- หน้าแรก
- เป็นตัวประกอบฝ่ายอธรรมมันยาก ขอลาออกไปเป็นนักดนตรีพเนจรได้ไหม
- บทที่ 15 - ความวุ่นวาย และสองเราในถ้ำ
บทที่ 15 - ความวุ่นวาย และสองเราในถ้ำ
บทที่ 15 - ความวุ่นวาย และสองเราในถ้ำ
บทที่ 15 - ความวุ่นวาย และสองเราในถ้ำ
โชคดีที่หลายวันต่อมา เป่ยหมู่เฉินก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย
จี้อวิ๋นเจ๋อเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อคิดว่าภายนอกคงจะเลิกตามล่าเขาแล้ว ในบ่ายวันหนึ่ง เขาจึงถือโอกาสลงเขาไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อซื้อเสบียง โดยตั้งใจว่าจะขี่ม้าหนีออกจากเมืองในคืนนี้
แต่เมื่อเขาควบม้าไปถึงประตูเมือง กลับถูกห้ามมิให้ออกไปเสียอย่างนั้น
"อะไรกันนักกันหนา! ข้ารีบไปทำธุระนะเว้ย!" จี้อวิ๋นเจ๋อดึงบังเหียนม้าด้วยความหงุดหงิด ม้าของเขาก็พ่นลมหายใจฮึดฮัดออกมาด้วยความรำคาญ
"โธ่ คุณชาย ท่านอย่าถามเลย พวกเขาปิดเมืองมาหลายวันแล้ว ลองดูป้ายประกาศนั่นสิ" ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นชี้ให้เขาดู
จี้อวิ๋นเจ๋อมองไปยังประตูเมือง เห็นประกาศติดหราอยู่
ราชโองการจากองค์จักรพรรดิ: เนื่องด้วยสถานการณ์ภายในราชวงศ์มีความไม่สงบ เพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏ จึงขอให้ทุกหัวเมืองปิดประตูเมืองอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการหลบหนีของเหล่ากบฏ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าออกโดยเด็ดขาด
'ฉิบหายแล้วสิ... กลุ่มกบฏเริ่มต้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ แล้วข้าจะหนีออกไปได้ยังไงกัน...'
จี้อวิ๋นเจ๋อรู้สึกใจแป้ว
สงครามในนิยายแฟนตาซีเช่นนี้มักจะมีการฆ่าล้างเมืองเป็นเรื่องธรรมดา หากเขายังคงอยู่ที่นี่ต่อ มีหวังจะต้องถูกทหารที่เป็นแค่ตัวละครเสริมฆ่าทิ้งอย่างแน่นอน
เขาคิดจนปวดหัวแต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ ด้วยระดับพลังเพียงแค่นี้ ย่อมไม่สามารถเหาะข้ามกำแพงเมืองไปได้ ในที่สุด เขาจึงจำต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองเล็ก ๆ ชายขอบเขตแดนของตระกูลเป่ย คอยฟังข่าวคราวอย่างเงียบเชียบ
เวลาผ่านไปหลายเดือนอย่างยากลำบาก จี้อวิ๋นเจ๋อต้องใช้ชีวิตอย่างระแวงไปเสียทุกสิ่ง แม้แต่เสียงเหยี่ยวร้องก็ยังทำให้เขาสะดุ้งโหยง
โชคดีที่ช่วงนี้ยังไม่มีเหตุร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้น
เขาไม่รู้ว่ากองทัพจักรวรรดิจะบุกมาเมื่อใด แต่คาดว่าคงจะเป็นอีกประมาณครึ่งปี จี้อวิ๋นเจ๋อจึงตุนเสบียงเอาไว้มากมายอย่างมหาศาล
โชคดีที่แหวนมิติราคาแพงมีพื้นที่เก็บของกว้างขวาง ทว่าข้อเสียคือมันไม่สามารถเก็บความเย็นได้ ทำให้อาหารสดไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน
แม้จะมีแหวนมิติธาตุน้ำแข็งที่สามารถเก็บความสดใหม่ได้ แต่ในตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์ที่จะไปหาซื้อแล้ว
ในยามพลบค่ำวันหนึ่ง จี้อวิ๋นเจ๋อขายม้าทิ้งในราคาถูก แล้วเก็บข้าวของเตรียมพร้อมที่จะหลบหนีกลับเข้าป่า โดยอาศัยความมืดมิดในการพรางตัว
"จะไม่พักต่อแล้วหรือพ่อหนุ่ม?" ยายแก่เจ้าของบ้านเช่าผู้มีหลังค่อม จูงหลานสาวตัวน้อยเดินมาถามด้วยเสียงสั่นเครือ พ่อแม่ของเด็กน้อยออกไปค้าขายต่างเมือง ทิ้งให้สองยายหลานอยู่กันตามลำพัง ยายผู้นี้เป็นคนใจดีมาก
"ครับ ผมไม่พักต่อแล้ว" จี้อวิ๋นเจ๋อยิ้มตอบ
"ถ้าพ่อหนุ่มไปแล้ว... บ้านคงจะเงียบเหงาไปมากทีเดียว" ยายยิ้มจนตาหยี รอยตีนกาปรากฏชัดเจน แววตาที่ฝ้าฟางนั้นดูเศร้าสร้อย
"ยายครับ" จี้อวิ๋นเจ๋อหันกลับไปหา อุ้มเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่บนหลังยายขึ้นมา แล้วจ้องมองดวงตาของยายอย่างจริงจัง "ผมได้ใช้เงินส่วนตัวซื้อฟักทองสิบกว่าลูก และมันเทศอีกสิบชั่ง เก็บไว้ให้ใต้เตียงกับในโอ่งน้ำเรียบร้อยแล้วนะ ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน ผมฝังกล่องไม้ไว้ใบหนึ่ง ถึงเวลาคับขันจริงๆ ค่อยเปิดนะครับยาย ช่วงนี้อย่าออกไปไหนเลยนะครับ"
"อื้อ... ยายจำไว้แล้วล่ะ พ่อหนุ่มเป็นคนดีจริงๆ..." ราวกับคนแก่วัยไม้ใกล้ฝั่งจะล่วงรู้ชะตากรรม ยายจึงไม่ได้ซักถามซ้ำอีก รับหลานกลับไปอุ้ม พร้อมส่งยิ้มอย่างเอ็นดูให้ คล้ายเป็นการบอกลา
จี้อวิ๋นเจ๋อมองเด็กน้อยแก้มยุ้ยอีกครั้ง ก่อนจะสะพายห่อผ้าเดินจากไป เขาสามารถช่วยเหลือได้เพียงเท่านี้... ชะตากรรมบางอย่าง แม้แต่ตัวเขาคนเดียวก็ไม่อาจต้านทานไว้ได้
หนีเข้าป่าได้อาทิตย์กว่าๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าก็ปลุกจี้อวิ๋นเจ๋อให้ตื่น
"มาถึงแล้วสินะ"
จี้อวิ๋นเจ๋อกลืนน้ำลายลงคอ ตัดสินใจออกไปดูสถานการณ์
เขาวิ่งไปถึงกลางเขา มองลงไปข้างล่าง... ทิศตะวันออกเกิดไฟไหม้แดงฉาน ควันดำโขมงพวยพุ่ง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับนรกบนดิน ทิศใต้บ้านเรือนยังคงดูปกติ แต่ไฟสงครามย่อมจะต้องลามไปถึงอย่างแน่นอน
จี้อวิ๋นเจ๋อกลัวจับใจ เขากลัวว่าทหารจะค้นภูเขา หรือไม่ก็เผาป่า หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็คงต้องตายแน่
ณ ที่ที่จี้อวิ๋นเจ๋อมองไม่เห็น กองทัพม้าดำนับพันกำลังควบทะยานไปตามถนนของตระกูลเป่ย เสียงร้องโหยหวนของชาวบ้านดังระงมไปทั่ว
ตามราชโองการของฮ่องเต้องค์ใหม่! เป่ยเฮ่อจือ ผู้นำตระกูลเป่ย สมคบคิดก่อการกบฏ ถูกประหารชีวิต ณ ลานประหารหลวงเรียบร้อยแล้ว! สั่งประหารเก้าชั่วโคตร! สมาชิกตระกูลนอกเหนือจากสตรีและเด็กให้จับไปเป็นทาสทั้งหมด! ผู้ใดขัดขืนให้ฆ่าทิ้งทันที!
หัวหน้าทหารม้าตะโกนก้อง กีบม้าเหล็กเหยียบย่ำแผ่นดินจนฝุ่นตลบอบอวล...
จี้อวิ๋นเจ๋อมุดตัวอยู่ในถ้ำมาหลายวัน เขาอยากรู้ข่าวสารแต่ก็กลัวความตาย สุดท้ายความง่วงก็เอาชนะทุกสิ่งไปได้อยู่ดี
"ปัง!"
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนนกแตกฮือ จี้อวิ๋นเจ๋อสะดุ้งตื่นทันที
"ชิบหาย! นั่นมันเสียงอะไรกันวะ!"
เขาโผล่ศีรษะออกไปมอง พบว่าป่ากลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
"ช่างมันเถอะ... เอาไว้ค่อยไปดูทีหลัง" ความอยากรู้อยากเห็นพ่ายแพ้ต่อความขี้เกียจอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งยามเย็นย่ำ จี้อวิ๋นเจ๋อจึงยื่นกายออกมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงที่ดังอยู่ในหัวเรียกร้องให้เขาต้องตามไปดูให้ได้
เขาเดินตามทิศทางของเสียงเมื่อช่วงเช้าไปไม่ถึงร้อยเมตร ก็เห็นคนห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้
"แม่เจ้าโว้ย นี่มัน..." เมื่อจี้อวิ๋นเจ๋อเห็นใบหน้าของคนที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ เขาก็ถึงกับหน้าถอดสี
"ระบบ! แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง?! ทำไมต้องให้ข้ามาเจอไอ้พระเอกนี่อีกแล้ว!" จี้อวิ๋นเจ๋อกุมขมับด้วยความจนปัญญา
[ระบบ: ......]
"ไม่สน! ข้าไม่สนหรอก! พระเอกมันดวงแข็ง เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยเองแหละ ข้าไม่เห็น ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!"
จี้อวิ๋นเจ๋อยกมือยอมแพ้ และเดินถอยหลังอย่างรวดเร็ว
เป่ยหมู่เฉินหลับตาแน่น ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลขีดข่วน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งชุ่มโชกไปด้วยโลหิต บริเวณเอวมีเลือดซึมออกมา หยดลงบนใบไม้แห้ง ทีละหยด... ทีละหยด... สภาพของเขานั้นไม่ต่างจากใบไม้แห้งกรอบที่พร้อมจะร่วงหล่นสู่พื้นดินได้ทุกเมื่อ
จี้อวิ๋นเจ๋อหลบอยู่หลังต้นไม้ รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีใครปรากฏตัวออกมา
สุดท้ายเขาทนไม่ไหว จึงใช้หางแมงป่องเกี่ยวร่างของเป่ยหมู่เฉินลงมา
"เวรกรรมอะไรของข้ากันเนี่ย คนอื่นเขาเก็บสาวงามที่บาดเจ็บได้ แต่ข้าดันมาเก็บผู้ชายตัวควายได้ซะงั้น!"
จี้อวิ๋นเจ๋ออุ้มเป่ยหมู่เฉินในท่าเจ้าสาวกลับไปยังถ้ำ เขาวางร่างนั้นลง ถอดเสื้อออกเพื่อตรวจดูบาดแผล
บาดแผลสาหัสที่สุดยังคงเป็นที่หน้าอก บาดแผลเก่าจากแส้ของเขายังไม่ทันหายดี ก็ถูกกระหน่ำซ้ำเติมจนตกอยู่ในอาการโคม่า
จี้อวิ๋นเจ๋อรู้สึกอยากจะลงโทษตัวเองนัก เขาไม่ควรใช้แส้ฟาดไปอย่างเต็มแรงถึงขนาดนั้นเลย ถ้ารู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นนี้ สู้เขาวางยาสลบอีกฝ่ายไป เรื่องคงจบลงอย่างง่ายดายกว่า
ดูจากลักษณะอาการแล้ว เป่ยหมู่เฉินน่าจะถูกโจมตีโดยผู้ที่มีระดับพลังตั้งแต่ 30 ขึ้นไป อวัยวะภายในของเขาเสียหายอย่างหนัก หากเป็นคนทั่วไป จี้อวิ๋นเจ๋อคงเตรียมจองศาลาวัดรอไว้ให้แล้ว
แต่เจ้านี่มันพระเอก! หากพระเอกตาย โลกนี้ก็จะพังทลายลง และเขาก็จะต้องตายตามไปด้วยอย่างแน่นอน!
เขาต้องรักษาให้หายให้ได้!
จี้อวิ๋นเจ๋อต้มน้ำจนเดือดจัด ฉีกเสื้อผ้าของตนเองเป็นริ้วผ้าพันแผล นำไปต้มเพื่อฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงเริ่มเช็ดบาดแผลที่หน้าอกอย่างเบามือที่สุด
คราบเลือดที่เกรอะกรังจึงค่อย ๆ หลุดออก
เมื่อมองดูบาดแผลที่หน้าอกของเป่ยหมู่เฉิน จี้อวิ๋นเจ๋อก็กัดฟันกรอด หลับตาลงอย่างแรง จากนั้นก้มหน้าลง... และประกบริมฝีปากลงไปบนบาดแผลนั้น
ความร้อนจากผิวหนังที่เพิ่งเช็ดด้วยน้ำอุ่น ทำให้จี้อวิ๋นเจ๋อชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าว ราวกับแนบอยู่กับเต้าหู้อุ่น ๆ จนความรู้สึกชาซ่านแล่นผ่าน
"ช่างมันเถอะ! สิ่งสำคัญคือต้องดูดพิษตกค้างออกมาเสียก่อน!"
จี้อวิ๋นเจ๋อจึงรวบรวมสติกลับคืนมา แล้วเริ่มดูดเลือดพิษออกอย่างมุ่งมั่น
(จบแล้ว)