เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - ปราณม่วงเทียนกัง สูงส่งดั่งราชา

บทที่ 23 - ปราณม่วงเทียนกัง สูงส่งดั่งราชา

บทที่ 23 - ปราณม่วงเทียนกัง สูงส่งดั่งราชา


บทที่ 23 - ปราณม่วงเทียนกัง สูงส่งดั่งราชา

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"ซ่ง... ท่องราตรี... หว่าน... พันห้า..."

เซี่ยหลิงซินเพ่งจนตาแทบแห้ง กว่าจะแกะตัวหนังสือพวกนี้ออกมาได้

"อะไรวะเนี่ย? แค่นี้เนี่ยนะ? แล้วจะไปซ่อมยังไง?"

ตอนแรกนึกว่าการเติมเต็มสิ่งที่เรียกว่าคัมภีร์โบราณ จะเป็นเรื่องหมูๆ สำหรับเขา

แต่ตอนนี้ชักจะไปไม่เป็นซะแล้ว

เจียงต้าฉิวได้ยินเสียงบ่น ก็ชะโงกหน้าเข้ามาดูแล้วหัวเราะ "ทำไม? คิดอยากจะเป็นปรมาจารย์คัมภีร์จริงๆ เหรอ? บอกแล้วไงว่างานนี้ไม่ใช่ใครก็ทำได้"

เซี่ยหลิงซินอ้าปากถาม "ลุงเจียง มีคนทำได้จริงๆ เหรอครับ? อาศัยแค่เศษคำไม่กี่คำ ก็สามารถรื้อฟื้นคัมภีร์โบราณฉบับสมบูรณ์ออกมาได้โดยไม่ผิดเพี้ยนเลยสักตัวอักษร?"

"จะเป็นไปได้ยังไง?"

เจียงต้าฉิวหัวเราะร่า "เอ็งคิดว่าปรมาจารย์คัมภีร์เขาใช้อะไรในการเติมเต็มคัมภีร์? คิดว่าจะมานั่งแกะคำแล้วซ่อมให้เหมือนเดิมเป๊ะๆ เหรอ? ไร้สาระน่า เว้นแต่เอ็งจะเป็นเซียนวิเศษในตำนานที่ย้อนเวลาได้"

"หนังสือ 'คู่มือสู่การเป็นปรมาจารย์คัมภีร์' เอ็งก็อ่านแล้วนี่ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า 'ความทรงจำร่วม' มั้ย?"

"นั่นแหละคือจุดยึดเหนี่ยวพิกัด และเป็นกุญแจสำคัญในการถอดรหัส"

"ในเศษตัวอักษรทุกตัว ล้วนแฝงไว้ด้วยความทรงจำร่วมของบรรพชนยุคโบราณ การค้นหาความทรงจำเหล่านั้น ต้องใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งเข้าไปสัมผัสและ 'รับชม' ภาพในความทรงจำ"

"ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่แตกดับกระจัดกระจาย แต่ก็เพียงพอให้ปรมาจารย์คัมภีร์นำเศษเสี้ยวเหล่านั้นมาเรียงร้อยและจำลอง 'เรื่องราว' ขึ้นมาใหม่"

"มันคือการใช้ความรู้และความเข้าใจของตัวเอง เขียนขึ้นมาใหม่ด้วยภาษาในยุคปัจจุบัน เพื่อจำลองเรื่องราวเดิม ไม่ใช่การกู้คืนของเดิม"

"นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมปรมาจารย์คัมภีร์ถึงต้องมีความรู้ที่กว้างขวางและพลังจิตที่แก่กล้า เข้าใจรึยัง?"

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้

เซี่ยหลิงซินฟังแล้วก็ถึงบางอ้อ

"ถ้าจะสัมผัสความทรงจำข้างใน ก็ต้องใช้ของจริงใช่ไหมครับ?"

เขามองรูปถ่ายในมือถือ ไม่เห็นจะรู้สึกถึงอะไรได้เลย

"แน่นอนสิ"

เจียงต้าฉิวมองรูปถ่ายในมือถือแล้วยิ้ม "บังเอิญจังแฮะ อันที่เอ็งดูอยู่เนี่ย เป็นภารกิจที่สำนักงานเราเป็นคนโพสต์เอง"

"เศษคัมภีร์แผ่นนี้ ก็อยู่ที่แผนกเรานี่แหละ"

เซี่ยหลิงซินตาโตด้วยความดีใจ "ลุงเจียง ผมขอเอามาดูหน่อยได้มั้ย?"

เจียงต้าฉิวชี้ไปที่ชั้นวางของด้านหลัง "อยู่นั่นไง ไปหยิบเอาเอง ระวังหน่อยล่ะ"

เซี่ยหลิงซินวิ่งปรู๊ดไปทันที

ไม่นานก็เจอเศษคัมภีร์แผ่นนั้นบนชั้นวาง

มันถูกเก็บอยู่ในกล่องที่แปะเลข "19" เอาไว้

เขาถือกลับมาที่โต๊ะ จ้องมองราวกับได้ของล้ำค่า

เศษกระดาษขนาดเท่าเล็บมือไม่กี่ชิ้น สีเหลืองจนเกือบดำ ผุพังจนแทบจะกลายเป็นผุยผงได้ทุกเมื่อหากโดนลมเป่า

มันผ่านการซ่อมแซมและแปะลงบนกระดาษ แผ่นหนึ่ง ถูกใส่กรอบด้วยวัสดุพิเศษ

เจียงต้าฉิวเห็นท่าทางหลงใหลของเด็กหนุ่ม ก็อดแซวไม่ได้

"เอ็งนี่โชคดีจริงๆ นะ มีหัวหน้าจินคอยหนุนหลัง ได้มาอยู่แผนกเก็บคัมภีร์ ถ้าไปอยู่แผนกอื่น อย่าว่าแต่จับของพวกนี้เลย แค่จะขอดูก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตกันวุ่นวาย"

ตาลุงนี่พยายามจะเลียบเคียงถามความสัมพันธ์ของเขากับพี่สาวคนสวยอีกแล้ว

เซี่ยหลิงซินทำหูทวนลม "ลุงเจียง แล้วจะสัมผัสจุดยึดเหนี่ยวความทรงจำในนี้ได้ยังไง?"

"ง่ายมาก"

เจียงต้าฉิวเบะปาก "เอ็งฝึกวิชาเพ่งจิตพื้นฐานแล้วใช่ไหม? ก็ใช้วิชาเพ่งจิตนั่นแหละ สะท้อนภาพเศษคัมภีร์นี้เข้าไปในทะเลจิต"

"ขอแค่เอ็งฝึกจนสร้าง 'เทพวิญญาณ' ได้ แล้วให้เทพวิญญาณจำลองภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมาในทะเลจิต ก็มีโอกาสที่จะสัมผัสถึงจุดยึดเหนี่ยวความทรงจำได้"

"ยิ่งพลังจิตสูงเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จก็ยิ่งมาก"

"ถึงได้บอกให้เอ็งอย่าเพิ่งใฝ่สูงเกินตัว ทำงานที่นี่ไปดีๆ โอกาสมีถมเถ ฝึกสักสามปีห้าปี ไม่แน่เอ็งอาจจะสร้างเทพวิญญาณสำเร็จก็ได้"

เขาเห็นว่าเซี่ยหลิงซินดูจะหมกมุ่นเกินไป ไม่อยากให้เด็กมันหลงทาง เลยเตือนสติอีกรอบ

"อ๋อ..."

แต่ดูจากท่าทางรับคำแบบขอไปทีของเซี่ยหลิงซิน เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ฟังเลยสักนิด เจียงต้าฉิวส่ายหน้า เลิกพูดมาก

นิสัยแบบนี้... ไม่รู้หัวหน้าจินไปถูกใจอะไรเข้า?

ญาติเหรอ?

พอมองดูใบหน้าที่อ่อนเยาว์แต่หล่อเหลาเอาการของเซี่ยหลิงซิน ถ้าไม่รู้นิสัยของจินซู่มาก่อน เจียงต้าฉิวคงคิดว่าหล่อนเลี้ยงต้อยเด็กหนุ่มหน้ามนคนนี้แน่ๆ

เซี่ยหลิงซินไม่ได้สนใจว่าเจียงต้าฉิวจะคิดอะไร

ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่เศษตัวอักษร จิตใจดำดิ่งลงสู่ลานจิตในห้วงความคิด

การเพ่งจิตสร้างภาพเศษคัมภีร์ในสมอง ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา

ลองทำอยู่ไม่กี่รอบ เขาก็สามารถจำลองภาพเศษคัมภีร์นี้ขึ้นมาในลานจิตได้สำเร็จ

เทพวิญญาณใช้นิ้วต่างพู่กัน วาดลวดลายจำลองภาพที่ฉายอยู่ตรงหน้ากลางอากาศ

【จุดยึดเหนี่ยวความทรงจำ: 0.01/1】

พอวาดเสร็จหนึ่งตัวอักษร แถบความคืบหน้าก็ปรากฏขึ้นทันที

แบบนี้ก็ได้เหรอ?

นี่มันเข้าตำรา 'คัดลอกร้อยจบ ความหมายกระจ่างแจ้ง' ชัดๆ

"ไอ้หนู ยังไม่ถอดใจอีกเรอะ?"

ตอนนั้นเอง เจียงต้าฉิวที่ถือหนังสืออยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็นเซี่ยหลิงซินนั่งจ้องเศษคัมภีร์ตาไม่กระพริบ ก็นึกว่าเด็กมันยังดื้อดึง

"อย่าว่าแต่เอ็งยังสร้างเทพวิญญาณไม่สำเร็จเลย ต่อให้สำเร็จแล้ว การจะคัดลอกคัมภีร์เพื่อสัมผัสจุดยึดเหนี่ยวความทรงจำ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการฝึกฝนวันแล้ววันเล่า..."

"ตุ้บ..."

จู่ๆ เจียงต้าฉิวก็ตัวแข็งทื่อ มือไม้อ่อนจนหนังสือร่วงหล่นลงบนโต๊ะ

ดวงตาทั้งสองเบิกโพลง จ้องมองเซี่ยหลิงซินอย่างตกตะลึง

"เทพวิญญาณ..."

ไม่ใช่ว่าเขาค้นพบว่าเซี่ยหลิงซินหาจุดยึดเหนี่ยวความทรงจำเจอ แต่เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังในโลกทางจิตวิญญาณต่างหาก

เพียงแค่คิด พลังจิตก็รวมไปที่ดวงตา เปล่งประกายเจิดจ้า

ทันใดนั้น เขาก็เห็นร่างเงาที่ซ้อนทับอยู่ในดวงตาของเซี่ยหลิงซิน

สวมเกราะเกล็ดสีดำสลับเขียว หัวไหล่ทั้งสองข้างมีหัวสัตว์ร้ายอ้าปากคำรามดูน่าเกรงขาม มีผ้าทิพย์สีแดงเพลิงปลิวไสว อักขระยันต์ไหลเวียนเปล่งแสงลึกลับ บนศีรษะสวมมงกุฎหยกห้าอสนีบาต

ช่างเป็นเทพวิญญาณที่น่าเกรงขามนัก!

จิตใจคนลึกล้ำยากหยั่งถึง แม้แต่ผู้ที่มีพลังจิตสูงส่ง ก็ใช่ว่าจะอ่านใจคนได้ง่ายๆ

แต่ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ

ผู้ที่มีพลังจิตสูงส่ง หากมีวิชาเฉพาะทาง ย่อมสามารถมองผ่านดวงตา เพื่อสัมผัสถึงจิตใจคนได้

และเจียงต้าฉิว ก็ดันมีทั้งระดับพลังและวิชาที่ว่านั้นพอดี

"นี่มันวิชาสำนักไหนกัน..."

เจียงต้าฉิวถึงจะดูพึ่งพาไม่ได้ แต่การที่เขาเฝ้าแผนกคัมภีร์โบราณมาหลายปี จะเป็นคนไร้ความสามารถจริงๆ ได้ยังไง?

ถ้าพูดถึงระดับพลัง เขาอาจจะไม่ใช่ตัวท็อปของสำนักงานสิ่งแวดล้อมเมืองเหลยโจว

แต่ถ้าพูดถึงความรู้ เขาไม่เป็นสองรองใคร

แต่เขากลับไม่เคยได้ยินเรื่องเทพวิญญาณลักษณะนี้มาก่อน

นิ้วมือขยับร่ายคาถา

"จิตดั่งดวงแก้วส่องหล้า เนตรสามวิถี!"

"วิชาเนตรสามวิถี สำแดง!"

เมื่อนิ้วมือปาดผ่านดวงตา ภาพของเซี่ยหลิงซินในสายตาของเจียงต้าฉิวก็เปลี่ยนไปทันที

คนยังเป็นคนเดิม แต่เหนือศีรษะกลับมีไอสีม่วงลอยอ้อยอิ่งไม่จางหาย รูปร่างคล้ายร่มฉัตรกางกั้น

"เฮ้ย!"

เจียงต้าฉิวอุทานลั่น ร่างอ้วนท้วนลุกพรวดพราดจนเก้าอี้ล้มดังโครม

เขาจ้องมองเซี่ยหลิงซินด้วยสายตาเหลือเชื่อ

เซี่ยหลิงซินสะดุ้งโหยง หันมามองเก้าอี้ที่ล้มกลิ้งอย่างงุนงง "ลุงเจียง เป็นอะไรครับ?"

"ห้ะ?"

เจียงต้าฉิวได้สติ รีบโบกไม้โบกมือพัลวัน "อ้อ... มะ... ไม่มี ไม่มีอะไร นึกเรื่องอื่นขึ้นมาได้น่ะ"

"เอ่อ..."

เขาถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง "เมื่อกี้... เอ็งกำลังหาจุดยึดเหนี่ยวความทรงจำเหรอ?"

เซี่ยหลิงซินมองเขาอย่างแปลกใจ "อ้าว ก็ใช่สิครับ"

ลุงเจียงพูดซะเวอร์ว่ายากนักยากหนา แต่จริงๆ ก็ง่ายนิดเดียว

ถึงจะยังทำไม่เสร็จ แต่ก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

เจียงต้าฉิวกลอกตามองบน "ข้าไม่ได้ตาบอดนะเว้ย"

แต่หัวใจกลับเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง

คุณพระคุณเจ้า... ไอ้เด็กนี่มันตัวประหลาดรึไง?

เขาไม่ได้ตกใจที่เซี่ยหลิงซินหาจุดยึดเหนี่ยวความทรงจำเจอ

จุดยึดเหนี่ยวในคัมภีร์โบราณ ยิ่งขาดหายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสยากเท่านั้น

เศษคัมภีร์แผ่นนี้ผุพังขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ปรมาจารย์คัมภีร์ระดับสูง ก็อย่าหวังว่าจะแปลออก

ถึงพลังจิตจะเป็นพื้นฐาน แต่ก็ต้องอาศัยดวงอย่างมากด้วย

สิ่งที่ทำให้เขาช็อกตาตั้ง คือการที่เซี่ยหลิงซินสร้างเทพวิญญาณได้สำเร็จต่างหาก และสิ่งที่เขาเห็นด้วยวิชาเนตรสามวิถีเมื่อกี้นี้

วิชาเนตรสามวิถีของเขา สามารถมองเห็นปราณสามพิภพ ฟ้า ดิน คน

ปราณมนุษย์สีขาว กลมเกลี้ยงดั่งไข่มุก วนเวียนรอบทวารทั้งเจ็ด บ่งบอกถึงโชควาสนา

คนที่มีปราณขาว คือคนดวงดี มักจะเป็นยอดคนในหมู่คน

ปราณพิภพสีเขียว คดเคี้ยวเหมือนงู ซ่อนเร้นตามชีพจรภูผา บ่งบอกถึงความดีร้าย

คนที่มีปราณเขียว คือคนที่มีวาสนาหนาแน่น เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

และสุดท้าย... ปราณฟ้าสีม่วง หรือ ปราณม่วงเทียนกัง รูปร่างดั่งร่มฉัตร สีสันดุจแสงรุ่งอรุณ บ่งบอกถึงชะตาชีวิตที่สูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ถึงขีดสุด!

คนที่มีปราณนี้...

ถ้าบอกว่าแค่สร้างเทพวิญญาณได้ เขายังพอรับไหว แต่การมีปราณม่วงเทียนกังติดตัว...

พูดง่ายๆ ก็คือ ในยุคโบราณเขาเรียกสิ่งนี้ว่า 'ปราณจักรพรรดิ'!

ยุคนี้คงไม่มีฮ่องเต้แล้ว

แต่ชะตาชีวิตที่สูงส่งดั่งราชานั้นไม่มีทางผิดเพี้ยน!

หัวใจของเจียงต้าฉิวเต้นกระหน่ำ ความคิดหมุนติ้ว

โชคดีที่เขามีพลังจิตแก่กล้า เพียงครู่เดียวก็ระงับความตื่นตระหนก ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้

เขานั่งลงอีกครั้ง

"เอ่อ..."

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด

ชั่งใจอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากถามเบาๆ "เสี่ยวเซี่ย... เอ็งไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ย?"

เซี่ยหลิงซินงง "ทำไมถามงั้นล่ะครับ?"

ทำไมน่ะเหรอ?

เจียงต้าฉิวแอบเบะปากในใจ

หนองน้ำเล็กๆ จะเลี้ยงมังกรแท้ได้ยังไง เมืองเหลยโจวที่กันดารขนาดนี้ จะสร้างคนที่มีปราณม่วงเทียนกังแบบนี้ออกมาได้ยังไง?

"ผมคนแถวนี้จริงๆ นะ"

"อ้อ..."

เจียงต้าฉิวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ในใจไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว

เขาตัดสินใจลองแหย่ดูหน่อย "เสี่ยวเซี่ย เอ็งสร้างเทพวิญญาณสำเร็จแล้วเหรอ?"

เซี่ยหลิงซินมองเขาด้วยความประหลาดใจ

สำนักงานสิ่งแวดล้อมนี่เสือซ่อนมังกรจริงๆ

ตาลุงอ้วนที่ดูเหมือนคนว่างงานวันๆ ไม่ทำอะไรคนนี้ ก็เป็นยอดฝีมือที่ซ่อนคมอยู่เหมือนกัน

เขายกมือเกาหัวยิ้มซื่อๆ ทันที "ลุงเจียงดูออกด้วยเหรอครับ?"

เจียงต้าฉิวยืดอกอย่างภูมิใจ "วางใจเถอะ ไม่ใช่ว่าข้าจะขี้โม้นะ แต่น้อยคนนักที่จะมีวิชานี้ ต่อให้เป็นหัวหน้าจิน ถึงแม่นางจะเก่งกาจเรื่องต่อสู้ แต่ดวงตาคู่นั้นก็อาจจะไม่เฉียบคมเท่าลุงเจียงของเอ็งหรอก"

"ลุงเจียงสุดยอดไปเลย!"

เซี่ยหลิงซินยกนิ้วโป้งให้ ทำหน้าตาทึ่งจัด เพื่อสนองนีดยอคนแก่

ในใจไม่ได้ตื่นตระหนกที่ถูกมองออก

เขาไม่มีรากฐาน ประสบการณ์ฝึกตนก็แทบเป็นศูนย์ อยากจะปิดบังอะไร ก็คงปิดไม่มิดอยู่แล้ว

เรื่องนี้เขาเตรียมใจไว้แล้ว

จนถึงตอนนี้ ถือว่าเขายังโชคดี

คนที่เขาเจอ ไม่ว่าจะเป็น จินซู่ ซูหลี อาจารย์ไป๋ หรือแม้แต่เจียงต้าฉิวตรงหน้านี้ ล้วนเป็นคนดีใช้ได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 23 - ปราณม่วงเทียนกัง สูงส่งดั่งราชา

คัดลอกลิงก์แล้ว