เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเก้าเขตแคว้น

บทที่ 6 - สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเก้าเขตแคว้น

บทที่ 6 - สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเก้าเขตแคว้น


บทที่ 6 - สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเก้าเขตแคว้น

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

วันรุ่งขึ้น

"เสี่ยวเซี่ย จะออกไปข้างนอกเหรอ?"

ทันทีที่เซี่ยหลิงซินก้าวพ้นประตู ป้าวัยสี่ห้าสิบคนหนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับกระถางดอกเทียนหยดตรงระเบียงทางเดินก็ทักขึ้น

นี่คือเพื่อนบ้านห้องข้างๆ แซ่เซี่ยเหมือนกัน

ในหมู่บ้านเหลยกงแห่งนี้มีคนแซ่เซี่ยปาเข้าไปเกือบครึ่ง

ดูเหมือนว่าในช่วง "ยุคฟื้นฟูครั้งใหญ่" ที่เคยเรียนแค่ในวิชาประวัติศาสตร์ ผู้คนต่างใช้สายเลือดและแซ่สกุลเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว รวมกลุ่มกันอยู่อาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อความอยู่รอดและการพัฒนา

นานวันเข้า "ตระกูล" ก็กลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของมหาพันธรัฐจิวโจว

ไปที่ไหนก็เจอแต่ตระกูลน้อยใหญ่ ยิ่งสถานะทางสังคมสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเคร่งครัดเรื่องสายเลือดและประเพณีมากเท่านั้น

ส่งผลให้มหาพันธรัฐจิวโจวแม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่วิถีชีวิตกลับเต็มไปด้วยตระกูลผู้มีอิทธิพล คล้ายกับระบอบศักดินาในชาติที่แล้ว มีแต่จะมากกว่าไม่มีน้อยกว่า

ทว่าในชนชั้นล่างอย่างหมู่บ้านเหลยกง ความเป็นตระกูลกลับเจือจางลงมาก

นอกจากงานไหว้บรรพบุรุษประจำปีแล้ว ปกติก็ไม่ค่อยสุงสิงกันเท่าไหร่

อย่างป้าแซ่เซี่ยตรงหน้านี้ แม้จะอยู่ตระกูลเดียวกัน แต่เซี่ยหลิงซินก็จำไม่ได้แล้วว่าแกชื่ออะไร

รู้แค่ว่าต้องเรียกว่าป้าเซี่ย

และรู้แค่ว่าแกต้องออกมาวุ่นวายกับกระถางดอกเทียนหยดทุกเช้าเย็น

นิสัยส่วนตัวเซี่ยหลิงซินไม่ได้เป็นคนเก็บตัว แต่เจ้าของร่างเดิมน่ะใช่

ตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ร่างเดิมอายุแค่สิบขวบ เพื่อเลี่ยงปัญหา เขาเลยสวมรอยเป็นคนเก็บตัวตามเจ้าของร่างเดิม

ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

แต่ต่อให้ปิดบังยังไง นิสัยเนื้อแท้ก็ต่างจากร่างเดิม อยู่กันมาหลายปี ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ถือว่าใช้ได้

"อรุณสวัสดิ์ครับป้าเซี่ย" เซี่ยหลิงซินพยักหน้าให้แก แล้วเดินสวนไป

ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ไม่เย็นชาแต่ก็ไม่กระตือรือร้น วางตัวได้พอดิบพอดี

"เซี่ยหลิงซิน ไปรับจ้างวิ่งวุ่นอีกแล้วเรอะ?"

เซี่ยหลิงซินยิ้มตอบตามมารยาท "ถ้าไม่ไปวิ่งงาน ป้าจะเลี้ยงผมเหรอครับ?"

"ถุย!"

ป้าเซี่ยถมน้ำลายลงพื้น แล้วสวนกลับด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม "เซี่ยหลิงซิน อายุอานามขนาดนี้ควรจะตั้งใจเรียนหนังสือหนังหา อย่าให้พ่อแกต้องผิดหวัง! ให้แม่ใจร้ายใจดำของแกต้องสำนึกเสียใจ!"

นี่มันหลอกด่าว่าเขามีพ่อแต่ขาดแม่สั่งสอนชัดๆ

สมกับเป็นยอดยุทธ์ฝีปากกล้า ฆ่าคนไม่ต้องใช้มีด!

เซี่ยหลิงซินฉีกยิ้มสดใส ปากเคลือบน้ำผึ้งอาบยาพิษ "ป้าจะมายุ่งอะไรด้วยครับ? ชอบยุ่งกับเด็กขนาดนี้ ทำไมไม่ไปมีลูกเองสักคนล่ะ? หรือว่า... ไม่มีใครยอมทำลูกด้วย?"

แกแรงมาฉันก็แรงกลับ ตาต่อตาฟันต่อฟัน

"แก...! ฉันไม่อยากจะเสวนากับแกแล้ว!"

ป้าเซี่ยอุ้มกระถางดอกเทียนหยดวิ่งหนีเข้าห้องพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ

"เฮอะ กระจอก"

เซี่ยหลิงซินเดินจากไปอย่างผู้ชนะ

"เสี่ยวเซี่ย วันก่อนป้าเห็นตำรวจมาส่งแกที่บ้าน ไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ? บอกแล้วว่าให้ตั้งใจเรียนก็ไม่ฟัง เอาแต่ทำตัวเหลวไหล เดี๋ยวก็ได้ไปกินข้าวแดงในคุกหรอก!"

"ป้าสิก่อเรื่อง ก่อเรื่องกันทั้งบ้านนั่นแหละ!"

ตลอดทางเดินยาวเหยียด มีคนโผล่มาประมือฝีปากกับเขาเป็นระยะ

เซี่ยหลิงซินส่งยิ้มทักทายกลับไปอย่างทั่วถึง

ข้อเสียของแฟลตรูหนูก็ตรงนี้แหละ ไม่มีความเป็นส่วนตัว แค่มีอะไรขยับนิดหน่อยก็รู้กันไปทั้งตึก

พวกเขาอาจไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ก็ไม่ได้หวังดีอะไร

แค่ว่างจัด หาเรื่องนินทาชาวบ้านแก้เบื่อไปวันๆ

เซี่ยหลิงซินชินชาไปนานแล้ว

แต่เขาเป็นคนยังไง? เกิดมาพร้อมกระดูกสันหลังที่ดื้อรั้น เป็นพวกรักศักดิ์ศรี ยอมหักไม่ยอมงอ จะให้ยอมโดนด่าฟรีๆ ได้ไง?

การได้ปะทะคารมกับคนอื่น คือความบันเทิงอย่างหนึ่ง

"ไอ้เด็กนี่ ไม่รู้ไปก่อคดีอะไรมา เห็นตำรวจมาหาหลายรอบแล้ว"

"ฉันบอกแล้วว่าไอ้เด็กนี่ไม่ใช่คนดี แม่ไม่เอาพ่อไม่เลี้ยง ไร้การอบรมสั่งสอน เรียนก็ไม่เรียน ได้ข่าวว่าไปพัวพันกับพวกแก๊งนักเลงแถวตลาดสดด้วยนะ!"

"อย่ามามั่ว! เสี่ยวเซี่ยไม่ใช่คนแบบนั้น!"

"นั่นสิ เสี่ยวเซี่ยลำบากจะตาย ตัวแค่นี้ต้องออกไปหาเช้ากินค่ำ เคยเห็นลูกเต้าเหล่าใครขยันขันแข็งรู้ความขนาดนี้บ้าง?"

"อ้าว ยายหวัง ลูกชายบ้านป้าโตกว่าเขาอีกไม่ใช่เหรอ? วันๆ เอาแต่ลอยชายไปมา ไม่ทำมาหากิน!"

"ตาแก่หม่า ลูกชายแกก็เหมือนกัน แกอุตส่าห์ขัดขี้ไคลก้นให้ชาวบ้านในโรงอาบน้ำมาเป็นสิบปี ขัดจนก้นเปื่อยกว่าจะส่งเสียให้มันไปเรียนในเมืองได้ มันกลับเอาแต่ฝันกลางวัน อยากเข้าแก๊ง อยากฝึกเซียน ไม่มีความเป็นโล้เป็นพาย!"

"ถุย! ยุ่งอะไรด้วย!"

"ไอ้แว่นหลัว! เซี่ยหลิงซินเป็นลูกนอกไส้แกหรือไง? ถึงได้ปกป้องจัง! จะบอกให้นะ ลูกชายฉันมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา อยากฝึกตนแล้วมันหนักหัวใคร? หา!"

"..."

ล้วนเป็นเพื่อนบ้านย่านเดียวกัน ต่างรู้กิตติศัพท์ความปากจัดของเซี่ยหลิงซินดี เลยไม่กล้าปะทะซึ่งหน้า รอให้เขาเดินผ่านไปก่อน ถึงค่อยส่งเสียงถกเถียงกันไล่หลังมา

พวกเขานึกว่าเซี่ยหลิงซินเดินไปไกลแล้วคงไม่ได้ยิน

หารู้ไม่ว่าตอนนี้เขาฝึกฝน 《เคล็ดวิชาเพ่งจิตขั้นพื้นฐาน》 และ 《ภาพนิมิตมหาจักรพรรดิเทศนาธรรม》 จนสร้างเทพวิญญาณได้สำเร็จ

เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน แต่หูตาของเขาเฉียบคมกว่าแต่ก่อนมากโข

เก็บตกคำนินทาพวกนี้ได้ทุกเม็ด

มีทั้งคนด่า มีทั้งคนชม

เซี่ยหลิงซินก็ไม่ได้คิดจะวนกลับไปเอาเรื่อง

ตอนนี้พี่เซี่ยคนนี้เป็นผู้ฝึกตนแล้ว จะไปถือสาหาความกับมดปลวกพวกนี้ทำไม?

จะว่าไป แฟลตรูหนูก็เหมือนสังคมขนาดใหญ่ จะบอกว่าร้อยพ่อพันแม่ก็ยังดูดีไป

เขาเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เกิดมาชาติหนึ่งต้องเจอคนร้อยแปด

การที่มีคนช่วยตบปากพวกปากเสียแทนเราได้ ก็ถือว่าใช้ชีวิตได้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

"ยายครับ ขอหมั่นโถวสองลูก"

เดินลงมาถึงตรอกข้างล่าง มีหญิงชราแซ่เซี่ยวัยเกือบเจ็ดสิบตั้งแผงลอยขายน้ำเต้าหู้ ซาลาเปา ปาท่องโก๋

คนเมืองเหลยโจวมีนิสัยชอบกินน้ำเต้าหู้จิ้มปาท่องโก๋เป็นมื้อเช้าและมื้อดึก

ในแฟลตรูหนูแต่ละชั้นมีครัวรวมแค่ที่เดียว พอถึงเวลาอาหารคนก็แน่นเอี๊ยด

ตาแก่เซี่ยไม่อยู่ เซี่ยหลิงซินไม่มีทางไปเบียดเสียดแย่งที่กับใครหรอก

เอาเวลาไปวิ่งรับงานเพิ่มสักสองสามรอบยังคุ้มกว่า

หมั่นโถวสองลูกห้าสิบสตางค์ ต้มน้ำร้อนกินแกล้ม แค่นี้ก็อยู่ท้องไปครึ่งวัน

ยายเซี่ยเงยหน้าเห็นเซี่ยหลิงซิน ก็ทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ "กินแต่หมั่นโถวทุกวัน จะหาเงินมาซื้อของดีๆ กินมันยากนักหรือไง?"

รับเงินห้าสิบสตางค์ไป แต่กลับมือไวหยิบซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกยัดใส่มือเขา

"ยายครับ นี่มัน..."

ยังไม่ทันพูดจบ ยายเซี่ยก็โบกมือไล่เหมือนไล่หมูไล่หมา "ไปๆๆ! รีบไปให้พ้น! ข้าจะขายของ อย่ามาเกะกะ!"

เซี่ยหลิงซินรู้นิสัยแกดี ขืนเถียง เดี๋ยวแกจะยัดมาให้อีกสองลูก

เลยได้แต่ขอบคุณอย่างจนใจ

อย่าเห็นว่ายายแกหน้าดุเสียงดุ แต่ใจดีกว่าใครหลายคนนัก

จริงๆ ก็เพราะเห็นเขาอายุน้อย ไม่มีใครดูแล กินแต่อาหารขยะ ตัวผอมแห้ง แกเลยหาข้ออ้างเพิ่มสารอาหารให้เขาอยู่เรื่อย

นี่เป็นคนส่วนน้อยในหมู่บ้านเหลยกงที่เซี่ยหลิงซินไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย

จัดการเขมือบความหวังดีของยายเซี่ยลงท้องในสามคำ แล้วก็กระโดดขึ้นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิต มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเก่ง บิดออกจากตรอก

จะฝึกตน ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดของตาแก่เซี่ยไม่มีทางพอ

เรื่องเข้าสำนักงานสิ่งแวดล้อมก็ยังลูกผีลูกคน

ค่าใช้จ่ายในการฝึกตน ใครๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะแบกรับไหว

เงินเก็บหลายปีก็ทุ่มไปกับวิชาเพ่งจิตพื้นฐานจนหมดตูดแล้ว

เขายังไม่มีวาสนาจะได้นั่งฝึกจิตอยู่บ้านเฉยๆ

ต้องหาวิธีหาเงิน ไม่งั้นอย่าว่าแต่ฝึกตนเลย จะกินแกลบตายเอา

เปิดมือถือ

เขาเริ่มรับงานผ่านแอป "ไป่ซื่อต๋า" (สารพัดนึก) มาตั้งแต่อายุสิบขวบ

ส่งอาหาร ส่งพัสดุ รับจ้างทำเรื่องแปลกๆ สารพัด

ที่นี่ไม่มีกฎหมายห้ามใช้แรงงานเด็ก

ชาติที่แล้วอุตส่าห์ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากโคลนตม พอจะลืมตาอ้าปากได้ ก็ดันต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่

จะไปร้องเรียนกับใครได้?

"ติ๊ง~ คุณมีคำสั่งซื้อใหม่~"

โอ๊ะ มาได้จังหวะพอดี

เซี่ยหลิงซินตาไว กดรับงานทันควัน

กำลังจะอ่านรายละเอียด

"เซี่ยหลิงซิน! รอด้วย!"

เสียงเป็ดแตกหนุ่มดังไล่หลังมา ยังไม่ทันหันไปดู มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าก็ยวบลงฮวบ พร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนจะพังมิพังแหล่

"ไปส่งฉันที่โรงเรียนหน่อย!"

"หม่าเฟย ถ้ารถฉันพัง นายเตรียมตัวขายไตใช้หนี้ได้เลย เย็นนี้ฉันจะไปทวงเงินกับพ่อนาย"

เซี่ยหลิงซินหันไปถลึงตาใส่ผู้มาเยือน

เจ้าหนุ่มร่างท้วม รุ่นราวคราวเดียวกับเขา แต่ส่วนสูงและน้ำหนักกินขาด

ไอ้หมอนี่ก็คือหนึ่งในพวกปากเสียที่นินทาเขาเมื่อกี้ ลูกชายของตาแก่หม่ามือขัดก้นประจำโรงอาบน้ำที่เรียนอยู่ในตัวเมือง

รู้ว่าเขาต้องวิ่งงานเข้าเมืองทุกวัน เลยชอบมาเนียนติดรถไปโรงเรียน

เซี่ยหลิงซินกล้าฟันธงว่าตาแก่หม่าต้องเป็นคนเสี้ยมสอนมาแน่ๆ เพื่อประหยัดค่ารถไฟฟ้าหนึ่งเหรียญยี่สิบ

ดูที่อยู่ในใบงานแล้ว ก็ถือว่าเป็นทางผ่าน

เห็นแก่ที่เขาแอบพ่วงปลั๊กไฟบ้านมันมาชาร์จแบตรถ เซี่ยหลิงซินเลยไม่ถือสา

ตาแก่หม่าถึงจะขี้งกและปากจัด แต่ฝีมือขัดขี้ไคลนี่ระดับเทพ

ลูกค้าเก่าในหมู่บ้านและขาจรจากข้างนอกต่างติดใจฝีมือแก วันๆ งานยุ่งหัวหมุน

เซี่ยหลิงซินเลยยุให้หม่าเฟยแอบลากสายไฟจากบ้านมาให้เขาชาร์จแบต

รีบเก็บก่อนตาแก่หม่าจะกลับมา

เพราะบ้านตาแก่หม่าอยู่ชั้นหนึ่ง สะดวกดี

อืม ถือว่าวินวินทั้งคู่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบกน้ำหนักสองคน ค่อยๆ คลานไปตามถนนอย่างยากลำบาก

เซี่ยหลิงซินเองก็นานๆ ทีจะขับช้าๆ ได้มองดูเมืองที่อาศัยมาหลายปีแต่ไม่เคยได้มองดีๆ สักครั้ง

โลกนี้นอกจากสิ่งมีชีวิตแฟนตาซีบางอย่างแล้ว จริงๆ ก็ไม่ต่างจากชาติที่แล้วเท่าไหร่

เมืองเหลยโจวเป็นแค่เมืองระดับสามระดับสี่บนดาวแดนบูรพา

แต่ในย่านใจกลางเมือง ตึกระฟ้า แสงสีเสียง ก็มีครบครันไม่น้อยหน้าใคร

ป้ายโฆษณาโฮโลแกรมขนาดยักษ์ ฉายภาพกลางอากาศ

แม้จะเป็นเวลากลางวัน ก็ยังดูสดใสอลังการ

ท่ามกลางความวุ่นวาย ก็ยังมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัด ไม่มีความโกลาหล

ทันใดนั้น สายตาเขาก็ไปสะดุดกับจอโฆษณายักษ์จอหนึ่ง

"เฉินจิ่นซิน ยอดเยาวชนนักฝึกตนผู้โดดเด่นแห่งเมืองเรา ได้เดินทางกลับถึงเมืองเหลยโจวแล้ว..."

"ท่านนายกเทศมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีกับเฉินจิ่นซินที่เพิ่งคว้าแชมป์การประลองธรรมอันดับหนึ่งในใต้หล้า รุ่นเยาวชนหญิง ครั้งที่ 365..."

"มีรายงานว่า ก่อนที่เฉินจิ่นซินจะคว้าแชมป์อันดับหนึ่งในใต้หล้ารุ่นเยาวชนหญิง เธอได้รับจดหมายตอบรับเข้าศึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับจักรวาล อย่างมหาวิทยาลัยสหพันธ์ดวงดาวกลาง วิทยาลัยคุนหลุน และสถาบันยุทธ์เทพ..."

"เมื่อถูกถามว่าจะเลือกเรียนที่ไหน เฉินจิ่นซินกลับให้คำตอบที่เหนือความคาดหมาย โดยระบุว่าจะกลับมาเรียนที่วิทยาลัยเจ็ดดาราในบ้านเกิดเมืองเหลยโจว..."

บนหน้าจอยักษ์ปรากฏภาพเด็กสาวหน้าตาสะสวย

"เป็นไง? สวยไหมล่ะ?"

หม่าเฟยเองก็มองจอยักษ์อยู่เหมือนกัน ใบหน้าฉายแววภาคภูมิใจอย่างประหลาด

"นี่คือหงส์ทองที่บินออกจากเมืองเราเชียวนะ อันดับหนึ่งในใต้หล้า! ถึงจะเป็นแค่รุ่นเยาวชนหญิง แต่ก็นับรวมอัจฉริยะจากดาวเคราะห์ทั้งเก้าดวงในระบบดาวบรรพกาลมารวมกันเลยนะเว้ย!"

ระบบดาวบรรพกาลเก้าดวง มีดาวกลางเป็นผู้นำ รวมตัวกันเป็นมหาพันธรัฐจิวโจว

ดาวเคราะห์ทั้งเก้าดวงนี้ คือเศษเสี้ยวที่แตกออกมาจากดาวบรรพกาล แล้วก่อตัวใหม่เป็นดาวเคราะห์เก้าดวง

เก้าดวงดาวมีกำเนิดเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า "ระบบดาวบรรพกาล"

เซี่ยหลิงซินรู้มานานแล้วว่าดาวบรรพกาล ก็น่าจะเป็นดาวโลกสีฟ้าในชาติที่แล้วนั่นแหละ

เพราะเขามักจะเห็นข่าวการขุดค้นพบโบราณวัตถุจากดาวบรรพกาลอยู่บ่อยๆ

ในปากคำของคนยุคนี้ มันคือซากอารยธรรมยุคเทพนิยาย

แต่เซี่ยหลิงซินจำของบางอย่างได้แม่น มันคือของใช้ในยุคโลกเก่านั่นเอง

ตอนนี้ที่ที่เขายืนอยู่คือดาวแดนบูรพา เป็นดาวบ้านนอกดวงหนึ่งในเก้าดวง

"ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งที จะแต่งเมียต้องแต่งระดับเฉินจิ่นซิน!"

หม่าเฟยไม้ไม้กางมือ ตื่นเต้นจนหน้าอูมๆ แดงก่ำ

ทำยังกับตัวเองเป็นลูกผู้ชายคนนั้นซะงั้น

เซี่ยหลิงซินมองบนด้วยความเอือมระอา

ความสนใจของเขาไม่ได้อยู่ที่เด็กสาวคนนั้น แต่อยู่ที่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอต่างหาก

กล้องจับภาพเด็กหนุ่มคนนี้แค่แวบเดียว หม่าเฟยมัวแต่จ้องสาวเลยไม่ทันสังเกต

เด็กหนุ่มคนนั้น หน้าตาถ้าไม่บอกว่าโขลกออกมาจากพิมพ์เดียวกับเซี่ยหลิงซินเป๊ะๆ ก็ต้องบอกว่าเหมือนกันอย่างน้อยแปดส่วน

นั่นคือน้องชายของร่างเดิมสินะ?

เซี่ยหลิงซินไม่เคยเจอตัวจริง ได้แต่จำเอาจากความทรงจำเลือนรางของร่างเดิม

และพอเห็นภาพนั้น ใจมันก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

หรือว่าสายเลือดจะส่งผลถึงกันจริงๆ?

ถ้าอย่างนั้น เด็กสาวคนนั้น ก็คือเด็กน้อยที่ร่างเดิมเคยช่วยไว้ในตอนนั้น?

เทียบกับเด็กน้อยในความทรงจำของร่างเดิม ก็พอมีเค้าเดิมอยู่บ้าง

ภาพร่างเล็กๆ แก้มป่องเหมือนซาลาเปาเปื้อนคราบมอมแมมผุดขึ้นในหัว

ท่าทางน่ารักน่าสงสาร พูดเสียงสั่นเครือว่า "พี่หลิง หนูรัว อย่าทิ้งหนูไว้คนเดียวนะ..."

เซี่ยหลิงซินชะงักไปนิดหนึ่ง

ความทรงจำของร่างเดิมกำลังเล่นตลก

"พอได้แล้ว เลิกมองเถอะ มองไปก็เท่านั้น"

ตอนนั้นเอง หม่าเฟยกลับได้สติก่อน เห็นเซี่ยหลิงซินยังแหงนหน้ามองจอยักษ์อยู่ ก็เข้าใจว่าเพื่อนโดนตกเข้าให้แล้ว

เลยตบหลังเพื่อนดังป้าบ

"คนระดับนั้นมันนางฟ้าบนสวรรค์ อยู่คนละโลกกับพวกเรา"

"แต่ว่านะ อีกเดี๋ยวฉันก็จะเริ่มฝึกตนแล้ว ด้วยพรสวรรค์ระดับท่านพี่หม่า สักวันหนึ่ง ฉันจะต้องได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอแน่นอน! ถึงตอนนั้น ฉันไม่ลืมเพื่อนฝูงอย่างนายแน่!"

พูดไม่ทันขาดคำ มันก็เพ้อเจ้ออีกแล้ว

เซี่ยหลิงซินแทงใจดำ "สักวันนี่คือนานแค่ไหน?"

"เอ่อ... ยุ่งน่า! เอาเป็นว่าไม่นานหรอก!"

"สรุปคือนานแค่ไหน?"

หม่าเฟยโกรธกลบเกลื่อน "ไสหัวไปเลยไป!"

เซี่ยหลิงซินทำหูทวนลม "นายบอกว่าจะเริ่มฝึกตนเร็วๆ นี้? ยังไงซิ?"

หม่าเฟยทำท่าลับๆ ล่อๆ "นายคิดว่าฉันไปโรงเรียนเสียเที่ยวหรือไง? นายไม่รู้หรอก ฉันน่ะตีซี้กับพวกแก๊งในเมืองไว้หมดแล้ว"

"ช่วงนี้ฉันได้ข่าววงในมาว่า แถวหมู่บ้านเหลยกงของเรากำลังจะโดนเวนคืนที่ดิน!"

"..."

สรุปคือเอ็งไปโรงเรียนเพื่อไปเข้าแก๊งอันธพาลสินะ? ไอ้นี่มันไปโรงเรียนเสียข้าวสุกจริงๆ

เซี่ยหลิงซินบ่นในใจ แล้วถามกลับ "แล้วมันเกี่ยวยังไง?"

"ทำไมจะไม่เกี่ยว?"

"ข้อเสนอของฝั่งนั้น นอกจากจะให้ห้องชุดในเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนแล้ว ยังให้เงินก้อนโตอีกต่างหาก"

"พอได้เงินก้อนนี้ ฉันก็จะซื้อวิชาเพ่งจิตพื้นฐาน แล้วจ้างอาจารย์ผู้ฝึกตนมาเป็นผู้นำทางให้ฉัน!"

"พอฉันเข้าสู่แดนตำนาน สร้างเทพวิญญาณสำเร็จ ก็มีสิทธิ์สอบเข้าวิทยาลัยเจ็ดดาราแล้ว!"

หม่าเฟยร่ายยาวด้วยความตื่นเต้น แล้วฉุกคิดได้ว่าเรื่องพวกนี้เซี่ยหลิงซินอาจจะไม่เข้าใจ เลยอธิบายขยายความให้ฟังอย่างละเอียด

แล้วก็โม้ต่อ "ฮี่ฮี่ เพื่อนรัก ถึงตอนนั้นเพื่อนคนนี้จะไม่ลืมนาย พอกูเป็นอาจารย์ผู้ฝึกตนแล้ว กูจะเป็นผู้นำทางให้นายฟรีๆ พานายฝึกตนเอง!"

เพื่อนยาก ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย พี่ชายคนนี้ล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่งแล้วว่ะ

เซี่ยหลิงซินเบ้ปาก แต่ก็ไม่ใจร้ายพอที่จะบอกความจริง

เรื่องที่มันพูดมา ในไฟล์เสียง "วิทย์น่ารู้ฉบับเซียน" ที่ซูหลีให้มาก็มีอธิบายไว้

ถ้ายังไม่สร้างเทพวิญญาณ ก็ไม่สามารถเข้าสู่แดนตำนานด้วยตัวเองได้

แต่คนที่ยังไม่เข้าแดนตำนานแล้วดันสร้างเทพวิญญาณได้ แทบจะหาไม่ได้เลยในหมื่นคน

เพราะงั้น มีอุปสงค์ ก็ต้องมีอุปทาน

นานมาแล้วมีปรมาจารย์ผู้ฝึกตน คิดค้นวิธีนำสิ่งของจากแดนตำนานออกมาสู่โลกวัตถุ

ของวิเศษจากตำนานพวกนี้ ล้วนแฝงพลังแห่งตำนาน มีสมุนไพรวิเศษที่ช่วยให้คนสร้างเทพวิญญาณได้

แต่เงื่อนไขยุ่งยากมาก ราคาก็เลยแพงหูฉี่ แถมมักจะมีแต่ราคาไม่มีของ

ดังนั้นจึงมีคนคิดค้นอีกวิธีที่คุ้มค่ากว่า

วิธีที่ใช้สิ่งของภายนอกกระตุ้นจิตวิญญาณชั่วคราว ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการมีเทพวิญญาณ

จากนั้นให้อาจารย์ผู้ฝึกตนคอยคุ้มกัน พาเข้าสู่แดนตำนาน

การจ้างอาจารย์ผู้ฝึกตนแม้จะแพง แต่เทียบกับการซื้อของวิเศษในโลกวัตถุแล้ว ถือว่าถูกกว่ากันเยอะ

นี่เรียกว่า "ผู้นำทาง"

โดยทั่วไป ไม่ว่าจะซื้อของวิเศษมาสร้างเทพวิญญาณ หรือยืมพลังวัตถุเข้าแดนตำนาน ก็ต้องอาศัยผู้นำทางทั้งนั้น

แค่จุดนี้จุดเดียว 《ภาพนิมิตมหาจักรพรรดิเทศนาธรรม》 ก็มีค่ามหาศาลจนประเมินไม่ได้แล้ว

ประหยัดเงินไปได้ตั้งเท่าไหร่

"จ้างผู้นำทางสักครั้ง อย่างต่ำก็ต้องหลักล้านไม่ใช่เหรอ?"

เซี่ยหลิงซินทำหน้าตกใจ "แถมระดับนาย ก่อนจะนำทาง ยังต้องจ้างอาจารย์มาติวเข้มวิชาเพ่งจิตพื้นฐานอีก ค่าใช้จ่ายบานเบอะ"

"บวกกับคอนโดในเมืองอีกห้อง อย่างน้อยก็หลายล้าน รวมๆ แล้วไม่ปาเข้าไปเกือบสิบล้านเหรอ? ผู้พัฒนาโครงการเป็นใครกัน ถึงได้ป๋าขนาดนี้?"

แม้จะยืมพลังวัตถุเข้าแดนตำนานได้ แต่พื้นฐานจิตใจก็ต้องไม่ไก่กาเกินไป

หม่าเฟยทำท่าลับลมคมในยิ่งกว่าเดิม กระซิบเสียงเบา "เครือบริษัทสายฟ้า นายเคยได้ยินไหม?"

"ตระกูลเฉินอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหลยโจว?"

เซี่ยหลิงซินคิ้วกระตุก

เงยหน้ามองเด็กสาวในจอยักษ์บนฟ้าอีกครั้ง

ชิ ชะตากับคนแซ่เฉินนี่มันหนีไม่พ้นจริงๆ แฮะ

"เครือบริษัทสายฟ้าจะมาสนอะไรกับหมู่บ้านเหลยกง?"

คนเมืองเหลยโจวไม่มีใครไม่รู้จักตระกูลเฉิน เครือบริษัทสายฟ้าก็เป็นของตระกูลเฉิน

แผ่อิทธิพลไปถึงเมืองใหญ่รอบๆ จนคนเขาเรียกกันว่า "เฉินแห่งเหลยโจว"

ด้วยขนาดและวิธีการของเครือบริษัทสายฟ้า ถ้าหมู่บ้านเหลยกงมีค่าจริง ป่านนี้คงโดนกว้านซื้อไปนานแล้ว

"ฉันจะไปรู้ได้ไง... เดี๋ยวนะ นายหมายความว่าไง? หมู่บ้านเหลยกงของพวกเรามันไม่ดีตรงไหน?"

หม่าเฟยเริ่มโวยวาย

"ดีครับ ดีที่สุดในสามโลกเลย"

เซี่ยหลิงซินเออออห่อหมก "แน่ใจนะว่าข่าวไม่มั่ว?"

หม่าเฟยเบ้ปาก "มั่วที่ไหน? พวกนี้เวนคืนที่ดินก็มีมุกเดิมๆ ใช้ทั้งไม้นวมไม้แข็ง"

"ผลประโยชน์ให้ไม่อั้น ถ้าใครยังไม่รู้จักกาลเทศะ ก็ต้องเจอไม้แข็ง"

"เฉินแห่งเหลยโจวมีหน้ามีตา ไม่มีทางลงมาทำเรื่องพรรค์นี้เองหรอก งานสกปรกแบบนี้ก็ต้องตกถึงมือแก๊งเจ้าถิ่น"

เซี่ยหลิงซินยิ่งสงสัย "ข่าวลับขนาดนี้ เขาจะมาบอกนายเหรอ?"

เขาไม่รู้ว่าหม่าเฟยไปคลุกคลีกับวงการนั้นท่าไหน แต่ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตาย ใครเขาจะเอาข่าววงในมาบอก?

ตัวเขาเองได้ยินข่าวยังหูผึ่ง

แฟลตรูหนูที่พวกเขาอยู่ ราคามันถูกยิ่งกว่าขี้ ขายไม่ออกด้วยซ้ำ

ถ้าเงื่อนไขดีขนาดนั้นจริงๆ เขาจะจับตาแก่เซี่ยทุบให้สลบแล้วจับเซ็นสัญญาขายบ้านฟันกำไรซะเลย

"เอี๊ยด~"

คุยกันเพลินๆ ก็มาถึงหน้าโรงเรียนของหม่าเฟย

เซี่ยหลิงซินเบรกเอี๊ยด หม่าเฟยกระโดดลง ตบไหล่เขาแล้วยักคิ้วหลิ่วตา:

"เข้าใจแล้วใช่ไหม? อย่าหาว่าเพื่อนไม่เตือน รีบไปกล่อมพ่อนายให้ขายไอ้บ้านรูหนูนั่นซะ แล้วเราสองพี่น้องจะได้ฝึกวิถียุทธ์ด้วยกัน วันหน้าจะได้สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วสหพันธ์จิวโจว!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 6 - สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเก้าเขตแคว้น

คัดลอกลิงก์แล้ว