- หน้าแรก
- ระบบหาเรื่องตายในหัวฉัน
- ตอนที่ 85 ฉันก็แค่เจ็บหน้าอก
ตอนที่ 85 ฉันก็แค่เจ็บหน้าอก
ตอนที่ 85 ฉันก็แค่เจ็บหน้าอก
เสี่ยวเซียวเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางเขา สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือ ผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่พอเห็นเธอก็จะถอยหนีไป แต่กลับฝืนทำเป็นใจเย็น สบตากับเธอเต็ม ๆ ทำให้เธอเผลอเกิดความสนใจขึ้นมานิดหน่อยจนถามกลับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับเธอแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก มันก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตอันสงบเรียบง่ายของเธอเท่านั้น ที่เธอยอมมาเรียนมหาลัยที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ก็เพราะที่นี่มีห้องสมุดที่เก็บสะสมหนังสือมากมาย โดยเฉพาะตำราวรรณคดีโบราณที่หายาก
เสี่ยวเซียวเสี่ยวกลับมาถึงหอพัก กำลังนั่งครุ่นคิดถึงอารมณ์ของคนที่แต่งบทกลอนนั้นขึ้นมาอยู่เพลิน ๆ ทันใดนั้นเอง เธอก็ยกสองนิ้วขึ้นมาหนีบ เครื่องบินกระดาษที่ซุยเจี้ยนโยนเข้ามาพอดิบพอดี ราวกับมันตั้งใจจะบินเข้ามาในมือเธออย่างนั้น
สีหน้าของเสี่ยวเซียวเสี่ยวยังคงเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก ขณะที่กำลังจะโยนมันทิ้งลงถังขยะนั้นเอง ดวงตาเธอก็เหลือบไปเห็นลายมือบนปีกเครื่องบิน ทำให้มือที่กำลังจะปล่อยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ คลี่มันออกดู เห็นข้อความที่เขียนเอาไว้
เธอจ้องบทกลอนนั้นอยู่นาน แววตาแม้จะมีประกายบางอย่างวาบขึ้น แต่สีหน้าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง จนในที่สุดก็เอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า “เสแสร้งเกินไป”
พูดจบ เธอกำลังจะโยนทิ้ง แต่แล้วกลับชะงักอีกครั้ง เงยหน้ามองกระดาษนั้นอีกรอบ สุดท้ายก็เลือกที่จะเสียบเก็บมันไว้ในสมุดบันทึกข้าง ๆ
“ลายมือก็ดูดีอยู่หรอก เสียดายแค่มัวแต่ใส่ใจกับรูปแบบมากเกินไปหน่อย”
ทางด้านซุยเจี้ยน หลังจากโยนเครื่องบินกระดาษเข้าไปก็วิ่งหน้าตั้งกลับมาหอพักตัวเอง แต่ถึงห้องก็ทำเป็นเนียน เดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผย ร้องเสียงดังลั่น
“สหายทั้งหลาย ข้ากลับมาพร้อมชัยชนะแล้ว!”
มู่หรงเจี้ยนกั๋วที่นั่งเล่นเกมอยู่เหลือบตามองทันที “ว่าไง โยนกระดาษเสร็จแล้วเรอะ?”
“พูดให้มันดี ๆ หน่อยสิ อะไรคือโยนกระดาษ นี่มันคือบทกวีที่มีชีวิตชีวา ถูกฉันพับเป็นเครื่องบิน แล้วส่งไปถึงหน้าต่างเธอต่างหาก ที่จริงฉันก็แค่กลัวว่าถ้าใช้ก้อนหินห่อแล้วพลาดไปโดนหัวเธอเข้าจะเป็นเรื่องใหญ่ เลยเลือกวิธีนี้แทน”
ต้วนมู่โก่วตั้นหันขวับมามองตาเป็นประกาย “เอาล่ะ ไหน ๆ ก็ส่งกระดาษไปถึงมือเธอเรียบร้อยแล้ว ก็มาวางแผนขั้นต่อไปกันเถอะ!”
ซุยเจี้ยนดีดตัวขึ้นทันที “ขั้นต่อไปเหรอ แผนอะไร?”
แต่แล้วเขาก็มองสีหน้ากระตือรือร้นของต้วนมู่โก่วตั้นแล้วรู้สึกขนลุกขึ้นมา “เดี๋ยวนะ ทำไมรู้สึกเหมือนฉันกลายเป็นหนูทดลองไปซะล่ะ?”
“เฮ้ย จะอะไรเล่า!” ต้วนมู่โก่วตั้นกางพัดที่ไม่รู้ไปหาซื้อมาตอนไหน กางดังฟึ่บแล้วพัดไปมา “หนูทดลองอะไร ฉันนี่กำลังวางแผนช่วยนายอยู่ต่างหาก ถึงจะเป็นสาวสายวรรณกรรมแบบนี้ ฉันก็ไม่เคยจีบเหมือนกัน งั้นก็ถือว่าเรามาช่วยกันวิจัยไปพร้อมกันไง”
ก็จริง—ตอนนี้เขาแทบจะใช้ซุยเจี้ยนเป็นตัวลองของเล่นใหม่ แต่ซุยเจี้ยนเองก็เถียงไม่ออก เพราะเขาต้องพึ่งพาอยู่ดี
“งั้นต่อไปทำไงดี?”
ต้วนมู่โก่วตั้นสั่งสอนเสียงขรึม “ตอนบ่าย นายเขียนกลอนขึ้นมาใหม่สักบทแล้วส่งไปอีกครั้ง พอเธอเห็นปุ๊บ จะเอาไปเปรียบเทียบกับบทที่เจอเมื่อเช้าเอง ถึงแม้บทใหม่มันจะห่วย แต่ก็จะทำให้บทแรกดูดีขึ้นทันตา แบบนี้เข้าใจไหม เรียกว่าใช้ของห่วยดึงของดีให้โดดเด่น!”
ซุยเจี้ยนตาโตทันที “เชี่ย ยังมีวิธีแบบนี้ด้วยเรอะ!”
เส้าโปที่นั่งฟังอยู่หันมาถามหน้าตาย “แบบนี้เท่ากับนายยอมรับแล้วใช่ไหมว่าบทเมื่อเช้าโคตรห่วย?”
“ใครว่า!” ต้วนมู่โก่วตั้นกระโดดขึ้น “ถ้าอยู่ในสมัยโบราณ ถึงจะไม่เทียบต้าเซียนอย่างหลี่ไป๋หรือกวีอย่างตูฝู่ได้ แต่ฉันก็ยังถือเป็นกวีหนุ่มระดับหัวกะทิเลยนะเว้ย! ถ้าเอาบทนี้ไปที่หอคณิกา รับรองเหล่านางรำเชิญขึ้นห้องทันที มีแสงเทียนพร้อมพูดคุยทั้งคืนแน่นอน!”
หลังมื้อค่ำ พวกเขาก็เลิกเล่นกัน ซุยเจี้ยนก้มหน้าก้มตาจริงจังกับกลอนที่ต้วนมู่โก่วตั้นให้มาฝึก
ไม่นานนัก เขาก็ทั้งค้นหาในเน็ต ทั้งนั่งคิดจนหัวหงอกไปสองเส้น ในที่สุด…ก็ได้บทกวีบทแรกของชีวิต!
“ใต้ต้นโพธิ์มีแต่ของล้ำค่า
ทุกคนต้องรีบเรียนไว้แต่เนิ่น ๆ
ขยันหมั่นถามเหตุผลเสมอ
ท่าทีแบบนี้ถึงจะถือว่าดี”
ทันทีที่ซุยเจี้ยนอ่านจบ ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ต้วนมู่โก่วตั้นถึงกับเอามือกุมอก หน้าบิดเบี้ยวราวกับเจ็บปวดสุดขีด
ซุยเจี้ยนตกใจรีบถาม “โก่วตั้น นายเป็นอะไรไปน่ะ?!”
ต้วนมู่โก่วตั้นโบกมือพยายามหายใจ “ไม่เป็นไร ๆ แค่…อยู่ดี ๆ ฉันก็เจ็บหน้าอกขึ้นมา สักพักก็หาย…”
“จู่ ๆ ทำไมถึงเจ็บล่ะ?”
“ก็เพราะบทกลอนเฮงซวยของนายไง!”
ซุยเจี้ยนรีบถามต่อ “แล้วมันแย่ตรงไหน ฉันว่ามันก็ให้อารมณ์แบบขยันเรียนดีออกนะ เหมือนคำขวัญห้องเรียนเลยไง!”
ต้วนมู่โก่วตั้นกุมหน้า ถอนหายใจยาว “หยุดพูดดีกว่า…” จากนั้นก็ลูบอกเบา ๆ กลั้นหายใจอยู่พักใหญ่ ก่อนพ่นออกมา “เอาเถอะ…งั้นนายก็เอาไปให้เธออ่านเลยก็ได้ วางแผนกันทีละขั้น อย่าเพิ่งหวังสูงเกินไป”
เส้าโปที่ฟังอยู่พลันยกคิ้วขึ้น “เอ๊ะ แบบนี้ฉันก็แต่งได้เหมือนกันนี่หว่า!”
ซุยเจี้ยนรีบก้มหัวคารวะ “เชิญพี่ท่านโปรดแสดงความเห็นด้วย!”
เส้าโปลุกขึ้น หยิบพัดจากมือโก่วตั้นมากางฟึ่บ—ในร่างผอมสูงของเขาทำให้พัดยิ่งดูใหญ่
“ฟังให้ดี!”
“นั่งเดี่ยวในห้องหนังสือมีภรรยา
ความลับนี้ไม่มีใครรู้
ถ้าเปลี่ยนมือซ้ายเป็นมือขวา
ก็เท่ากับทิ้งเมียหาเมียใหม่
รูดไป รูดมาไม่หยุด
ทั้งตัวสั่นคันไปถึงกระดูก
หยดแล้วหยดเล่าไหลลงพื้น
ลูกหลานรุ่นต่อรุ่นกลายเป็นดิน”
ทันใดนั้น ห้องทั้งห้องถึงกับตะลึงงัน ทุกคนเงียบกริบเหมือนเวลาแข็งค้าง ต้วนมู่โก่วตั้นแทบสำลักเลือดตายตรงนั้น
สุดท้ายเขาได้แต่ยกมือไหว้ “ไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ เส้าโป ที่แท้เจ้าแอบเก็บความหื่นไว้ข้างในนี่เอง สมกับเป็นยอดกวีหื่น!”
เส้าโปหัวเราะโง่งมหน้าบ้าน ๆ “โอ๊ย ไม่ได้หรอก ๆ ก็แค่อ่านหนังสือมาเยอะเท่านั้นเอง”
ต้วนมู่โก่วตั้นเอามือปิดหน้าเดินหนีไปทันที ส่วนมู่หรงเจี้ยนกั๋วเพิ่งจะตั้งสติได้ ก็หันไปถามเส้าโปด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “ว่าแต่นาย…ได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่ทำเรื่องเมื่อคืนใช่ไหม?”
เส้าโปหน้าแดงก่ำ “เฮ้ย นายรู้ได้ยังไง ฉันก็พยายามเงียบแล้วนะ!”
มู่หรงเจี้ยนกั๋วตบไหล่หัวเราะ “เอาน่า พวกเราก็เพื่อนกันทั้งนั้น ไม่ต้องอาย แต่จำไว้บ้างนะ อย่าทำถี่เกินไปก็แล้วกัน”
เขายังพูดไม่ทันจบ เส้าโปก็อายจนพุ่งเข้ามาอุดปาก แต่ร่างกายกลับไม่แข็งแรงพอ โดนมู่หรงเจี้ยนกั๋วกดลงเตียงทันที
ซุยเจี้ยนไม่สนใจหรอก หันกลับไปถามต้วนมู่โก่วตั้น “งั้น…บทกลอนที่ฉันแต่งเมื่อกี้ ฉันเอาไปให้เธออ่านได้เลยใช่ไหม?”
ต้วนมู่โก่วตั้นยักไหล่ “ได้อยู่หรอก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นกลอนเจ็ดคำแบบบ้าน ๆ กว่านี้ก็คงจะดีกว่า”
“ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นกลอนอยู่ดี!”
เมื่อคำนวณเวลาแล้วรู้ว่าเสี่ยวเซียวเสี่ยวต้องอยู่ในห้องพักแน่ ๆ ซุยเจี้ยนก็พับกระดาษอีกครั้งเป็นเครื่องบิน แล้วโยนเข้าไปในหน้าต่างเธออีกหน
เสี่ยวเซียวเสี่ยวก็ยังคงยกสองนิ้วขึ้นมาหนีบเครื่องบินได้อย่างง่ายดายเหมือนเดิม
พอคลี่ออกมาอ่าน ใบหน้าที่นิ่งสงบก็มีแววเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาที่เย็นชาเผยร่องรอยความไม่พอใจ หลังยืนยันลายมือแล้วว่าเป็นคนเดียวกับบทเมื่อเช้า ความโกรธบางเบาก็ผุดขึ้นมาในดวงตา
【จบตอนที่ 85】