ผู้เป็นคู่กรณี มองฉากนี้แล้วรู้สึกถึงเพียงความไร้สาระ

เสียงถอนหายใจยาวนานของลั่วชิงเตี๋ยดังขึ้นในความคิด

“ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?”

ฉู่ลู่พยักหน้าเล็กน้อยและคิดในใจว่า…

ตัวละครนิยายน้ำเน่าของเจ้านั้น… ช่างท้าทายอำนาจสวรรค์จริงๆ!

อย่าว่าแต่ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำให้การจากฝ่ายเดียว พวกเขากลับยอมรับทุกอย่างโดยไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมเลยแม้แต่น้อย

ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นความจริง แต่การที่กลุ่มคนเหล่านี้คิดจะลงโทษผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาบรรลุ พวกเขาคงกลัวที่จะมีชีวิตอยู่นานเกินไปแล้วกระมัง?

ถ้าหากผู้ที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้คือลั่วชิงเตี๋ยผู้เป็นเจ้าของร่าง พวกเขาก็คงจะทำสำเร็จจริงๆ

แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่…!

ฉู่ลู่มองไปยังผู้อาวุโสทั้งสามคนที่อยู่ด้านหน้า แล้วเอ่ยปากอย่างช้าๆ

“ท่านผู้อาวุโสทั้งสามตัดสินใจดีแล้วใช่หรือไม่? ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วใช่ไหม?”

“ฮึ่ม!” ผู้อาวุโสใหญ่ส่งเสียงขึ้นจมูก ด้วยความเข้าใจว่าฉู่ลู่กำลังจะอ้อนวอนขอความเมตตา

“ไม่มีประโยชน์ ความคิดของพวกเราเด็ดขาดแล้ว เจ้าพูดอะไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”

“ดี!” ฉู่ลู่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสทั้งสาม

“เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป”

ฉู่ลู่นำกระบี่พกออกมาจากแหวนมิติเก็บของ

ผู้อาวุโสทั้งสามตกใจก่อนตะโกนเสียงดัง

“ลั่วชิงเตี๋ย เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน บิดเบือนกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ พวกเจ้าสมควรตาย!”

จบบทที่ บทที่ 6 พวกเจ้าสมควรตาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว