- หน้าแรก
- จากโลกปัจจุบันสู่การเป็นเจ้าอาณานิคมในต่างมิติ
- บทที่ 18 การทดลอง
บทที่ 18 การทดลอง
บทที่ 18 การทดลอง
บทที่ 18 การทดลอง
หลังจากส่งนักผจญภัยผู้รอดชีวิตทั้งสองกลับไปยังเมืองใกล้เคียง ท้องฟ้าก็มืดสนิท เป็นสัญญาณว่าภารกิจของวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธเริ่มบินกลับฐานทัพ ผู้โดยสารส่วนใหญ่บนเครื่องต่างมีสีหน้าเหนื่อยล้าหลังจากปฏิบัติภารกิจมาทั้งวัน
ทว่าชีวิตเช่นนี้ดีกว่าสมัยเป็นนักผจญภัยมากมายนัก พวกเขาไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงสู้รบปรบมือกับมอนสเตอร์ในระยะประชิด เพียงแค่เล็งและเหนี่ยวไกก็สามารถปลิดชีพพวกมันได้ ยิ่งไปกว่านั้น อาหาร ที่พัก และอาวุธ ทุกอย่างล้วนมีจัดเตรียมไว้ให้ เป็นชีวิตที่พวกเขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะจินตนาการมาก่อน
ยังไม่นับเรื่องที่พวกเขาสามารถยื่นคำร้องขอเบิกอาวุธชิ้นใดก็ได้จากคลังแสง ตราบใดที่ไม่ใช่อาวุธพิเศษเฉพาะทาง พวกเขาก็สามารถครอบครองมันได้ แม้แต่กองอัศวินแห่งราชอาณาจักรยังไม่ได้รับสวัสดิการดีขนาดนี้!
ในขณะนั้นเอง ก็อบลินสเลเยอร์ที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น "พอกลับไปถึง ข้าจะยื่นใบสมัครกับซีโร่เพื่อขอเป็นทหารของประเทศตงเซี่ยอย่างเป็นทางการ"
ปณิธานชั่วชีวิตของเขาคือกวาดล้างก็อบลินให้สิ้นซาก และประเทศตงเซี่ยก็มีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้น อีกทั้งกำลังลงมือทำอย่างจริงจัง เขาจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธการเข้าร่วม
คนอื่นๆ ตกตะลึงในตอนแรก ก่อนจะลอบบ่นอุบอิบในใจ "มาอีกแล้ว สไตล์การ 'ปรึกษา' แบบก็อบลินสเลเยอร์"
"ให้ตายสิ! คุณก็อบลินสเลเยอร์คะ ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าถ้าไม่มีทางเลือกอื่นให้ นั่นเขาไม่เรียกว่าการปรึกษาหรอกนะคะ" คิลีกล่าวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะส่งยิ้มให้เขา "ฉันก็จะสมัครด้วยเหมือนกัน ก็แหม... ฉันไม่ไว้ใจให้คุณไปคนเดียวนี่นา"
"ในเมื่อก็อบลินสเลเยอร์สมัคร งั้นข้าก็จะสมัครด้วย อาหารที่นี่อร่อยเหาะขนาดนี้ ข้าอยากเข้าร่วมมาตั้งนานแล้ว" คนแคระไอรอนไวน์เผยเจตนาที่แท้จริง
เบลน่าที่นั่งเงียบอยู่ก็แสดงจุดยืนเช่นกัน "ฉัน ก็จะสมัคร"
ตอนนี้ นอกจากลิซาร์ดแมนที่ไม่ได้อยู่ด้วย ก็เหลือเพียงซิลเวียจากหน่วยอิสระที่ยังไม่ได้แสดงท่าที ทุกคนหันไปมองเธอพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
ใบหน้าสวยของซิลเวียแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย เธอหลบสายตาพลางเอ่ยอ้อมแอ้ม
"เจ้าจะเข้าร่วมด้วยไหม?" ก็อบลินสเลเยอร์ถาม
"ข้า... ข้าก็จะสมัครด้วย" ซิลเวียตอบเสียงเบาในทีแรก แต่พอนึกถึงคำพูดของคิลี เธอก็หน้าแดงแปร๊ดและรีบแก้ตัว "อย่าเข้าใจผิดนะ! ข้าไม่ได้เข้าร่วมเพราะพวกเจ้าหรอกนะ อย่าสำคัญตัวผิดไป ข้าแค่ต้องการปืนซุ่มยิง 'ไพโอเนียร์' ที่มีระยะยิงไกลถึง 4 กิโลเมตรกระบอกนั้นต่างหาก! ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าสักหน่อย!"
"อืม"
อันที่จริงตัวก็อบลินสเลเยอร์เองก็อยากได้ปืนไรเฟิลจู่โจมรุ่นไพโอเนียร์เหมือนกัน แต่ทางคลังแสงบอกว่าเป็นอาวุธเฉพาะของหน่วยไพโอเนียร์และไม่มีของให้เบิก
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ยัยหูยาว พูดความจริงออกมามันจะตายหรือไง?" คนแคระไอรอนไวน์เยาะเย้ย
เอลฟ์สาววัยสองพันปีที่ยังคงปากแข็งตอบกลับทันควัน "ข้าไม่รู้เรื่องว่าเจ้าพูดถึงอะไร!"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" ทุกคนบนเครื่อง ยกเว้นก็อบลินสเลเยอร์ ต่างพากันขบขันกับท่าทีของเอลฟ์สาวรุ่นทวดผู้นี้
กว่าจะกลับมาถึงฐานทัพ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนใหญ่ถูกจับจองจนเต็ม แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นกลุ่มท้ายๆ ที่เดินทางกลับมาถึง
ขณะที่กลุ่มนักผจญภัยกำลังเดินคุยหยอกล้อกันกลับหอพัก ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากมุมตึกและขวางทางพวกเขาไว้
"พวกโยมกลับมากันช้าจริง อาตมานั่งรออยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมงแล้ว"
ร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ลิซาร์ดแมนกรีน เขาอยู่ในชุดเกราะหนาเตอะ สองมือถือปืนกลแกตลิงข้างละกระบอก และแบกกล่องกระสุนขนาดมหึมาไว้บนหลัง
ลิซาร์ดแมนกรีนยกปืนกลแกตลิงยักษ์ในมือขึ้นโชว์พลางถาม "พวกโยมคิดว่ายุทโธปกรณ์ใหม่ของอาตมาเป็นเช่นไรบ้าง?"
ทุกคนถึงกับอึ้ง นั่นมันปืนกลแกตลิงที่ถอดมาจากเฮลิคอปเตอร์ไม่ใช่เรอะ? กรีนไปขโมยมาจากไหน?
"โอ้โห! เท่ระเบิดไปเลย!" ดวงตาของคนแคระไอรอนไวน์เป็นประกาย "กรีน เจ้าไปเอาของแบบนี้มาจากไหน?"
"คนในคลังแสงทำขึ้นเป็นพิเศษให้อาตมา มันมีชื่อว่า 'เกราะแห่งความยุติธรรม' (Justice Armor)" ลิซาร์ดแมนกรีนตอบ
เนื่องจากนิ้วของกรีนใหญ่เกินกว่าจะเหนี่ยวไกปืนปกติได้ ทางคลังแสงจึงประดิษฐ์อุปกรณ์แบบนี้ขึ้นมาให้เขาโดยเฉพาะ
"มันโคตรจะเท่เลย!" คนแคระไอรอนไวน์เดินวนรอบตัวกรีน ลูบคลำด้วยความหลงใหล
"มันดีตรงไหนกัน? ดูเทอะทะจะตาย" ซิลเวียวิจารณ์ด้วยความเหยียดหยาม
เมื่อได้ยินดังนั้น คนแคระไอรอนไวน์ก็รู้สึกราวกับของรักของหวงถูกดูหมิ่น แม้มันจะไม่ใช่ของเขาก็ตาม "ยัยหูยาว!เจ้ารู้ไหมว่าเกราะกับปืนนี่มันเท่ขนาดไหน?! นี่แหละคือความโรแมนติกของลูกผู้ชาย!"
จากนั้นเขาก็หันไปหาก็อบลินสเลเยอร์ "จริงไหม ก็อบลินสเลเยอร์"
"อืม" ก็อบลินสเลเยอร์พยักหน้า ถ้าใช้เจ้านี่กวาดล้างก็อบลิน ประสิทธิภาพย่อมสูงกว่าปืนไรเฟิลจู่โจมแน่นอน เพียงแต่น้ำหนักของมันคงมีแค่เผ่าลิซาร์ดแมนเท่านั้นที่ยกไหว น่าเสียดายจริงๆ
"หา!? ขยะกองนี้เนี่ยนะ? ข้าว่าเกราะซุ่มยิงของหน่วยไพโอเนียร์ยังดูดีกว่าตั้งเยอะ"
ซิลเวียและคนแคระไอรอนไวน์เริ่มเปิดศึกฝีปากกันตามปกติ
นักบินที่สังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ด้านข้าง ยิ่งมองชุดเกราะนั้นก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา
เดี๋ยว... นั่นมันแผ่นเหล็กกันกระสุนของรถถังหลักไม่ใช่เหรอ?! แล้วปืนกลแกตลิงนั่นก็ถอดมาจากเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธชัดๆ! พวกนั้นไม่ได้ทาสีทับด้วยซ้ำ ไอ้พวกบ้าในคลังแสงมันทำอะไรของมันเนี่ย?! นักบินได้แต่พูดไม่ออก
เกราะแห่งความยุติธรรมบ้าบออะไรกัน นี่มันยำรวมมิตรชัดๆ เป็นเกราะที่เอาเศษเหล็กมาปะติดปะต่อกันมั่วซั่ว!
และแล้ว ทั้งกลุ่มก็เดินส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกลับไปยังหอพักของตน
ห้องปฏิบัติการ โซนกักกันสิ่งมีชีวิต
มอนสเตอร์ทั้งหมดที่จับได้ในภารกิจวันนี้ถูกนำมารวมไว้ที่นี่
ตั้งแต่ระดับสูงอย่าง มังกรปฐพี, สไลม์, หมาป่าวายุ, กริฟฟิน และปีศาจวารี ไปจนถึงระดับต่ำอย่าง ก็อบลิน, วอร์ก, หนูยักษ์ และแมลงยักษ์
มอนสเตอร์ทุกตัวถูกขังอยู่ในตู้กระจกพิเศษขนาดต่างๆ กัน บางตัวมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง บางตัวยังคงหลับสนิทไม่รู้ถึงอันตราย และบางตัวก็กำลังอาละวาดทุบกระจก หวังจะหนีออกไป
ราชาขาก็อบลินตนหนึ่งตัวสั่นเทาขณะมองไปรอบๆ ห้องเหล็กที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์หลากชนิด กรงขังที่ทำจากผลึกแก้ว และกลิ่นประหลาดที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ภายใต้บรรยากาศอันน่าขนลุกนี้ มอนสเตอร์ที่มีสติปัญญาสูงหน่อยต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสยดสยองที่ไม่อาจบรรยายได้
ในเวลาเดียวกัน ณ โซนทดลองที่อยู่ติดกัน
นักวิจัยเจ็ดแปดคนกำลังสังเกตการณ์ 'ก็อบลินนักบวช' ในห้องผ่านกระจกนิรภัย
ในบรรดามอนสเตอร์มากมาย มีเพียงก็อบลินนักบวชเท่านั้นที่ตรงตามเงื่อนไขการทดลองสองประการ: หนึ่งคือสามารถใช้เวทมนตร์ได้ และสองคือสามารถพูดภาษากลางเพื่อสื่อสารได้ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของก็อบลินยังมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มาก ทำให้สามารถข้ามขั้นตอนการทดลองทางคลินิกบางอย่างไปได้เลย
"ดร.เบล เคลวิน ครับ น้ำยาวิเศษสามระดับเตรียมพร้อมแล้ว" เจ้าหน้าที่รายงาน
"เริ่มการทดสอบประสิทธิภาพน้ำยาวิเศษ" เบล เคลวิน ควบคุมเครื่องจักรเพื่อส่งน้ำยาวิเศษเข้าไปภายในห้อง
ภายในห้องนั้น ก็อบลินนักบวชมองผนังสีขาวรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก เมื่อฟื้นจากอาการสลบ มันก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในห้องประหลาดแห่งนี้
ห้องนี้แข็งแกร่งผิดปกติ มันลองใช้เวทสายฟ้าโจมตีผนังไปสองครั้ง แต่ไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนได้เลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ช่องว่างก็เปิดออกบนเพดาน แขนกลยื่นลงมาพร้อมกับหลอดทดลองที่บรรจุของเหลวสีฟ้า
"นี่มันคืออะไร?" ก็อบลินนักบวชมองแขนกลและของเหลวสีฟ้าตรงหน้าด้วยความสงสัย
"ดื่มซะ"
เสียงลึกลับดังขึ้นจากรอบทิศทาง
ก็อบลินนักบวชไม่หยิบหลอดทดลอง แต่กลับถอยหลังไปสองก้าว จ้องมองแขนกลอย่างระแวดระวัง
ของพรรค์นี้ดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ บอกให้ดื่มก็ดื่มงั้นรึ? เห็นข้าเป็นคนโง่ หรือเจ้าเองที่โง่กันแน่?
"เฮ้อ ทำไมบางคนถึงชอบให้ใช้กำลังบังคับมากกว่าพูดดีๆ นะ ไม่ยอมทำตามจนกว่าจะต้องลงไม้ลงมือ" ดร.เบล เคลวิน ถอนหายใจเมื่อเห็นว่าก็อบลินไม่ยอมให้ความร่วมมือ เขาจึงกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ห้องขัง
ก็อบลินนักบวชที่อยู่ข้างในถูกช็อตจนสะดุ้งโหยง กระโดดโลดเต้นไปมา ไม่ว่าจะสัมผัสตรงไหนก็โดนช็อต มันพยายามใช้สมองอันน้อยนิดกระโดดเกาะแขนกล หวังจะหลีกเลี่ยงกระแสไฟฟ้าโดยไม่ให้เท้าแตะพื้น แต่หารู้ไม่ว่าแม้แต่แขนกลก็มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน แถมยังแรงกว่าที่พื้นเสียอีก
ในที่สุด หลังจากดิ้นรนอย่างทรมานอยู่สองนาที ก็อบลินนักบวชก็ยอมจำนน
"ดื่ม! ข้าดื่มแล้ว! หยุดเอาไอ้ของแปลกๆ นี่มาทำร้ายข้าสักที!" ก็อบลินนักบวชร้องโอดครวญด้วยภาษากลางกระท่อนกระแท่น
"ถ้าเชื่อฟังแต่แรกก็จบเรื่องไปแล้ว ต้องให้ใช้กำลังอยู่เรื่อย" ดร.เบล เคลวิน ตัดกระแสไฟฟ้า กดปุ่มไมโครโฟนแล้วพูดด้วยภาษากลาง "ทีนี้ดื่มมันเข้าไป แล้วบอกมาว่ารู้สึกยังไง"
เมื่อได้รับบทเรียน ก็อบลินนักบวชจึงยอมหยิบหลอดทดลองขึ้นมาอย่างว่าง่าย แหงนหน้าขึ้นและกระดกของเหลวสีฟ้าลงคอจนหมด
ไม่กี่วินาทีต่อมา ก็อบลินนักบวชก็รู้สึกถึงพลังเวทที่พลุ่งพล่านขึ้นภายในร่าง เติมเต็มพลังเวทที่เหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว
"รู้สึกยังไงบ้าง?" ดร.เบล เคลวิน ถาม
"ข้ารู้สึกว่ามีพลังเวทจำนวนมากปะทุขึ้นมาในร่างกาย" ก็อบลินนักบวชตอบตามตรง
"ควบคุมพลังเวทนั้นได้ไหม? ลองร่ายเวทดูซิ"
ก็อบลินนักบวชทำตามคำสั่งอย่างซื่อสัตย์และร่ายเวทสายฟ้าออกมาอีกครั้ง
"พักได้ นี่คืออาหารของแก"
พริบตาต่อมา แขนกลเดิมก็ยื่นลงมาอีกครั้ง พร้อมกับสเต๊กย่างชิ้นโต หลังจากทิ้งสเต๊กลงบนพื้น แขนกลก็หดกลับไป
ก็อบลินนักบวชมองสเต๊กส่งกลิ่นหอมฉุยบนพื้น โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย มันหยิบสเต๊กขึ้นมายัดเข้าปากและเริ่มกัดกินอย่างตะกละตะกลาม
เมื่อเห็นก็อบลินนักบวชกินสเต๊ก ดร.เบล เคลวิน ก็เผยรอยยิ้มจางๆ
เคล็ดลับแรกในการฝึกสัตว์คือการใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ตบหัวแล้วลูบหลัง ลงโทษแล้วให้อาหาร ทำแบบนี้รับรองว่าเชื่องแน่นอน
อนึ่ง สเต๊กชิ้นนั้นผสมเฮโรอีนปริมาณมากเอาไว้
"บันทึกข้อมูล เตรียมฉีดน้ำยาหมายเลข 2"
พวกเขาได้ฝังเครื่องติดตามไว้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายก็อบลินนักบวชแล้ว เพื่อความสะดวกในการบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ
"ครับ!"
น้ำยาหมายเลข 2 แท้จริงแล้วคือน้ำยาหมายเลข 1 ฉบับเข้มข้น คล้ายกับระบบการสังเคราะห์ในเกม น้ำยาหมายเลข 1 สิบขวดสามารถสกัดเข้มข้นเป็นน้ำยาหมายเลข 2 ได้หนึ่งขวด และน้ำยาหมายเลข 2 สิบขวดก็สามารถสกัดเป็นน้ำยาหมายเลข 3 ได้หนึ่งขวด
ก็อบลินนักบวชเลียริมฝีปาก ยังคงรู้สึกกระหายอยากกินอีก ตั้งแต่ได้ลิ้มรสเนื้อชิ้นนั้น มันก็รู้สึกว่าสิ่งที่เคยกินมาตลอดชีวิตนั้นไม่ต่างอะไรกับก้อนอุจจาระ
"หมดเวลาพัก"
แขนกลเลื่อนลงมาอีกครั้ง คราวนี้ถือขวดบรรจุของเหลวสีฟ้าคล้ายเดิม แต่มีสีเข้มกว่ามาก
"ดื่มซะ"
ด้วยประสบการณ์จากครั้งก่อนและรู้ว่านี่ไม่ใช่ยาพิษ ก็อบลินนักบวชจึงหยิบน้ำยาขึ้นมาดื่มโดยไม่ลังเล
เช่นเดียวกัน ไม่กี่วินาทีต่อมา พลังเวทมหาศาลก็ปะทุขึ้นภายในร่าง แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ พลังเวทครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนถึงสิบเท่า!
"อ๊ากกกกก!"
พลังเวทอันมหาศาลอัดแน่นไปทั่วร่างของก็อบลินนักบวช มันรู้สึกเหมือนลูกโป่งที่กำลังจะระเบิด ราวกับร่างกายจะฉีกขาดจากพลังเวทนี้ได้ทุกเมื่อ
"อ๊ากกกก!" หลังจากดิ้นทุรนทุรายอยู่หลายนาที ก็อบลินนักบวชก็กัดฟันร่ายเวทออกมาอย่างยากลำบาก: "สายฟ้าฟาด!"
สายฟ้าสีเงินขาวพุ่งออกจากมือ กระแทกผนังแล้วสลายไป
ต้องร่ายเวทติดต่อกันถึงห้าครั้ง ความรู้สึกอัดแน่นในร่างกายจึงค่อยๆ ทุเลาลง
"รู้สึกยังไง?" เมื่อเห็นก็อบลินสงบลง ดร.เบล เคลวิน จึงเอ่ยถาม
"มีพลังเวทปะทุขึ้นมาเหมือนกัน แต่ครั้งนี้มันมากมายมหาศาลกว่าครั้งก่อนมาก... มากเหลือเกิน" ก็อบลินนักบวชตอบ
"มากแค่ไหน?"
"เอ่อ..." คำถามนี้ทำเอาก็อบลินนักบวชไปไม่เป็น มันเป็นแค่ก็อบลินที่พูดภาษากลางได้นิดหน่อย และไม่มีความรู้อื่นใดนอกจากเวทมนตร์บทเดียว
เมื่อเห็นท่าทีลำบากใจ เบล เคลวิน จึงเปลี่ยนคำถาม "กี่เท่าของพลังเวทครั้งก่อนโดยประมาณ?"
"ประมาณ 10 เท่า"
"ช่วงพักเบรก" เบล เคลวิน ตัดการสื่อสารเสียง รับข้อมูลจากผู้ช่วยมาดูแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย "การทำงานของร่างกายทุกส่วนไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การรับน้ำยาวิเศษมากเกินไปจะทำให้ร่างกายพังทลายด้วยสาเหตุที่ไม่แน่ชัด ทุกครั้งที่ก็อบลินดื่มน้ำยาวิเศษ สภาพจิตใจจะอ่อนแอลงระดับหนึ่ง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมากเมื่อดื่มน้ำยาหมายเลข 2"
"ผลข้างเคียงของน้ำยาวิเศษไม่ได้แสดงออกทางกายภาพ แต่ไปลงที่จิตใจ แบบนี้จัดการยากหน่อยแฮะ"
ขอบเขตทางจิตวิญญาณเป็นจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มาโดยตลอด โรคทางจิตเวชต่างๆ ทำได้เพียงแค่ใช้ยาและจิตบำบัดเพื่อประคับประคองอาการเท่านั้น
"ตอนนี้จัดประเภทน้ำยาวิเศษว่า 'ไม่มีอันตราย' ไปก่อน พรุ่งนี้ส่งไปให้จอมเวทเทย์เลอร์ โจเซฟ ที่ขลุกอยู่ในห้องข้อมูลตรวจสอบดู ยังไงเขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์" เบล เคลวิน สั่งการ
"ครับ"
จากนั้นเขาก็นึกถึงราชาขาก็อบลินที่ถูกพาตัวกลับมาเมื่อตอนเที่ยง เขาครุ่นคิดว่าจะสามารถใช้มันทดสอบความทนทานต่อ 'ยีนโพชั่น' ได้หรือไม่ หวังว่าจะหาวิธีที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ในการรับยีนโพชั่นผ่านทางตัวทดลองนี้
"จัดคนไปผ่าตัดราชาขาก็อบลินที่จับมาเมื่อเที่ยงนี้ด่วน ผมต้องการข้อมูลละเอียดทั้งหมดของมันภายในวันมะรืน"
"ดร.เบล เคลวิน ครับ ก็อบลินตัวนั้นไม่ได้ถูกวิเคราะห์ไปแล้วเหรอครับ?" ผู้ช่วยถามด้วยความงุนงง
"ผมจะใช้มันเพื่อเริ่ม 'โครงการยีนมนุษย์สมบูรณ์แบบ' ใหม่อีกครั้ง" ประกายความบ้าคลั่งวาบผ่านดวงตาของเบล เคลวิน
โครงการยีนมนุษย์สมบูรณ์แบบเคยล้มเหลวมาก่อนเนื่องจากขาดแคลนตัวอย่างสิ่งมีชีวิตที่เพียงพอและไม่สามารถเก็บข้อมูลได้มากพอ
แม้จะมีโอกาสสำเร็จเพียงเล็กน้อยหากใช้มนุษย์ปกติที่แข็งแรง 10,000 คนเป็นหนูทดลอง แต่วิธีการนี้เป็นสิ่งที่ประเทศยอมรับไม่ได้
แม้ว่ามันจะสร้างผลประโยชน์ตอบแทนได้มหาศาล แต่วิธีการนี้ขัดต่อหลักการของประเทศตงเซี่ยที่ถือว่าชีวิตมนุษย์สำคัญที่สุดอย่างชัดเจน
แม้แต่ตัวเบล เคลวิน เองก็ไม่อาจยอมรับการทดลองกับคนเป็นๆ นับหมื่นคนได้ มันขัดต่อจรรยาบรรณของเขาอย่างรุนแรง
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ด้วยกลุ่มมอนสเตอร์ที่มีโครงสร้างร่างกายแทบจะเหมือนมนุษย์ทุกประการให้ใช้เป็นตัวทดลองได้ไม่อั้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสีย เขามั่นใจว่าจะสามารถสร้างยีนโพชั่นที่สมบูรณ์แบบได้ภายในหนึ่งเดือน!
"แล้วก็ เดี๋ยวส่งก็อบลินธรรมดาที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้มาอีกตัว ผมอยากทดสอบดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าก็อบลินแบบนั้นดื่มน้ำยาวิเศษเข้าไป"
"รับทราบครับ ดอกเตอร์"
ในเวลาเดียวกัน ราชาขาก็อบลินที่อยู่ในห้องขังข้างๆ จู่ๆ ก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่าง