- หน้าแรก
- อัจฉริยะยุคไซไฟ เกิดใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- บทที่ 19 - แบกขุนเขาหนุนสายฟ้า เด็กเส้น
บทที่ 19 - แบกขุนเขาหนุนสายฟ้า เด็กเส้น
บทที่ 19 - แบกขุนเขาหนุนสายฟ้า เด็กเส้น
บทที่ 19 - แบกขุนเขาหนุนสายฟ้า เด็กเส้น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"พี่สาว ผมมีเรื่องอยากถามหน่อยครับ"
เซี่ยหลิงซินนึกถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในท่าแบกขุนเขา
"ว่ามาสิ"
"พี่สาวเคยได้ยินเรื่อง 'แบกขุนเขาหนุนสายฟ้า' ไหมครับ?"
จินซู่ได้ยินดังนั้น ก็ปรายตามองเซี่ยหลิงซินอย่างมีนัยยะ
"แผนภาพแบกขุนเขาหนุนสายฟ้า" ของสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่ใช่ความลับอะไรในแวดวงผู้ฝึกตนเมืองเหลยโจว
ความจริงแล้วที่เธอแนะนำเซี่ยหลิงซินไปที่สำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทีเดียว
เขาได้รับพรจากองค์เหลยจู่ (บรรพชนสายฟ้า) ย่อมต้องมีพรสวรรค์ด้านวิชาสายฟ้า
ซึ่งตรงกับวิชาของสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอพอดี
เธอรู้เรื่องนี้ย่อมเป็นปกติ แต่เซี่ยหลิงซินที่ไม่เคยสัมผัสโลกแห่งการฝึกตนมาก่อน ไปรู้มาจากไหน?
ต่อให้เขาหัวไวแค่ไหน อาจารย์ไป๋ก็คงไม่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังก่อนจะรับเป็นศิษย์แน่ๆ
เซี่ยหลิงซินหัวเราะแหะๆ ลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย "พี่สาว คือว่า..."
เขากำลังชั่งใจว่าจะบอกความจริงเท่าไหร่ดี
แต่จินซู่ยกมือห้ามเสียก่อน "ไม่ต้องพูดแล้ว"
"ไม่ว่าในใจเธอจะซ่อนความลับอะไรไว้ ต่อไปให้เก็บมันไว้ให้ลึกสุดใจ ห้ามพูดให้ใครฟังอีกเด็ดขาด"
ความจริงจินซู่เองก็คาดเดาได้อยู่แล้ว
การที่รูปปั้นองค์เหลยจู่ประทานพรให้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ในเรื่องนี้ต้องมีความลับที่เธอไม่รู้ หรือตัวเซี่ยหลิงซินเองนั่นแหละที่มีความลับบางอย่าง ที่ทำให้รูปปั้นองค์เหลยจู่เกิดการสั่นพ้องได้
รูปปั้นองค์เหลยจู่เป็นมรดกตกทอดจากยุคดาวบรรพกาล ความสำคัญไม่ใช่น้อยๆ
หากมีข่าวเล็ดลอดออกไปแม้แต่นิดเดียว จะกลายเป็นภัยพิบัติใหญ่หลวงต่อตัวเซี่ยหลิงซินเอง
"แผนภาพแบกขุนเขาหนุนสายฟ้า เป็นสมบัติล้ำค่าประจำสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ จัดอยู่ในระดับสิบทิศ ในเมืองเหลยโจว หรือแม้แต่ดาวแดนบูรพาทั้งดวง ก็หาได้ยากยิ่ง"
"แผนภาพแบกขุนเขาที่เธอฝึก ก็มีต้นกำเนิดมาจากภาพนี้แหละ ความจริงแล้วศิษย์สำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอ แม้จะขึ้นชื่อเรื่องร่างกายแข็งแกร่งทรหด แต่ไม้ตายก้นหีบจริงๆ ของพวกเขาคือวิชาควบคุม 'สายฟ้าหยิน'"
"สายฟ้าหยินในมือ สยบมารปราบปีศาจ ภูตผีหวาดกลัว ทรงพลังและเกรี้ยวกราดมาก ซึ่งก็ได้มาจากภาพนี้นั่นเอง"
จินซู่เฉลยคำตอบออกมาตรงๆ โดยไม่ถามเซี่ยหลิงซินว่าไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน
เธอลังเลอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อ "แต่วิชาควบคุมสายฟ้าหยินระดับนั้น มันเกินขีดจำกัดของมนุษย์และโลกสสารไปแล้ว"
"ต้องอาศัยพลังแห่งตำนานมาทำลายขีดจำกัด ไม่ใช่แค่ก้มหน้าก้มตาฝึกแล้วจะเป็นได้ แม้แต่ในสำนักบู๊ตึ๊งหนานเหอเอง คนที่ฝึกสายฟ้าหยินสำเร็จยังมีแทบนับนิ้วได้"
"ในเมื่อเธอตั้งใจจะเป็นปรมาจารย์คัมภีร์ ก็อย่าเอาใจไปพะวงกับเรื่องนี้เลย"
"วรยุทธ์และคาถาอาคมมีไว้เพื่อคุ้มครองการฝึกตน ปรมาจารย์คัมภีร์ไม่เน้นการต่อสู้เข่นฆ่า แต่ก็ได้รับความเคารพยกย่องจากผู้คนอยู่ดี"
จินซู่กลัวว่าเซี่ยหลิงซินไปได้ยินเรื่องแผนภาพแบกขุนเขาหนุนสายฟ้ามาจากไหน แล้วเกิดโลภอยากฝึกวิชาควบคุมสายฟ้าขึ้นมา
เลยพูดตัดบทให้เขาเลิกเพ้อฝันเสีย
แทนที่จะไปหลงใหลในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สู้เอาเวลามาตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดดีกว่า
เซี่ยหลิงซินกลอกตาเจ้าเล่ห์ "พี่สาววางใจเถอะครับ ผมไม่วอกแวกแน่นอน"
ปัจจุบันและอนาคต ปรมาจารย์คัมภีร์และแบกขุนเขาหนุนสายฟ้า ฉันจะเอาให้หมดเลยคอยดู!
"งั้นก็ดี"
"พี่สาว แดนตำนานกับวิชามีการแบ่งระดับ แล้วผู้ฝึกตนมีแบ่งระดับมั้ยครับ?"
เซี่ยหลิงซินเปลี่ยนเรื่องถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จินซู่หัวเราะขำ "วิชามีอ่อนมีเข้ม ย่อมแบ่งระดับได้ แต่ผู้ฝึกตนจะไปแบ่งระดับยังไง?"
"ใครเก่งใครกาก ตีกันเดี๋ยวก็รู้เอง"
เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง "แต่ระดับที่เธอถามถึง ก็พอมีอยู่เหมือนกัน ไปลงทะเบียนที่ 'หอเสวนาธรรมอันดับหนึ่ง' แล้วสอบใบรับรองระดับมาก็สิ้นเรื่อง"
"อาจารย์ไป๋น่าจะเคยบอกเธอแล้ว การฝึกตนเน้นความ 'สมบูรณ์พร้อม' กายและจิตสมบูรณ์ควบคู่กันคือวิถีที่ถูกต้อง"
"แต่ในความเป็นจริง การจะทำให้ได้แบบนั้นมันยาก คนส่วนใหญ่เลยเน้นหนักไปทางใดทางหนึ่ง อย่างปรมาจารย์คัมภีร์ ก็คือตัวอย่างสุดโต่งของการเน้นฝึกจิต"
"โดยทั่วไป สายวิชาชีวี (กาย) จะเน้นฝึกวรยุทธ์ สายวิชาจิตเดิมแท้ (ใจ) จะเน้นฝึกคาถาอาคม"
"ใบรับรองของหอเสวนาธรรมฯ ก็แบ่งเป็นสองสายนี้แหละ"
"ใบรับรองสายวรยุทธ์ มีระดับนักสู้ 6 ดั้น ใบรับรองสายอาคม มีระดับจอมเวท 6 ดั้น"
"แต่ละดั้นก็สอดคล้องกับด่านสวรรค์ 6 ชั้นของกายและจิตนั่นแหละ"
"สูงกว่านั้น ก็ยังมีระดับฉายานักสู้ ปรมาจารย์ มหาปรมาจารย์ หรือระดับฉายาจอมเวท ธรรมจารย์ มหาธรรมจารย์"
เซี่ยหลิงซินท่องจำในใจ แล้วถามต่อ "หอเสวนาธรรมอันดับหนึ่ง? เกี่ยวอะไรกับงานประลองยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าหรือเปล่าครับ?"
งานประลองยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า เป็นมหกรรมยิ่งใหญ่ของสหพันธรัฐจิวโจว เวลาจัดงานจะมีการถ่ายทอดสดไปทั่วทั้ง 9 ดาวเคราะห์ แม้จะต้องเสียเงินดู ไม่ใช่ทุกคนจะได้ดู แต่ก็เป็นที่คลั่งไคล้ของผู้คนจำนวนมาก
จินซู่ตอบ "นั่นเป็นงานที่สหพันธรัฐจัดร่วมกับหอเสวนาธรรมฯ นั่นแหละ"
"แม้สหพันธรัฐจะมีกฎหมาย แต่ผู้ฝึกตนมีจำนวนมากและมักไม่ค่อยยอมลงให้ใคร สหพันธรัฐย่อมมีกำลังพอจะปราบปรามได้หมด แต่ยุคนี้เทคโนโลยีก้าวไกล ความคิดผู้คนเปิดกว้าง การใช้ไม้แข็งอย่างเดียวมีผลเสียมากกว่าผลดี"
"ก็เลยเกิดหอเสวนาธรรมฯ ขึ้นมา ใช้วิธีอ้อมๆ อย่างการมอบชื่อเสียงลาภยศ มาชักจูง กำหนดมาตรฐาน และควบคุมผู้ฝึกตนส่วนใหญ่"
"ถึงจะเป็นแค่ชื่อเสียงจอมปลอม แต่ใบรับรองของหอเสวนาธรรมฯ ก็ได้รับความนิยมมาก เอาไปใช้ประโยชน์ได้หลายที่ วันหลังถ้าเธอฝีมือถึงขั้นแล้ว จะไปสอบติดตัวไว้สักใบก็ไม่เสียหาย"
ระดับเหรอ? ก็แค่ชื่อเสียงลวงโลก
เธอเชื่อมั่นในกำปั้นของตัวเองเท่านั้น
แต่ใบรับรองระดับของหอเสวนาธรรมฯ ก็ได้รับการรับรองจากรัฐบาล สำหรับเธออาจไร้ค่า แต่สำหรับคนทั่วไปถือว่ามีประโยชน์มาก
หากวันหน้าเซี่ยหลิงซินมีความสามารถ การสอบใบรับรองไว้จะเป็นผลดีต่อเขา เธอจึงอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด
"อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง"
เซี่ยหลิงซินพยักหน้า เขารู้สึกได้ว่าจินซู่จงใจสอนเขา
การได้คุยกับจินซู่ทำให้เขาเปิดหูเปิดตาเรื่องโลกแห่งการฝึกตนไปเยอะมาก
แถมคนเล่าก็สวยเจริญหูเจริญตา เขาเลยไม่อยากให้การสนทนาจบลงง่ายๆ เกาะติดถามโน่นถามนี่ไม่หยุด
"พี่สาว แล้วพี่อยู่ระดับไหนครับ?"
"ฉันถนัดสายวรยุทธ์ พวกเขาเคยส่งใบรับรองระดับฉายามาให้เหมือนกัน แต่ฉันจำไม่ได้แล้วว่าโยนทิ้งไปไว้ไหน"
ซี๊ดดด~
คนอื่นต้องไปสอบแทบตาย พี่มีคนเอามาประเคนให้ถึงที่? แถมยังเป็นระดับฉายา?
ตัวแม่นี่หว่า น่ากลัวชะมัด!
"พี่สาว ทำไมพี่เก่งขนาดนี้เนี่ย?"
"ความพยายาม"
"พี่ฝึกมานานแค่ไหนแล้วครับ?"
"ไม่นาน"
"เมื่อไหร่ผมจะเก่งเหมือนพี่บ้างน้า?"
"......"
ผ่านไปพักใหญ่ ต่อให้จินซู่ความอดทนสูงแค่ไหน ก็เริ่มรำคาญไอ้เด็กขี้ตื๊อนี่แล้ว
"พอได้แล้ว กลับไปทำงานซะ!"
เซี่ยหลิงซินทำท่าจะงัดลูกอ้อนมาใช้อีก
แต่คราวนี้จินซู่ไม่หลงกล "อย่าคิดว่างานที่ฝ่ายคัมภีร์โบราณมันว่างแล้วเธอจะอู้นะ"
"หนทางแห่งการฝึกตน คือการแย่งชิงความเป็นหนึ่ง ถ้าเธอไม่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่ง ก็ล้มเลิกไปซะเถอะ"
"จริงสิ ในเมื่อเธอสร้างเทพวิญญาณได้แล้ว เรื่องบรรจุเป็นพนักงานประจำก็ไม่ยาก ตั้งใจทำงาน พอแต้มความดีความชอบถึงเกณฑ์ ฉันจะทำเรื่องบรรจุให้ทันที"
เซี่ยหลิงซินเกาหัว "ทราบแล้วครับพี่สาว"
มองดูเขาเดินคอตกออกจากห้องทำงานไป จินซู่ก็ถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้ายิ้มๆ
"เอ็งเป็นอะไรกับหัวหน้าจินวะ?"
พอกลับมาถึงห้องเก็บคัมภีร์ ลุงเจียงก็รีบกระแซะเข้ามาถามเสียงเบา
เซี่ยหลิงซินกลอกตา "ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่ครับ"
ลุงเจียงทำหน้าแบบรู้ทัน "เสี่ยวเซี่ย เอ็งยังเห็นลุงเป็นคนอื่นคนไกลสินะ"
ก็ลุงเป็นคนอื่นคนไกลจริงๆ นี่นา
เซี่ยหลิงซินคิดในใจ แต่ปากก็ตอบปัดๆ ไป
ลุงเจียงเห็นถามไม่ได้ความก็ไม่เซ้าซี้ต่อ
แต่ในใจฟันธงไปแล้วว่าไอ้หนุ่มนี่ต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจินซู่ชัวร์
"งั้นข้าออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อยนะ เอ็งเฝ้าห้องไป"
ว่าแล้วแกก็เดินตัวปลิวออกไป
เซี่ยหลิงซินงงนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ
มีภาพนิมิตมหาจักรพรรดิอยู่กับตัว เขาไม่ยอมเป็นแค่คนธรรมดาแน่
การฝึกตนต้องเป็นที่หนึ่ง เป็นเซียนคือปณิธาน
เรื่องเป็นปรมาจารย์คัมภีร์ที่จินซู่บอก เขาก็สนใจเหมือนกัน
เด็กๆ เขาเลือกกัน ผู้ใหญ่แบบฉันเอาหมด!
ทว่า เขาหารู้ไม่ว่า ในช่วงบ่ายสั้นๆ ที่เขานั่งอ่านหนังสืออยู่นั้น ข่าวลือเรื่องเขาเป็น "เด็กเส้น" ได้แพร่สะพัดไปทั่วสำนักงานสิ่งแวดล้อมแล้ว
เด็กเส้นไม่ใช่เรื่องแปลก ตั้งแต่เซี่ยหลิงซินก้าวเข้ามา ทุกคนก็รู้ว่าเขาเป็นเด็กเส้น
แต่การที่เส้นสายของเขาคือจินซู่ นั่นสิเรื่องแปลก
จินซู่เป็นจุดสนใจในสำนักงานอยู่แล้ว
สวย เก่ง ทรงพลัง แถมประวัติลึกลับ
ลือกันว่าเธอมาจากดาวกลาง ไปล่วงเกินผู้ใหญ่เข้าถึงโดนเด้งมาอยู่ชายขอบอย่างดาวแดนบูรพา เมืองเหลยโจว
แต่ไม่มีใครกล้าหือกับเธอ กลับเลื่อมใสศรัทธากันถ้วนหน้า
เพียงแต่จินซู่มักจะวางตัวห่างเหิน ไม่ไว้หน้าใคร แม้แต่ผู้บริหารในสำนักงานหรือผู้ใหญ่ในเมืองก็ไม่เว้น
ความเย็นชาของเธอไม่ใช่ความหยิ่งยโสโอหัง แต่เป็นการปฏิบัติต่อทุกคนและทุกสิ่งอย่างเท่าเทียมกัน
บวกกับหน้าตาระดับนางฟ้า เธอคือนางในฝันของหนุ่มๆ แทบทุกคน
ตอนเซี่ยหลิงซินมาใหม่ๆ ไม่มีใครสนใจ อย่างมากก็นินทานิดหน่อย แต่พอรู้ว่าเทพธิดาเป็นคนเปิดประตูหลังรับเขาเข้ามา สำนักงานสิ่งแวดล้อมสาขาศาลเจ้าเหลยจู่เล็กๆ แห่งนี้ก็แทบระเบิด
เซี่ยหลิงซินไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เห็นคนชอบเดินมาด้อมๆ มองๆ หน้าห้องเก็บคัมภีร์ ก็ได้แต่งงเป็นไก่ตาแตก
เวลาเลิกงานของสำนักงานคือหกโมงเย็น
เซี่ยหลิงซินเพิ่งมารายงานตัววันแรก ไม่มีงานค้าง ถึงเวลาก็เด้งได้ทันที
แถมยังมีโรงอาหารพนักงานอีกต่างหาก
แค่ข้อนี้ข้อเดียว เขาก็ฟินสุดๆ แล้ว
ถือบัตรข้าวที่จินซู่ให้มา มุ่งหน้าสู่โรงอาหารทันที
ตอนนี้ถังแตก หน้าบงหน้าบางไม่ต้องสนแล้ว มีให้กินก็กินไปก่อน
จัดหนักจัดเต็มจนพุงกาง
อาหารที่นี่แม้จะไม่ได้เลิศรสระดับภัตตาคาร แต่ปริมาณไม่อั้น สารอาหารครบถ้วน
สำนักงานเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนยอดฝีมือ เรื่องกินไม่มีทางขี้เหนียวอยู่แล้ว
อาหารมื้อนี้เพียงพอจะเติมเต็มความหิวโหยของเขาได้อย่างเหลือเฟือ
ข้าวนิ่มๆนี่มันหอมอร่อยจริงๆ
"นายคือเด็กใหม่ห้องเก็บคัมภีร์เหรอ?"
ระหว่างกำลังยัดทะนาน ก็รู้สึกถึงสายตาแปลกๆ หลายคู่จับจ้องมา
ชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาคนหนึ่ง อายุราวๆ ยี่สิบ เดินตรงมาหยุดที่โต๊ะเขา
เซี่ยหลิงซินเงยหน้าขึ้น แก้มตุ่ยเหมือนหนูแฮมสเตอร์ กระพริบตาปริบๆ ตอบเสียงอู้อี้ "ช่ายฮะ มีลายเหยอ?"
"หึ"
ชายหนุ่มกวาดตามองเขาหัวจรดเท้า แสยะยิ้มเย็นชา แล้วก็เดินสะบัดก้นจากไป
"......"
ประสาท
เซี่ยหลิงซินเกาหัว ไม่เก็บมาใส่ใจ ตั้งหน้าตั้งตายัดข้าวเข้าปากต่อไป ท่ามกลางสายตาประชาชีที่มองมา ก่อนจะเดินลูบพุงออกจากศาลเจ้าเหลยจู่ ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเก่งกลับบ้านอย่างราชา
เลิกงานตรงเวลานี่มันสวรรค์ชัดๆ!
...
"ตาแก่?"
พอกลับถึงตึก 86 ห้อง 1517
ก็พบว่ามีคนอยู่ก่อนแล้ว ชายวัยสามสี่สิบ หน้าตาดูผู้ดีมีความรู้ แต่แฝงความตกอับ
กำลังนั่งโซ้ยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หน้าตาบอกบุญไม่รับ
คือเซี่ยตงซาน พ่อบังเกิดเกล้าของร่างนี้นั่นเอง
เซี่ยหลิงซินเบ้ปาก "กลับมาทำไมเนี่ย?"
"ฮึ! ฉันเป็นพ่อแก นี่บ้านฉัน ฉันจะกลับมาไม่ได้รึไง?"
คนคนนี้หน้าตาผู้ดี แต่นิสัยไม่ผู้ดีเอาซะเลย
"พ่อชาวบ้านที่ไหนเขาทิ้งลูกทิ้งเต้าหายหัวไปเป็นสิบๆ วันบ้างล่ะ"
เจอกับหน้าบูดๆ ของตาแก่เซี่ย เซี่ยหลิงซินก็ชินชา สวนกลับด้วยวาจาอาบยาพิษตามสไตล์
"......"
ขนเม่นบนตัวเซี่ยตงซานที่ทำท่าจะพองใส่ หุบลงทันที หดคอลง แต่หน้ายังบูดอยู่
เซี่ยหลิงซินนั่งลงตรงหน้า "ใครไปเหยียบหางมาอีกล่ะ?"
พอถามคำนี้ หน้าตาแก่เซี่ยก็ยิ่งบูดกว่าเดิม "ฮึ! ไอ้พวกแก่กะโหลกกะลานั่น รังแกกันเกินไปแล้ว!"
[จบแล้ว]