เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1234 จุดอ่อนของเจ้าอ้วนไห่?

ตอนที่ 1234 จุดอ่อนของเจ้าอ้วนไห่?

ตอนที่ 1234 จุดอ่อนของเจ้าอ้วนไห่?


อำนาจที่ทรงพลังเกิดมาจากเวทีทอง

นี่คือพลังที่ใกล้เคียงกับกฎสวรรค์

เย่คงขมวดคิ้วและกระโดดออกมาจากเวทีทองแต่เขาต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าขอบเวทีทองชั้นแรกมีม่านพลังใสปรากฏเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมคลุมไปทั่วเวทีทอง เย่คงเกร็งพลังวัชระขนาดใหญ่กระแทกใส่ม่านพลังใสพลังของเขาทำให้เวทีทองทั้งหมดสั่นสะเทือน แต่น่าเสียดายที่ม่านพลังใสไม่ได้รับความเสียหาย

“ไม่มีใครออกไปจากเวทีทองได้จนกว่าจะเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้”  คุณชายหลี่หมิงอธิบายกฎที่นี่

“อย่างนั้นก็สู้กัน!” พี่น้องตระกูลหลี่อัญเชิญกริฟฟินปราณฟ้าระดับเงินที่เพิ่งได้รับมาใหม่และเตรียมใช้งานอสูรวิญญาณราชสีห์เพื่อใช้ในการเสริมพลัง

ทันทีที่อัญเชิญอสูรศึกระดับเงินกลับไม่มีปฏิกิริยาสนองตอบ

เวทีทองมีระลอกคลื่นพลังพิเศษ

และขับไล่กริฟฟินทั้งคู่ออกไปจากเวที

กริฟฟินสองตัวไม่สามารถแม้แต่จะกลับเข้าไปในคัมภีร์อัญเชิญได้  พวกมันถูกโยนออกมานอกม่านพลังเวทีทอง

“ก็อย่างที่ข้าได้พูดบอกไปแล้วก่อนนี้เวทีทองนี้จำกัดอสูรศึกที่อยู่เหนือกว่าระดับทอง อสูรศึกใดก็ตามที่มีระดับต่ำกว่าชั้นทองไม่ว่าจะทรงพลังหรือพิเศษขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในเวทีทองได้  ยิ่งไปกว่านั้นในเวทีทองนี้นักสู้ไม่สามารถใช้กำลังตนเองสู้ได้ ได้แต่อาศัยอสูรเพื่อต่อสู้”  คุณชายหลี่หมิงยิ้มอย่างสุภาพเขาแสดงท่าทางสง่างามกับเจ้าอ้วนไห่และเย่คง “ถ้าเจ้าไม่มีอสูรศึกเหนือระดับทองขึ้นไป ข้าก็คงต้องขออภัย!”

“พวกบ้านนอกจะมีอสูรศึกเหนือระดับทองได้ยังไงข้าไม่เคยคาดหวังว่าพวกเขาจะมีอะไรให้ประหลาดใจได้”  บัณฑิตวัยกลางคนตอนนี้หยิ่งยโสได้  และเขาโบกมือเหมือนทำการตรวจสอบ

ยิ่งเขาโบกมือก็ยิ่งมีอสูรศึกระดับทองปรากฏออกมาพวกมันส่งเสียงร้องกึกก้อง

และกำลังได้โอกาสที่ดี

ชายชราชุดคลุมดำก็ทำอย่างเดียวกัน

มีแต่อสูรศึกระดับทองที่ถูกบุรุษชราชุดยาวดำเรียกออกมาและมีแนวโน้มว่าล้วนเป็นสัตว์ประหลาดและอมนุษย์  มีอสูรศึกน้อยมากที่มีเลือดเนื้อและมีชีวิต   ตัวอย่างเช่นมังกรไฟกระดูกปีศาจที่ทำจากโครงกระดูกมังกรและวิญญาณชั่วร้ายที่ได้รับการสาปแช่งและตะเกียกตะกายออกมาจากความอย่างเย็นชา  และอสูรปราณฟ้าประมาณสามสิบประเภทที่แตกต่างกันและมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันยืนอยู่อย่างมั่นคงด้านหลังบัณฑิตวัยกลางคนและชายชราชุดดำ

แต่ละตัวมีพลังปราณฟ้าระดับห้า

มีอสูรน้อยตัวมากที่ถึงปราณฟ้าระดับหก

หากเปรียบเทียบระดับความแข็งแกร่งของหัวหน้าผู้นำระดับปราณฟ้าอย่างเช่นนักสู้หัวสิงห์  อสูรระดับทองตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถฆ่าหัวหน้านักสู้ปราณฟ้าพวกนี้ได้อย่างง่ายดาย

อสูรศึกปราณฟ้าระดับที่สติปัญญาต่ำแต่มีพลังถึงปราณฟ้าระดับหกหมายความว่าอย่างไร?  เย่คงและเจ้าอ้วนไห่ไม่เข้าใจ! อย่างไรก็ตามพวกเขาเคยได้ยินข่าวลือดังกล่าวจากในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ว่ามีวิธีการลับพิเศษบางอย่างที่สามารถเลื่อนระดับพลังอสูรศึกที่ทรงพลังทั้งที่มีสติปัญญาต่ำหรือไม่มีสติปัญญาได้จนถึงปราณฟ้าระดับหกหรือสูงกว่านั้น ซึ่งปกติอสูรเหล่านั้นจะมีพลังไม่สูงไปกว่าปราณฟ้าระดับห้าแม้ว่าการเลื่อนระดับอย่างบ้าคลั่งนี้จะต้องจ่ายด้วยราคาโหดร้ายที่สุด แต่เพราะตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์มีอสูรศึกจำนวนมาก  ยิ่งไปกว่านั้นไม่ทราบบุคลากรในตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายไปมากมายเท่าใด

ข้อดีนี้ในปัจจุบันชัดเจนมาก

บัณฑิตวัยกลางคนและชายชราชุดยาวดำมีอสูรศึกชั้นทองเกินพลังปกติของพวกมันเองและยังมีอสูรศึกเป้าหมายสุดยอดที่มีระดับพลังเติบโตเหนือกว่าอสูรศึกปกติมากมาย

แม้ว่าจะมีช่องว่างห่างกันระหว่างปราณฟ้าระดับห้าและระดับหกทั้งสองนี้แต่ก็ทำให้บัณฑิตวัยกลางคนและชายชราชุดยาวดำกุมความได้เปรียบอย่างท่วมท้น

เจ้าอ้วนไห่มองดูมังกรไฟกระดูกปีศาจที่ยืนอยู่ด้านหลังชายชราชุดดำซึ่งมีพลังปราณฟ้าระดับหกจากนั้นมองดูวานรศิลายักษ์ปราณฟ้าระดับหกด้านหลังบัณฑิตวัยกลางคน เขาส่ายหัวช้าๆและถอนหายใจยาว

ดูเหมือนว่าอสูรศึกเหล่านี้ใช้ทางลัดเลื่อนระดับจนเป็นอสูรชั้นทองพลังปราณฟ้าระดับหก สำหรับหอทงเทียน

ไม่มีจริงๆ!

ถ้าเย่ว์หยางตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำคาดว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือว่าไม่เคยมีนักรบหอทงเทียนคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของอสูรศึกไม่กล้าพูดตัดสินให้ชัดเจน แต่ที่แน่นอนก็คือนักรบหอทงเทียนส่วนใหญ่อสูรศึกเป็นอสูรคู่หูที่ร่วมต่อสู้กับพวกเขา สถานะของอสูรศึกบางทีอาจเป็นเหมือนสหายและคนในครอบครัวมีเพียงไม่กี่คนที่ใช้อสูรศึกในฐานะเครื่องมือต่อสู้ที่สามารถเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา

นักรบหอทงเทียนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความภักดีและการร่วมประสานของอสูรศึกแม้แต่เด็กหนุ่มจากโลกอื่นอย่างเย่ว์หยาง ก็ไม่เคยมองอสูรศึกว่าเป็นเหมือนทาส

เจ้าอ้วนไห่ผู้ถือครองคัมภีร์อัญเชิญพบว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนกับบัณฑิตวัยกลางคนหรือชายชราชุดยาวดำ

ไม่มีทางเปลี่ยนอสูรเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือต่อสู้

อสูรของเขาไม่มีเจตจำนงเสรี

กล่าวคือไม่มีเจตจำนงเป็นของตนเอง

เพราะพวกมันตายได้ไม่นานพลังความแข็งแกร่ง ความตั้งใจทำลายล้างที่เหลือค้างอยู่ในร่างกายมีกำลังมหาศาลเพื่อให้เจ้านายได้ใช้เข้าต่อสู้...  เนื่องจากเป็นศพที่เดินได้หรือวิญญาณของคนตายเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องความภักดี เชื่อได้ว่าคงไม่ทำให้รู้สึกดีแน่นอน

สิ่งเดียวที่มีก็คือระดับพลังของพวกมันและพลังที่ถูกบังคับให้ใช้ก็ไม่ใช่พลังของตนเอง!

“นี่คือผลของการไล่ล่าไขว่คว้าพลังมากเกินไปหรือเปล่า?  โชคดีที่เราไม่ได้หลงทางทำอย่างเดียวกัน!”  สีหน้าท่าทางของเสวี่ยทันหลางแสดงออกถึงความรังเกียจ

“ข้าไม่เคยต้องการชีวิตของผู้อื่น แต่สถานการณ์นี้ทำให้ข้าต้องระเบิดความโกรธในหัวใจของข้าออกมาจริงๆ  มันน่ารังเกียจที่จะต้องทำเช่นนั้นจริง  เพื่อให้ได้พลัง  เจ้ายอมทอดทิ้งบรรทัดฐานสุดท้ายของชีวิตเสียได้!” เมื่อเทียบกับเสวี่ยทันหลาง องค์ชายเทียนหลัวทนต่อการดูแคลนชีวิตอย่างนี้มากกว่า ถ้าคนเหล่านี้ฆ่าอสูรศึกเขาอาจไม่โกรธมากเกินไป  แต่คนที่อยู่ต่อหน้าเหล่านี้เพื่อไขว่คว้าพลังระดับสูงมากเกินไปกลับทำให้อสูรศึกกลายสภาพเป็นอย่างนี้กลับทำให้เขาโกรธได้ทั้งที่เขาเป็นคนมีการศึกษาและอารมณ์ดี

“น่าขันไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่เจ้าแสวงหาหรือ?  ทำไมพวกเจ้าจึงต้องดิ้นรน? มิใช่เพื่อให้ได้พลังที่แข็งแกร่งขึ้นไปใช่หรือไม่? ทำไมเจ้าต้องให้อสูรศึกเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อพวกเจ้าด้วย? เพื่อชัยชนะไม่ใช่หรือ?  เราก็เพียงแต่ใช้วิธีการแบบเดียวกัน เพียงแต่ฉลาดกว่าเดิม  ก่อนอื่นเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของอสูรศึกให้ได้ก่อนและจากนั้นก็ให้พวกมันสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะ นี่มันผิดกันตรงไหน?  ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเจ้าผู้มีความหน้าซื่อใจคดทำผิดพลาดอสูรศึกตายในสนามรบได้ แต่จากนั้นพวกมันก็อาจกลายเป็นอสูรศึกที่ยอดเยี่ยมในมือของพวกเรา เพราะอย่างน้อยพวกมันก็มีการป้องกันตัวที่แข็งแกร่งและร่างกายเป็นอมตะ!” บัณฑิตวัยกลางคนเผชิญหน้ากับความโกรธขององค์ชายเทียนหลัวอย่างสงบราวกับว่าเขาคุ้นเคยกับความโกรธแช่นนี้มานานแล้ว และไม่รู้สึกประหลาดใจ

“อสูรศึกของเราก็คือสหายของเราแม้แต่อาจจะเป็นสหายรักด้วยซ้ำ!” องค์ชายเทียนหลัวโกรธ ไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธคัดค้านหัวชนฝามากเกินไปแต่เรียกคัมภีร์อัญเชิญชั้นแพลตตินัมและอัญเชิญปีศาจเพลิงสวรรค์อสูรศึกของเขาออกมา”

ปีศาจเพลิงสวรรค์ประกอบไปด้วยปีศาจศิลาและอัปสรบินรวมตัวกันเป็นดาวตกสวรรค์

ศักยภาพดั้งเดิมนั้นยอดเยี่ยม

ต่อมาหลังจากเย่ว์หยางได้ให้พลังงานจากบ่อโลหิตชี่เทียนเหอเพื่อเปลี่ยนเส้นเอ็นผลัดกระดูกมีการชำระร่างอยู่หลายเดือนทำให้ศักยภาพขององค์ชายเทียนหลัวเพิ่มขึ้นไม่มีขีดจำกัดปัจจุบันภูมิปัญญาของอสูรพิทักษ์ของเขามีระดับปานกลางด้วยความช่วยเหลือรู้แจ้งของเจ้านายและการฝึกฝนอย่างหนักในบ่อโลหิตของชี่เทียนเหอและเย่ว์หยางมอบเพลิงแดงสวรรค์ให้เขา

อาจกล่าวได้ว่าแม้จะมีพลังเพียงปราณฟ้าระดับสี่แต่พลังที่แท้จริงไม่เหมือนกับช่วงเวลานั้นอีกต่อไป

องค์ชายเทียนหลัวตั้งใจพัฒนามันให้เป็นจ้าวปีศาจ

เพียงแต่ช่วงเวลายังไม่เพียงพอ

ก่อนที่เขาจะทันได้พัฒนาก้าวหน้าเขาต้องกลับมายังหอทงเทียนเพื่อเข้าร่วมสงครามต่อต้านในครั้งนี้..  ปีศาจเพลิงสวรรค์และยักษ์พายุอสูรศึกของเสวี่ยทันหลางหนึ่งซ้ายหนึ่งขวาร่วมต้านแรงกดดันจากพลังโจมตีของฝ่ายตรงข้าม

“ดีมาก ข้าชอบคนหนุ่มแน่นอย่างนี้!” ชายชราชุดคลุมดำมองดูยักษ์พายุและปีศาจเพลิงสวรรค์  เขาพยักหน้าพร้อมกับกล่าว  “ยิ่งเป็นคนหนุ่มที่มีศักยภาพมากก็เป็นหุ่นศพนักรบที่มีความแข็งแกร่งแน่นอนเพราะวิญญาณนักสู้ของคนหนุ่มอย่างนี้มีพลังใจกล้าแข็งเพียงพอ  ถ้าตายด้วยความคับแค้นใจศพก็จะมีสัญชาตญาณ ถ้าเจ้าสาปแช่งความตายนั่นจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด  ข้าชอบคนหนุ่มที่ต่อต้านโกรธข้าและอสูรศึกของพวกเขาด้วย  ก็อย่างที่เจ้าเห็นอยู่ข้างหลังข้าทุกอย่างคือสินสงครามของข้า!  ในอดีตพวกเขาก็เหมือนเจ้าสู้ตอบโต้ข้าอย่างกล้าหาญ  แต่น่าเสียดายที่ผลออกมาเหมือนกัน  พวกเจ้าก็ไม่ยกเว้น!”

“เราจะไม่ล้มเหลว” เย่คงตอบอย่างเด็ดเดี่ยวทันที

“ทำไมเจ้าพูดแบบนี้?”  บัณฑิตวัยกลางคนสับสนเล็กน้อย  ไม่ว่ามองดูจากมุมมองใด ฝ่ายของเขาชนะอย่างมิต้องสงสัยทำไมเด็กคนนี้ถึงมีความมั่นใจ?

“เพราะเราคือเพื่อนร่วมทีมเย่ว์หยางและเป็นพี่น้องของเขา!  ภายใต้การนำของเขาเราจะไม่มีวันล้มเหลวไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบันหรือในอนาคต!”  ใบหน้าของเย่คงแสดงความมั่นใจไม่มีใครทำให้คลอนแคลนได้ เมื่อเห็นสีหน้าแสดงออกเช่นนี้บัณฑิตวัยกลางคนและชายชราชุดดำตกตะลึงแต่คุณชายที่วางมาดเหมือนเทพเจ้าคุณชายหลี่หมิงยังคงยิ้มได้  “ข้าเข้าใจความมั่นใจของเจ้า  แต่ให้ข้าแก้ไขความเข้าใจผิดของเจ้าตรงจุดนี้คือเย่ว์ไตตันไม่ได้อยู่ที่นี่  เขาไม่ได้อยู่ข้างๆพวกเจ้า พวกเจ้าสู้ตามลำพัง!”

“เขาไม่ได้อยู่กับเราแต่ไม่มีอะไรต่างจากอยู่กับเรา เรายังคงไม่พ่ายแพ้!” พี่น้องตระกูลหลี่ยืนหยัดข้างเย่คง “นี่คือความตั้งใจที่เขานำเรามา ไม่หวั่นไหวในการต่อสู้ภายใต้การต่อสู้ด้วยเจตจำนงราชันย์ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ในที่สุดจะต้องพบกับความพ่ายแพ้!”

“เจตจำนงสู้ไม่ยอมแพ้หรือ?”  สีหน้าของคุณชายหลี่หมิงจริงจังอีกครั้ง

“นักรบหอทงเทียนทุกคนผู้มีคุณสมบัติต่อต้านแดนสวรรค์จะต้องมีเจตจำนงนักสู้เช่นนี้ นี่ทำให้เราแตกต่างจากพวกเจ้า” องค์ชายเทียนหลัวยืนขึ้นเผชิญหน้ากับศัตรูร่วมกับเย่คงและพี่น้องตระกูลหลี่

“......” เสวี่ยทันหลายยังคงเงียบ

เขาไม่ได้ไล่ตามเจตจำนงราชันย์จากประตูเป็นตายต่อไปแต่เป็นพลังกฎสวรรค์ที่แผ่ออกมาจากเจตจำนงราชันย์

ตอนนี้มีเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ด้านหลัง

นั่นคือเจ้าอ้วนไห่

สีหน้าที่จริงจังของคุณชายหลี่หมิงตอนนี้จ้องมองดูเจ้าอ้วนไห่เหมือนกับมองดูสหายเก่าที่ไม่ได้พบเจอมาเป็นเวลานาน  เขายิ้มกล่าว “ข้าคิดว่าพี่ไห่ต้าฟู่คงไม่มีความรู้เข้าใจเจตจำนงราชันย์ใช่ไหม?”  เขารู้เรื่องการทดสอบประตูเป็นตายของหอทงเทียนแม้ว่าจะไม่ได้ทดสอบ แต่ก็รู้ว่าผิดปกติเพียงไหน และยากเย็นเพียงไหน

เจ้าอ้วนไห่ก็เหมือนคนอ้วนเหมือนจ้าวปีศาจอ้วนคุณชายหลี่หมิงไม่เชื่อว่าคนที่โลภอยากได้ทรัพย์สมบัติอย่างนี้จะผ่านประตูเป็นตายได้เขาไม่อาจรู้แจ้งผ่านด่านประตูเป็นตาย และได้พลังเจตจำนงราชันย์

ดังนั้นเขารู้สึกว่าในที่สุดเขาก็พบความแตกแยกในกลุ่มของเย่ว์ไตตันแล้ว

ในกลุ่มนักสู้ชุดนี้ผู้ที่อ่อนแอที่สุดไม่ใช่เย่คงซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามีอสูรวานรระดับเพชรองค์ชายเทียนหลัวเป็นผู้มีความรู้มากในกลุ่ม เสวี่ยทันหลางแข็งแกร่งที่สุด สองแฝดพี่น้องตระกูลหลี่เงียบที่สุด...แต่กลับเป็นเจ้าอ้วนไห่ ไห่ต้าฟู่ผู้มีความโลภที่สุด!

เจ้าอ้วนไห่คือจุดอ่อนของกลุ่ม  แล้วเจ้าอ้วนไห่มีจุดอ่อนอะไรกันแน่?

จบบทที่ ตอนที่ 1234 จุดอ่อนของเจ้าอ้วนไห่?

คัดลอกลิงก์แล้ว