เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 777 สนามทดสอบ?

ตอนที่ 777 สนามทดสอบ?

ตอนที่ 777 สนามทดสอบ?


เพราะโบราณสถานแห่งนี้เป็นที่อันตรายสุดขีดกลุ่มเขตรกร้างที่แปด กลุ่มทุ่งหิมะและกลุ่มเพลงสงครามยังถูกเชิญมาช่วย

ไม่ใช่เพียงแค่ราชาหลิงหวินและถูไห่เท่านั้น

เบื้องหลังของพวกเขายังมีนักสู้ปราณฟ้าทยอยตามมาเรื่อยๆ

ดังนั้นแผนสำรวจโบราณสถานโดยรวมยังถือว่าอยู่ในขั้นเตรียมการส่วนเวลาจะมีการจัดการให้ในภายหลัง ทั้งจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือน เป็นไปไม่ได้ที่เย่ว์หยางจะเคลื่อนไหวพร้อมกับพวกเขานอกจากนี้เขาเชื่อว่าคนของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์คงจะไม่รอเวลานานเกินไปอย่างแน่นอน  สมบัติในโบราณสถานใครมาก่อนย่อมได้ก่อนเป็นธรรมดาเย่ว์หยางเมื่อมาถึงแล้วคงไม่ยอมปล่อยสมบัติในโบราณสถานหลุดมือไป

ราชาหลิงหวินและคนอื่นๆรั้งอยู่ปล่อยให้เขาไปสำรวจตามลำพัง

ตามข้อมูลที่เจ้าอ้วนไห่และคนอื่นได้มาตอนกลางวันเมื่อถึงเวลากลางคืน เย่ว์หยางจะลอบเข้าโบราณสถาน

ที่ชายขอบรอบนอกทางเข้าโบราณสถานตรงแนวภูเขาถล่มจะมีกองทหารอัศวินกริฟฟินของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์และมีหน่วยทหารลาดตระเวน ของกลุ่มเขตรกร้างที่แปดกลุ่มทุ่งหิมะและกลุ่มเพลงสงครามสามกลุ่มใหญ่คอยกำกับดูแลการเข้าออกมีหัวหน้าที่เป็นนักสู้ปราณฟ้าสามคนดูแล

ด้วยพลังเย่ว์หยางในปัจจุบันและทักษะแฝงเร้นอำพรางในการลอบเข้าโบราณสถาน มีแต่นักสู้ที่เหนือกว่าระดับจักรพรรดิแดนสวรรค์เท่านั้นจึงจะตรวจเจอไม่อย่างนั้นเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนอื่น เย่ว์หยางยังคงอยู่ที่ทางเข้ารอบนอกเขายืนนิ่งหลายสิบนาทีและใช้เงาปีศาจแฝงตัวเข้าไปในความมืดไม่มีพวกนักสู้ของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์สังเกตออกว่าฮุยไท่หลางผ่านทางเข้าที่มีทหารตรวจตราอย่างเข้มงวดโดยพวกเขาไม่รู้สึกตัวถ้านักสู้ปราณฟ้าอื่น ผ่านมาบางทีพวกเขาอาจคิดว่าลมพัดแต่สำหรับเย่ว์หยางนั้นไวมากแม้แต่ตัวเขาเองยังแปลกใจ

ชั่วขณะความคิดเดียวก็ผ่านเข้าไปหลายกิโลเมตร

การคุ้มกันที่ทางเข้ารอบนอกยังไม่ใช่ทางเข้าที่แท้จริง เป็นแค่เพียงการผ่านจุดก่อสร้างที่จัดตั้งโดยตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์

ทางเข้าโบราณสถานที่แท้จริงเป็นจตุรัสขนาดยักษ์

ภายในมีรูปปั้นมากมายหลากหลายเผ่าพันธุ์  นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์เครื่องหมายตอนมีชีวิตของยอดฝีมือนั้น

แม้ว่าระดับพลังจะแตกต่างแต่รูปปั้นทั่วไปที่อยู่บนพื้นมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือประสบความสำเร็จผ่านได้อย่างน้อยสามรอบจึงจะมีคุณสมบัติ

โบราณสถานโบราณนี้จัดตั้งหลักศิลาในกลางพื้นที่ภายในนอกจากไม่มีคลังสมบัติเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นที่ฝึกฝนสำหรับนักสู้ปราณฟ้าอีก

ภายในแบ่งออกเป็นสิบด่านทุกครั้งที่ผ่านด่านจึงจะได้รับรางวัล

ต้องผ่านการทดสอบสามระดับถึงจะได้รับการยอมรับถ้าไม่สามารถผ่านด่านทดสอบสามรอบ นักสู้ปราณฟ้านั้นไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใด สถานะอะไรย่อมไม่มีคุณสมบัติ

หลังจากผ่านเข้าไปแล้วจนเสร็จสิ้นการทดสอบจะได้รับรางวัลสมบัติที่สามารถเปลี่ยนชะตานักรบระดับปราณฟ้าได้...

“เปลี่ยนชะตาของนักรบแดนสวรรค์?หรือว่าจะเป็นเลือดเทพ?” ครั้งนี้คนที่ยืนถอนหายใจอยู่หน้าหลักศิลาจารึกครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ใช่เย่ว์หยางแต่เป็นอาคันตุกะอีกคนหนึ่งที่คาดไม่ถึง บุรุษคนนี้มาถึงก่อนนี้เมื่อเทียบกับเย่ว์หยาง บันทึกข้อมูลของรูปปั้นทั้งหมดเป็นของตำหนักกลางและเขายืนอยู่หน้าเสาอนุเสาวรีย์ยิ้มอย่างคนเห็นแก่ตัว “เมื่อคนอื่นดำเนินแผนวางกลยุทธ์อยู่ในตำหนักไม่สามารถออกมาได้แต่ข้าก็มาแล้ว ฮ่าฮ่า นี่คือโชคชะตา! ชะตาของข้าจะเริ่มเปลี่ยนไปในขณะนี้ ตราบเท่าที่ข้าคว้าโอกาสนี้ได้ ข้าจะไม่ใช่แค่รองเจ้าตำหนักผู้พูดคุยกับคนอื่นๆ ในอนาคต  แต่ข้าจะกลายเป็นเจ้าตำหนัก และอาจกลายเป็นเจ้าตำหนักใหญ่เลยก็ได้!  ตราบเท่าที่ข้าได้เลือดเทพเจ้าพวกที่สูงส่งและยิ่งใหญ่เหล่านี้ ดูกันซิว่าข้าจะเหยียบพวกเขาไว้ในใต้เท้าได้ยังไง  หกพันปีผ่านไป โอกาสของข้ากำลังกลับมาอีกครั้งคราวนี้ข้าจะไม่ยอมพลาดอีก” หกพันปี เย่ว์หยางจำข้อมูลนี้ไว้ได้อย่างรวดเร็ว

บางทีเจ้าผู้นี้อาจจะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับการรบกับจักรพรรดิอวี้และแดนสวรรค์ในอดีต

มิฉะนั้นโอกาสจะเกิดขึ้นเมื่อหกพันปีที่แล้วได้ยังไง?

หลังจากเย่ว์หยางใช้พลังจักษุญาณทิพย์ตรวจดูบุรุษที่อยู่ต่อหน้าเขาอย่างระมัดระวัง เขาพบว่าบุรุษที่อยู่ข้างหน้านี้ไม่ใช่คนที่มีรัศมีเจิดจ้าที่เขาพบเจอในวันที่เมืองลี่จ้าวถูกทำลายเป็นอีกคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับบุรุษที่อยู่ต่อหน้าเขามีลักษณะและอากัปกิริยาที่คล้ายๆกัน  แต่พลังจะต่ำกว่านอกจากนี้คนผู้นี้ไม่ได้เปล่งแสงเหมือนกับบุรุษที่เปล่งแสงได้ก่อนนั้น

คนที่อ้างว่าเป็นรองเจ้าตำหนักยังคงระมัดระวังตัวเขาปล่อยคลื่นพลังระเบิดที่น่ากลัวตรวจสอบพื้นที่รอบๆ

เมื่อพบว่าไม่มีใครเหลืออยู่เขารู้สึกโล่งใจและเดินเข้าไปที่กลางจตุรัสที่ส่องประกายแสงส่งตัวเองเข้าวงเวทเทเลพอร์ต

เมื่อเขาเข้าไปแล้วเย่ว์หยางปรากฏตัวในความมืด

มีฮุยไท่หลางติดตามอยู่ด้านหลัง

วงเวทเทเลพอร์ตทำงานอีกครั้ง

เย่ว์หยางและฮุยไท่หลางสว่างวาบและถูกส่งเข้าไปถึงโลกที่แปลกประหลาด

ในโลกนี้มีพลังกฎสวรรค์มากมายนับไถ้วนเย่ว์หยางไม่เคยชักนำพลังกฎสวรรค์มากมายขนาดนั้นมาใช้ทำงาน  ถ้าไม่ใช่เพราะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็ต้องดึงมาใช้อย่างระมัดระวังดูว่าสามารถได้รับประโยชน์จากการศึกษาทำความเข้าใจพลังกฎสวรรค์ ด้วยตัวเอง

จุดเทเลพอร์ตมีหลักศิลาขนาดใหญ่โตมหึมา

ด้านบนเขียนไว้ว่าหุบเขาพิรุณ

มีแถวอักษรรูนสวรรค์เขียนถึงกฎที่ผู้เข้าทดสอบจะต้องทำตาม

เย่ว์หยางมองดูวับแรกก็ดีใจทันทีจนถึงเดี๋ยวนี้เขาจึงได้รู้ว่าโบราณสถานนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตั้งใจฆ่านักสู้ปราณฟ้าแต่นี่เป็นการฝึกพิเศษ และเนื่องจากว่าไม่มีใครรู้จักอักษรรูนแดนสวรรค์กลุ่มทหารรับจ้างที่เข้ามากลับไปกระตุ้นขัดขืนหลักการที่นี่  หุบเขาพิรุณนี้เป็นพื้นที่ต้องห้ามเฉพาะห้ามบินและห้ามอัญเชิญ”

นักรบคนใดที่พยายามจะบินจะตกลงบนพื้น  ยิ่งบินสูงก็จะร่วงลงมาหนักมากขึ้น

นักรบที่พยายามอัญเชิญอสูรจะถูกโจมตีโดยอสูรอัญเชิญหนักถึงสามเท่า...ข้อห้ามนี้อาจกล่าวได้ว่าคือการฝึกฝนพิเศษมีแต่คนที่มั่นใจอย่างที่สุดจึงกล้าอัญเชิญอสูรในหุบพิรุณ

น่าเสียดายที่ทหารรับจ้างเมื่อไม่รู้จักภาษารูนสวรรค์ก็ย่อมประสบเคราะห์กรรม

ทันทีที่พวกเขาเข้ามาข้างใน  พวกเขาจะเรียกอสูรของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นอสูรร่างเลียนแบบโจมตีใส่และอัญเชิญอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาสู้ศัตรู

ผลที่ตามมานั้นก็คือการฆ่าตัวตัวอย่างน่าเวทนา พวกทหารรับจ้างที่เข้าไปกลุ่มแรกโดยไม่รู้หลักการที่ห้ามเอาไว้  พวกเขามักจะต้องการบินและตกลงมาพบกับความตาย

ห่างออกหกกิโลเมตรรองเจ้าตำหนักมีอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เขาโจมตีและฆ่ามังกรบินทอง อสูรระดับปราณฟ้าสามตัว

แม้ว่ามังกรบินทองทั้งสามจะเป็นอสูรปราณฟ้าระดับหนึ่ง  แต่ก็ถูกฆ่าได้อย่างง่ายได้ แต่พวกมันถูกสร้างเลียนแบบด้วยพลังของกฎสวรรค์   จึงไม่มีศพเหลือให้เห็น และพอเงาร่างตายร่างมันจึงหายไป รอจนรองเจ้าตำหนักเรียกมังกรทองออกมาขับขี่ในท้องฟ้าจึงปรากฏร่างมังกรบินทองสามตัวบินเข้ามาหาเหมือนกับที่ฆ่าไปเมื่อครู่

ในหุบเขาพิรุณหลังจากที่อัญเชิญอสูรแล้วจากนั้นพลังกฎสวรรค์จะสร้างอสูรเลียนแบบอีกสามตัว เป็นเช่นนี้ไม่หยุดหย่อน

เย่ว์หยางเห็นแล้วเขาพยายามกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก

นั่นคือคำสาปที่คนไปกระตุ้นเพราะไม่มีความรู้

เมื่อไม่ได้เรียนรู้ภาษารูนสวรรค์ก็จะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงบนศิลาจารึก ในที่สุดก็ต้องเจ็บตัวแบบนี้....

ที่ผนังโถงใหญ่มีเถาไม้เลื้อยและมีคำเขียนไว้ว่าความรู้ทรงพลังมากกว่ากระบี่

ถ้ารองเจ้าตำหนักหรือทหารรับจ้างก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับความรู้และทำความเข้าใจอักษรรูนสวรรค์แล้ว เชื่อได้ว่าคงจะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เช่นนั้นแน่นอนว่าอักษรรูนสวรรค์ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เรียนรู้กันได้  ในหลายหมื่นปีที่แล้วอาจเป็นภาษาที่นิยมกัน แต่วันนี้อักษรรูนสวรรค์แทบจะสาบสูญไปจากแดนสวรรค์มีแต่อยู่ในมือของนักสู้ที่มีระดับเหนือจักรพรรดิขึ้นไป  แม้แต่นักสู้ปราณฟ้าระดับราชา  ยกเว้นราชาใจสิงห์คาดว่ามีคนไม่มากนักที่กล้าพูดว่าพวกเขามีความเชี่ยวชาญในอักษรรูนสวรรค์ รวมทั้งผู้มีสติปัญญาอย่างราชาหลิงหวินด้วย

ให้ความสำคัญแต่พลังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความรู้

บทเรียนในประวัติศาสตร์คล้ายกับที่เห็นในหอทงเทียน  วันนี้มีคนในหอทงเทียนไม่มากนักที่เชี่ยวชาญภาษารูนสวรรค์

หลังจากถูกโจมตีสามครั้งและห้าครั้งรองเจ้าตำหนักก็ยังไม่รู้ตัวว่าเขาไม่สามารถอัญเชิญอสูรได้ แต่เขากลับรู้สึกว่าต้องเป็นเคล็ดแฝงอะไรบางอย่าง และอสูรของเขาเองถูกสร้างด้วยเงาปีศาจเพื่อเพิ่มพลังให้เขาเอง

เขาโกรธจัดสังหารมังกรบินทองอีกสามตัว

เขาไม่ขับขี่อสูรอีกต่อไป

ส่งผลให้มังกรบินทองที่โจมตีเข้ามาไม่ขาดสายหยุดโจมตี  และทำให้เขารู้สึกภูมิใจ

ร่างของรองเจ้าตำหนักดิ่งลงพื้นเป็นครั้งคราวเขาไม่รู้เรื่องนั้น ยังคงคิดว่าแรงโน้มถ่วงที่นี่แปลกประหลาด พอกระโดดขึ้นก็ร่วงตกลงมาได้อย่างง่ายดาย เขาไม่คิดว่าที่นี่ไม่อนุญาตให้บินตั้งแต่แรกแล้ว ในฐานะที่รองเจ้าตำหนักมาจากตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์เป็นธรรมดาที่เขาไม่สามารถวิ่งบนพื้นได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนกับเย่ว์หยางแต่มองดูคล้ายลิงอุรังอุตังมากกว่า เขาพยายามกระโดดบิน แต่ก็ร่วงลงทุกครั้งคราพยายามจะควบคุมร่าง กระโดดแล้วก็ร่วงลง ฮุยไท่หลางยิ้ม มันกลั้นหัวเราะแทบกลิ้งเมื่อพบว่าสติปัญญาของเจ้าผู้นี้ไม่เท่ากับของมันกระมัง?

ในท้องฟ้ามีพายุฝนฟ้าคะนอง

ฝนเทลงมาเหมือนลูกศรยิงในทันใด

พอกระทบร่างของผู้คนเจ็บปวดจนแทบสลบ

เย่ว์หยางและฮุยไท่หลางเดินตามรองเจ้าตำหนักผู้หยิ่งยโสขวัญกล้าเทียมฟ้าโดยไม่ลังเลเมื่อรองเจ้าตำหนักออกมาที่ถนนใหญ่ พวกเขาจะต้องเสี่ยงพนัน ดูเหมือนว่าเจ้าผู้นี้จะถูกพลังกฎสวรรค์โจมตีใส่ที่ถนนใหญ่  ที่หุบเขาพิรุณแห่งนี้ไม่สามารถออกถนนใหญ่ได้แน่นอน มิฉะนั้นจะต้องถูกลงโทษจากพลังสายฟ้าฟาด

เปรี้ยง!

รองเจ้าตำหนักแม้จะไปทางซ้ายและวกไปขวาก็ยังถูกสายฟ้าฟาดใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า

ขณะนี้เขาอยู่ในสภาพผมฟูชี้ชันมีควันลอยกรุ่นเขาจึงรู้ได้ว่าหุบเขาเล็กแห่งนี้ เป็นพื้นที่ถูกจำกัดด้วยพลังกฎสวรรค์ไม่สามารถออกนอกเส้นทางไปได้ การออกนอกเส้นทางจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี

ฮุยไท่หลางยิ้มจนมันต้องเอาอุ้งเท้าปิดปากแน่นกันไม่ให้เสียงหัวเราะของมันดังออกมาอย่างควบคุมไม่ได้  ในหุบเขาพิรุณ บ่อน้ำเล็กๆ คือกับดัก มันอาจจะไม่ทำอะไรแค่ทำให้คนติดอยู่ในโคลนบางทีอาจมีสัตว์ประหลาดที่ฆ่าไม่ตายแต่ลากคนไปกินในบ่อได้  บางทีอาจมีกับดักพิษที่ไม่รู้จักเมื่อก้าวเหยียบเข้าไป อาจถูกพิษก็ได้

รองเจ้าตำหนักยังคงไปต่อเขาใช้พลังแสงสว่างขับไล่พิษและรอยด่างมลทินต่างๆ

พลางสบถอยู่ในใจ

มิน่าเล่าทหารรับจ้างระดับปราณฟ้าเข้ามาไม่ถึงสิบนาทีก็ตาย  มันทรงพลังจริง น่ากลัวเหลือเกิน

โชคดีที่ไม่มีใครเห็นสภาพทุลักทุเลของเขา มิฉะนั้นความขายหน้าครั้งนี้คือความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ รองเจ้าตำหนักขับไล่รอยด่างพิษและแช่แข็งจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งประหลาดที่ไม่สามารถฆ่าได้มันกระเด้งกระดอนเหมือนกับตั๊กแตนตรงกลับไปที่หุบเขาพิรุณ

เย่ว์หยางมีโอกาสจะกำจัดเขา แต่เขาไม่ต้องการฆ่ารองเจ้าตำหนักเป็นการชั่วคราว

มีโล่ช่วยป้องกันข้างหน้าอย่างนั้นดีกว่าต้องเข้าไปสำรวจด้วยตนเอง

จุดที่สำคัญที่สุดก็คือในเมื่อรองเจ้าตำหนักอยู่ที่นี่  แล้วเจ้าตำหนักเล่า?

แม้ว่าจะไม่แน่ใจเต็มร้อยแต่เย่ว์หยางเดาว่า เขามีพลังมากและกระตือรือร้นจะได้รับพลังเพิ่มขึ้น และคาดว่าเขาอาจเข้ามาแล้วอาจจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งข้างหน้าก็เป็นได้

“แค่ฆ่ารองเจ้าตำหนักอาจไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัส แต่ถ้าสามารถฆ่าเจ้าตำหนักของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์ได้นี่แล้วจะเป็นยังไงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เจ้าตำหนักของตำหนักกลางศักดิ์สิทธิ์มีอยู่กี่คนกันแน่?  เจ้าตำหนักใหญ่และยอดฝีมือสูงสุดของตำหนักไม่ต้องไปคิดคาดว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าก็คงไม่มีปัญญาฆ่าได้ แต่ถ้าเป็นระดับเจ้าตำหนักลงไปอาจมีโอกาสทำได้!  ฮุยไท่หลาง,ครั้งนี้เป็นโอกาสของเจ้าแล้ว ถ้ามีอะไรผิดพลาด ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้า!” เย่ว์หยางเตือนฮุยไท่หลางไม่ให้ยั้งมือ จะกินรองเจ้าตำหนักเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้ามีเจ้าตำหนักอยู่ข้างหน้า ถ้าไม่ทุ่มเทกำลังจริงๆ เรื่องนี้ไม่ง่ายเลย!

“เมี้ยว เมี้ยว!”  ฮุยไท่หลางยืนตรงใช้อุ้งเท้าหน้าแตะอกปฏิญาณต่อเย่ว์หยางว่ามันจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้!

ทั้งนายและบ่าวปรึกษากันโชคร้ายย่อมตกอยู่ที่รองเจ้าตำหนัก

เหตุการณ์ยังดำเนินต่อไป

ปกติเขาฉลาดมากจนภูมิประเทศและพลังกฎสวรรค์ของหุบเขาพิรุณทำอะไรไม่ได้ไม่มีทางที่พลังกฎสวรรค์จะส่งผลกระทบต่อเขา แม้ว่าจะทรงพลังแข็งแกร่ง แต่พลังลงโทษก็ไม่น้อยกว่ากันเลยทีเดียว

เย่ว์หยางยังคงสังเกตเรื่องนี้ในหุบเขาพิรุณผู้เข้าทดสอบจะอนุญาตให้ใช้พลังกฎสวรรค์ ต่างจากการทดสอบในหอทงเทียนเมื่อกระตุ้นการทำงานและถูกทำโทษหรือถูกห้ามเป็นไปไม่ได้ที่จะหาช่องว่างช่องโหว่  พลังกฎสวรรค์ที่นี่ส่งเสริมในเรื่องของการปลอมแปลงท้าทายผู้เข้าทดสอบ  เพียงแต่ต้องมีพลังเพียงพอ

ถ้าใช้ที่นี่ฝึกฝนอยู่เสมอนี่เป็นสถานที่ฝึกฝนที่ดี

นี่คือสถานที่สำหรับนักสู้ของแดนสวรรค์คล้ายกับประตูเป็นตาย?

มันคู่ควรกับนักสู้แดนสวรรค์หรือเปล่า?

เย่ว์หยางคิดอย่างตื่นเต้นและคิดถึงความเป็นไปได้นี้ทันที ความคิดนี้กระตุ้นความสงสัยของเขา หอทงเทียนมีวิหารสิบสองนักษัตรและประตูเป็นตายฯลฯ แดนสวรรค์มีดินแดนทดสอบ เป็นไปได้หรือไม่....!-!

จบบทที่ ตอนที่ 777 สนามทดสอบ?

คัดลอกลิงก์แล้ว