- หน้าแรก
- ถึงผมจะเป็นโรคจิต แต่ก็เป็นป๊ะป๋าธรรมดาๆ นะครับ
- บทที่ 20: ยัดกลับเข้าไปคืน
บทที่ 20: ยัดกลับเข้าไปคืน
บทที่ 20: ยัดกลับเข้าไปคืน
บทที่ 20: ยัดกลับเข้าไปคืน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลินอี้ลงมือน้อยครั้งนัก และนับตั้งแต่ปิปิตงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดินี หลินอี้ก็ไม่เคยลงมืออีกเลย
อย่างไรก็ตาม ระบบพอจะคาดเดาความสามารถของหลินอี้ได้บ้าง: เขาสามารถทำให้สิ่งที่จับต้องไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เหมือนตอนที่เขาดึงวงแหวนวิญญาณออกมาด้วยมือเปล่านั่นแหละ
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขายังสามารถทำให้ของแข็งกลายเป็นของที่จับต้องไม่ได้ หรือบางทีเขาอาจจะแค่เมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ของม่านพลังไปเลยก็ได้?
ระบบขี้เกียจจะคิดต่อแล้ว มันยอมให้โฮสต์เป็นแค่คนธรรมดายังดีกว่า ขอแค่สมองของเขาปกติกว่านี้อีกสักหน่อยเถอะ...
หลังจากหลินอี้ขับรถไถขึ้นมาบนเกาะเทพสมุทร เขาก็หยุดรถ เพราะมีคนมายืนขวางทางอยู่ตรงหน้า... เป็นหญิงสาววัยประมาณสามสิบ สวมชุดคลุมผ้าไหมสีทอง ดูสง่างามและลึกลับ
เธอชื่อปัวไซซี ผู้พิทักษ์มรดกเทพสมุทร ทันทีที่หลินอี้แตะม่านพลัง เธอก็สัมผัสได้ถึงผู้บุกรุก
เวลานี้ ปัวไซซีมองดูผู้มาเยือนแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "เกาะเทพสมุทรไม่อนุญาตให้คนว่างงานเข้ามา เชิญพวกเจ้ากลับไปซะ!"
ในเมื่อการสืบทอดมรดกเทพเจ้าได้เริ่มขึ้นแล้ว นางย่อมปล่อยให้พวกหลินอี้เข้ามาก่อความวุ่นวายไม่ได้เด็ดขาด
หลินอี้ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "พวกเราไม่ใช่คนว่างงานนะครับ พวกเราต่างมีงานมีการทำกันทุกคน"
ปัวไซซี: "..."
ระบบแอบสะใจเงียบๆ มันต้องไม่ใช่คนเดียวที่ต้องมาเจอเรื่องปวดหัวแบบนี้
ปัวไซซีไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด นางโบกมือเบาๆ พลังสายหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสามคน หมายจะส่งพวกเขากลับออกไป
ปิปิตงกำลังจะลงมือ แต่หลินอี้ห้ามไว้ ก่อนจะหันไปพูดกับปัวไซซีว่า "ถ้าคุณส่งเราออกไป เดี๋ยวเราก็กลับเข้ามาใหม่ ม่านพลังกระจอกๆ นั่นหยุดพวกเราไม่ได้หรอก"
มือของปัวไซซีชะงักค้าง พลังที่ปล่อยออกไปสลายตัวลง
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ปัวไซซีก็พูดขึ้นว่า "งั้น... ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมไป ถ้าข้าฆ่าทิ้งล่ะ?"
คราวนี้ปิปิตงเป็นฝ่ายพูดบ้าง "ก็ลองดูสิ"
"หึ..."
ปัวไซซีหัวเราะในลำคอ ในฐานะมหาปุโรหิตแห่งเกาะเทพสมุทร นางไม่ได้เป็นเพียงราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับ 99 เท่านั้น แต่ยังสามารถยืมพลังบางส่วนของเทพสมุทรมาใช้ได้อีกด้วย
กล่าวได้ว่า หากไม่นับทวยเทพ นางคือผู้ไร้เทียมทาน
นางมองปิปิตงด้วยแววตาลุกโชน นานมากแล้วที่ไม่ได้ต่อสู้
ปัวไซซีเปิดฉากโจมตีทันที พลังวิญญาณระดับ 99 ระเบิดออกมา วงแหวนวิญญาณรอบกายสว่างวาบขึ้นทีละวง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัวไซซี ปิปิตงก็ไม่ประมาท วิญญาณยุทธ์คู่ถูกเรียกออกมาพร้อมกัน วงแหวนวิญญาณสิบแปดวงสว่างไสวเรียงราย ประกอบด้วยวงแหวนหมื่นปีสิบหกวง และแสนปีสองวง
ปัวไซซีเบิกตากว้างด้วยความตะลึง "วิญญาณยุทธ์คู่ วงแหวนหมื่นปีล้วน!?"
แค่วิญญาณยุทธ์ที่สองเป็นวงแหวนหมื่นปีและแสนปีทั้งหมดก็ว่าน่าตกใจแล้ว แต่นี่วิญญาณยุทธ์แรกก็เป็นแบบนี้ด้วยหรือ?
ปัวไซซีตั้งใจจะสู้ด้วยพลังของตัวเองก่อน แต่เมื่อเห็นดังนี้ นางจึงรีบอัญเชิญพลังเทพสมุทรมาสถิตร่างทันที ทว่าถึงกระนั้น นางก็ทำได้แค่เสมอเสมอกับปิปิตง หากไม่ใช่เพราะพลังวิญญาณบนเกาะเทพสมุทรคอยเติมเต็มให้เรื่อยๆ นางคงพ่ายแพ้ไปแล้ว
สีหน้าของปัวไซซีเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ นางเงยหน้ามองท้องฟ้า เหมือนได้รับคำชี้แนะบางอย่าง นางสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยช้าๆ "หากอยู่บนบก ข้าคงไม่ใช่คู่มือของเจ้า แต่น่าเสียดาย ที่นี่คือมหาสมุทร"
วินาทีถัดมา น้ำทะเลรอบเกาะเทพสมุทรปั่นป่วน จากนั้นภายใต้การควบคุมของปัวไซซี มันก็ลอยตัวขึ้น "ต่อไป ให้ข้าแสดงพลังแห่งท้องทะเลให้พวกเจ้าดู!"
มวลน้ำมหาศาลถาโถมเข้าใส่เกาะเทพสมุทร ปิปิตงชำเลืองมองหลินอี้ สีหน้าลังเลเล็กน้อย
ทันใดนั้น หลินไป๋ก็ขยับตัว ภาพเงาจิ้งจอกขาวขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นด้านหลังเธอ แผ่แสงสีขาวนวลตาออกมา ภายใต้แสงนั้น น้ำทะเลที่เกรี้ยวกราดกลับสงบนิ่งราวกับเด็กทารกที่ได้รับการปลอบโยน ไม่สนองตอบการควบคุมของปัวไซซีอีกต่อไป
"..."
ปัวไซซีมองปิปิตง สลับกับมองหลินไป๋ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางตั้งคำถามกับพลังของเทพสมุทร
หลินอี้มองซ้ายมองขวา รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน คิดอยู่ครู่หนึ่ง ในจังหวะที่ปัวไซซีกำลังสับสนในชีวิต เขาก็วิ่งเข้าไปดึงวงแหวนวิญญาณจากด้านหลังของนางออกมา
ปัวไซซี: "?"
พลังของนางดิ่งลงเหวทันที หากไม่ใช่เพราะพลังเทพสมุทรที่ยังหลงเหลืออยู่ นางคงอ่อนแอจนไม่อาจคงสภาพรูปลักษณ์สาวงามไว้ได้... เพราะอายุจริงของนางนั้นล่วงเลยวัยสาวไปนานแล้ว
"พวกเจ้า... เป็นใครกันแน่?"
หลินอี้ยกมือตอบ "โรงพยาบาลจิตเวชชิงซาน ห้อง 163 หลินอี้"
หลินไป๋เห็นหลินอี้ทำแบบนั้น ก็เลียนแบบบ้าง พูดเสียงเบาอย่างขัดเขิน "ภรรยาของหลินอี้ หลินไป๋ค่ะ"
ปิปิตงกระพริบตาปริบๆ แล้วพูดบ้าง "จักรวรรดิวิญญาณยุทธ์ จักรพรรดินีองค์ปัจจุบัน ปิปิตง"
ปัวไซซี: "..."
ระบบ: "ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ปัวไซซีตั้งสติแล้วถามอีกครั้ง "พวกเจ้ามาที่เกาะเทพสมุทรเพื่อจุดประสงค์อันใด?"
หลินอี้อุทานอย่างประหลาดใจ "คุณไม่รู้ว่าพวกเรามาทำไม แล้วทำไมถึงพยายามไล่พวกเรากลับล่ะ?"
ปัวไซซี: "..."
หลินอี้พูดต่อ "พวกเรามาแก้แค้นน่ะจะบอกให้~"
"แก้แค้น? ถังซานและพรรคพวกไปทำอะไรให้พวกเจ้าเจ็บแค้นงั้นรึ?"
ปิปิตงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
ปัวไซซีเงียบกริบ ทำไมเทพสมุทรถึงเลือกคนพรรค์นั้นเป็นผู้สืบทอด?
ในแง่ของพรสวรรค์และความสามารถ ปิปิตงที่อยู่ตรงหน้าแข็งแกร่งกว่าเห็นๆ นางอายุแค่ยี่สิบกว่าปี แต่พลังวิญญาณกลับแตะระดับ 99 แล้ว และดูท่าว่าจะไม่ได้เพิ่งทะลุระดับมาหมาดๆ ด้วย
ส่วนเรื่องนิสัยใจคอ... ปัวไซซีไม่อยากจะเอ่ยถึง
ปัวไซซีกล่าว "ถ้าพวกเจ้าต้องการตามหาพวกเขา ข้าจะไม่ขัดขวางอีก แต่... ถังซานคือผู้สืบทอดที่เทพสมุทรเลือก แม้เขาจะยังรับสืบทอดตำแหน่งเทพไม่สมบูรณ์ แต่พวกเจ้าก็จะตกอยู่ในอันตรายอย่างมาก"
"อืม"
ทั้งสามหันหลังจะจากไป ปิปิตงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ หันมามองหลินอี้แล้วถาม "คุณพ่อคะ ช่วยยัดวงแหวนวิญญาณกลับคืนให้หน่อยได้ไหมคะ?"
หลินอี้เกาหัว "ลูกไม่อยากได้เหรอ?"
"มันไม่สำคัญแล้วค่ะ"
"ก็ได้!"
หลินอี้จึงเดินกลับไปหาปัวไซซี นั่งยองๆ แล้วยัดวงแหวนวิญญาณกลับคืนให้นางทีละวงๆ
ปัวไซซี: "..."
นางมองตามหลังทั้งสามคนไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
...
ถังซานและพรรคพวกกำลังเข้ารับการทดสอบเพื่อสืบทอดมรดกบนเกาะเทพสมุทร ดังนั้นการหาตัวพวกเขาจึงไม่ใช่เรื่องยาก
เวลานี้ ถังซานยืนเตรียมพร้อม ในมือถือตรีศูลเทพสมุทร
เมื่อครู่นี้ ชายผู้เปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามลงมาจากฟากฟ้า อ้างตัวว่าเป็นเทพสมุทร และมอบตรีศูลเทพสมุทรให้แก่เขา พร้อมทั้งบอกว่าหากเขาสามารถผ่านพ้นภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึงนี้ได้ เขาจะได้สืบทอดตำแหน่งเทพสมุทรอย่างเป็นทางการ
ถังซานมองดูหลินอี้และอีกสองคน ประเมินความแข็งแกร่งคร่าวๆ ฝ่ายเขามีพลังวิญญาณแค่ระดับเจ็ดสิบทั้งสามคน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ระดับเก้าสิบกันหมด
อย่างไรก็ตาม เขามีตรีศูลเทพสมุทร อย่างน้อยก็น่าจะยื้อไว้ได้สักคน ตามคำบอกเล่าของเทพสมุทร ในบรรดาศัตรูทั้งสาม มีเพียงคนเดียวที่เก่งกาจด้านการต่อสู้ อีกสองคนเป็นสายสนับสนุน
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะเลย
ขณะที่ถังซานกำลังวางแผนการรบในใจเงียบๆ หม่าหงจวิ้นที่อยู่ข้างๆ ก็จ้องมองปิปิตงและหลินไป๋ตาเป็นมัน เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้มาก่อน
"ฮี่ฮี่ ลูกพี่ เดี๋ยวอย่าเพิ่งฆ่าสองสาวนั่นนะ ข้าอยากให้พวกนางได้ลิ้มรสชาติของพญาหงส์เพลิงอสูรซะหน่อย"
ถังซานขมวดคิ้วเล็กน้อย 'เจ้าโง่นี่ ยังคิดว่าสามคนนั้นเป็นหมูในอวยอยู่อีกเหรอ?'
หลินอี้ที่มักจะทำตัวเหลาะแหละมาตลอด จู่ๆ สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นทันทีที่ได้ยินคำพูดของหม่าหงจวิ้น...