- หน้าแรก
- เป็นตัวประกอบฝ่ายอธรรมมันยาก ขอลาออกไปเป็นนักดนตรีพเนจรได้ไหม
- บทที่ 13 - หนีเข้าป่าตามบท แต่ดันโดนโจรป่าลวนลาม
บทที่ 13 - หนีเข้าป่าตามบท แต่ดันโดนโจรป่าลวนลาม
บทที่ 13 - หนีเข้าป่าตามบท แต่ดันโดนโจรป่าลวนลาม
บทที่ 13 - หนีเข้าป่าตามบท แต่ดันโดนโจรป่าลวนลาม
ค่ำคืนอันไม่ปกติได้ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ
พายุฝนกำลังก่อตัวขึ้น เสียงคำรามครืนครันของท้องฟ้าดังสนั่น จี้อวิ๋นเจ๋อเร่ร่อนอยู่ในป่าไผ่อย่างไร้จุดหมายดุจแหนที่ลอยน้ำ
เมื่อเห็นเมฆดำลอยต่ำและเค้าว่าฝนจะตกหนัก เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแวะพักที่โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ในหมู่บ้านใกล้เคียงเพื่อหลบพายุฝน
แม้จะมีเงินติดตัวมามาก แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ จี้อวิ๋นเจ๋อจึงเลือกห้องพักธรรมดา ตั้งใจว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูเรี่ยวแรงเพียงหนึ่งคืน แล้วค่อยเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
ขณะนอนอยู่บนเตียง จี้อวิ๋นเจ๋อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น พลางพยายามคำนวณว่าตนเองจะสามารถรอดชีวิตเกินกว่าบทที่ 150 ไปได้หรือไม่
ตอนนี้เนื้อเรื่องเพิ่งจะดำเนินไปได้เพียงสิบกว่าบท โชคดีที่ช่วงนี้เขาแทบจะไม่มีบทบาทสำคัญเลย
โครงเรื่องต่อจากนี้คือ ท่านผู้นำตระกูลเสียชีวิตในสนามรบ, พระเอกถูกญาติ ๆ รุมรังแกกลั่นแกล้ง, เกิดกบฏภายในราชวงศ์, จักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์, จากนั้นกองทัพจักรวรรดิก็ยกพลมาทำลายตระกูลเป่ยจนราบคาบ, และพระเอกก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปยังอาณาจักรข้างเคียง...
แม้จี้อวิ๋นเจ๋อจะไม่ได้เป็นรักษาการผู้นำตระกูลตามเนื้อเรื่องเดิม แต่จากการที่สองพี่น้องทะเลาะแตกหักกันกลางที่ประชุม ญาติ ๆ เหล่านั้นก็คงไม่ปักใจเชื่ออย่างสนิทใจว่าจี้อวิ๋นเจ๋อเป็นคนสังหารหลิวเชียนหลี อีกทั้งเขายังเป็นเพียงบุตรบุญธรรม ต่อให้ตระกูลหลิวจะแค้นเคืองเพียงใดก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก
ดังนั้น จี้อวิ๋นเจ๋อยังพอมีที่ยืนในตระกูลเป่ย แต่เขาไม่ต้องการที่จะเสี่ยงภัย
เขาต้องคอยระวังหลังทั้งจากพระเอกและจากพวกญาติ ๆ แถมยังต้องระแวงว่ากองทัพจักรวรรดิจะบุกมาเมื่อใดอีกด้วย
ป่านนี้เป่ยหมู่เฉินน่าจะฟื้นคืนสติแล้ว เพียงแค่เขาบอกทุกคนว่าจี้อวิ๋นเจ๋อเป็นผู้สังหารหลิวเชียนหลี และจี้อวิ๋นเจ๋อก็หายตัวไปไม่กลับบ้าน เท่านี้ก็เพียงพอต่อการยืนยันข้อกล่าวหาแล้ว
แต่ต่อจากนี้ไป จี้อวิ๋นเจ๋อไม่อยากขึ้นเขาไปเป็นโจรป่าตามเนื้อเรื่อง แต่หากไม่ไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าชั่วคราว เขาก็ไม่รู้ว่าจะหลบซ่อนตัวได้ที่ใดอีก
เขาตัดสินใจว่าจะไปหาถ้ำเพื่อหลบซ่อนตัวอยู่สักพัก รอจนเรื่องเงียบลง แล้วจึงค่อยลอบหนีไปยังอาณาจักรข้างเคียงล่วงหน้า ถือเป็นการหลบภัยสงครามไปในตัว พวกญาติพี่น้องคงจะภาวนาขอให้เขาหายสาบสูญไปเสียมากกว่า คงไม่มีใครคิดตามหาเขาอย่างจริงจังแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้อวิ๋นเจ๋อก็ซุกตัวลงใต้ผ้าห่ม ฟังเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบหน้าต่างเปาะแปะอยู่พักใหญ่ ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
ในเช้าวันรุ่งขึ้น จี้อวิ๋นเจ๋อออกจากโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณป่าเขาที่อยู่ใกล้เคียง ป่าแห่งนี้ไม่ได้ทึบแน่นจนเกินไป แต่ด้วยความที่ฝนเพิ่งตกชะล้างฝุ่นละอองไปจนหมดสิ้น บรรยากาศจึงสดชื่นยิ่งนัก มีหมอกจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นดินที่หอมฟุ้งช่วยให้จิตใจสงบลงได้มากทีเดียว
"ระบบ ช่วยสแกนหาถ้ำที่พอนอนได้หน่อย เอาแบบที่ไม่มีสัตว์ป่านะ"
[แจ้งเตือนจากระบบ: กำลังเข้าสู่เนื้อเรื่องหลัก — หลบหนีเข้าป่าลึก โปรดเตรียมเปิดใช้งาน "การอนุมานของระบบ" ได้ทุกเมื่อ จำนวนครั้งที่เหลือในระยะนี้: 1]
"หา?! ไม่จริงน่า เร็วขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย จะเจอตัวละครในเรื่องแล้วเหรอ?"
"จิ๊บ... จิ๊บ—" ทันใดนั้น เสียงนกร้องแปลก ๆ ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ
จี้อวิ๋นเจ๋อยังไม่ทันได้ตั้งตัว พุ่มไม้รอบ ๆ ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ผู้คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากหลังต้นไม้ ลักษณะการแต่งกายนั้นดู... ยิ่งกว่าโจรเสียอีก
"ไม่... ไม่จริงมั้ง..." จี้อวิ๋นเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก นี่สรุปว่าฮั่วชีในต้นฉบับถูกบังคับให้เป็นโจรแบบนี้เองหรอกเหรอเนี่ย...
หัวหน้าโจรเป็นชายร่างถึก มีฟันเลี่ยมทอง ผิวคล้ำดำเมี่ยม หน้าตาโหดเหี้ยม บนไหล่แบกดาบหัวตัดขนาดมหึมาเอาไว้ เขามองจี้อวิ๋นเจ๋อตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ประเมิน ราวกับกำลังดูสินค้าชิ้นหนึ่ง
"โอ้โห นี่คุณชายจากบ้านไหนหลงทางมากันเนี่ย?! แต่งตัวดีมีสกุลขนาดนี้ จะเอาของมาเซ่นไหว้พวกป๋าหรือไงจ๊ะ?!"
หัวหน้าโจรหัวเราะร่าเสียงดังลั่น ลูกน้องที่อยู่รอบ ๆ ก็พากันหัวเราะครื้นเครงตามไปด้วย
"ให้ตายสิ... ซวยชะมัดเลย..." จี้อวิ๋นเจ๋อบ่นอุบ
ตอนนี้ของมีค่าทั้งหมดอยู่ในแหวนมิติ รวมทั้งเสบียงที่ตุนเอาไว้ด้วย เขาจะยอมให้พวกมันปล้นไปไม่ได้เด็ดขาด
จี้อวิ๋นเจ๋อกำหมัดขวาแน่นโดยสัญชาตญาณ แต่ทว่าการกระทำนั้นกลับไปสะดุดตาหัวหน้าโจรเข้าพอดี
"ไม่ต้องพูดมาก! ส่งแหวนที่สวมอยู่นั่นมาให้ข้าดี ๆ หากไม่อยากเจ็บตัว!"
หัวหน้าโจรลดดาบที่พาดบ่าลง ก่อนจะกวัดแกว่งมันไปมาเพื่อข่มขู่
"อย่านะพี่ชาย... ข้าเป็นเพียงคนสัญจรผ่านทางเท่านั้น โปรดไว้ชีวิตข้าเถอะ ข้าจะให้ก็ได้!"
จี้อวิ๋นเจ๋อรีบถอดแหวนวงหนึ่งออกจากนิ้ว วางไว้บนฝ่ามือ "เดี๋ยวก่อน! แค่ขอให้ข้าเดินผ่านไปได้ก่อนเถอะ!" เขาชูแหวนขึ้นสูง
"เหอะ— ไอ้หนูนี่ฝันกลางวันอยู่หรือไง! พวกข้าเป็นโจรนะเว้ย! ขอดูเงินในแหวนก่อนว่ามันจะพอเป็นค่าผ่านทางให้แกได้หรือไม่!"
หัวหน้าโจรเริ่มหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เมื่อลูกน้องเริ่มทำท่าจะกรูเข้ามารุมล้อม จี้อวิ๋นเจ๋อจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากโยนแหวนวงนั้นไปให้ "รับไปสิ! ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่มีเงิน ข้าได้ปลดล็อกให้แล้ว เชิญเอาไปดูเองเลย!"
เมื่อโจรรับแหวนไปแล้ว ก็รีบเทสิ่งของที่อยู่ข้างในออกมาทันที ปรากฏว่ามีเพียงเหรียญจำนวนไม่กี่เหรียญกับของกินเล็กน้อยเท่านั้น
"แกหลอกข้ารึ?!" หัวหน้าโจรหันขวับมามองห่อผ้าที่อยู่ด้านหลังของจี้อวิ๋นเจ๋อ
"โธ่! นั่นมันเสื้อผ้าของข้าเท่านั้นเอง!" จี้อวิ๋นเจ๋อรีบปลดห่อผ้าแล้วโยนไปให้ "ข้าบอกแล้วไงว่าข้าจน! ขอร้องล่ะพี่ชาย โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ทำไมถึงไม่เชื่อกันบ้างเลย!"
จี้อวิ๋นเจ๋อฉายสีหน้าเศร้าสร้อย พร้อมกับสะบัดเสื้อคลุมให้ดูว่าไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่ เขาพยายามแสดงละครให้ดูเหมือนเป็นคนจนจริง ๆ
ความจริงแล้ว ของมีค่าส่วนใหญ่นั้นอยู่ในแหวนมิติอีกวงหนึ่ง ใครกันที่บอกว่าคนรวยต้องมีแหวนแค่วงเดียว? และใครกันที่บอกว่าต้องสวมแหวนไว้ที่นิ้วมือเท่านั้นเล่า?
จี้อวิ๋นเจ๋อแค่รู้สึกว่ามันเดินลำบากนิดหน่อยเท่านั้น เพราะแหวนมิติวล้ำค่าวงนั้น... เขาสวมมันไว้ที่นิ้วเท้าต่างหาก!
หัวหน้าโจรหน้าบูดบึ้งอย่างหนัก เพราะนึกว่าจะได้เหยื่อตัวใหญ่ แต่ที่ไหนได้กลับรีดไถมาได้แค่เศษเงินที่ไม่พอให้ยัดไส้ ทว่า ในทันใดนั้นเอง สายตาของหัวหน้าโจรก็กลับมาสำรวจจี้อวิ๋นเจ๋ออีกครั้ง
คราวนี้แววตาของเขากลับเปลี่ยนไป... ไม่ใช่ความโหดเหี้ยม แต่เป็น— ความหื่นกระหาย
ในเมื่อค่าผ่านทางไม่เพียงพอเช่นนี้ พวกเราคงจะปล่อยเจ้าไปไม่ได้แล้วกระมัง... พ่อรูปงาม สนใจจะมาสนุกกับพวกข้าสักคืนหรือไม่? ข้าขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าพวกเราไม่ได้ปล้นแค่เงินทองเท่านั้นจ้ะ~"
หัวหน้าโจรคนนั้นยกมือขึ้นถูเข้าหากัน ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหาเขา น้ำลายแทบไหลย้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความมัวเมาในตัณหา
ลูกน้องคนอื่น ๆ เริ่มถือมีดดาบรายล้อมเข้ามาเช่นกัน บางคนหักข้อนิ้วดัง ‘ก๊อบแก๊บ’ จ้องมองเขาด้วยสายตาของหมาป่าที่หิวโหย
"บัดซบ!" จี้อวิ๋นเจ๋อสบถเสียงดังลั่น
ในนิยายไม่มีฉากเยี่ยงนี้แม้แต่น้อย! นี่คือข้อเสียของการเป็นคนรูปงามอย่างนั้นหรือ? หรือว่าพวกมันไม่เคยเห็นสตรีเลยแม้แต่คนเดียว? ถึงได้มาเกิดกำหนัดกับบุรุษที่มีอกสามศอกอย่างเขา! น่าขยะแขยงที่สุด!
"พวกแกเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?! ไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร? กล้าดียังไง! ข้าคือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเป่ย! หากวันนี้พวกแกกล้าแตะต้องข้า พรุ่งนี้ข้าจะกวาดล้างพวกแกให้หมดสิ้น! อย่าลืมว่านี่คือถิ่นของใคร!"
จี้อวิ๋นเจ๋อตะโกนก้อง หวังใช้ชื่อตระกูลมาข่มขู่
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ..."
หัวหน้าโจรกลับหัวเราะร่าจนตัวงอ
"จะโกหกอะไรก็ขอให้มันแนบเนียนหน่อยเถอะ! อ้างตัวว่าเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลเป่ยอย่างนั้นรึ? ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงเป็นองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ไปแล้วสิ!"
หัวหน้าโจรเปลี่ยนสีหน้า "ต่อให้เจ้าเป็นคุณชายตระกูลเป่ยจริง ๆ แล้วจะอย่างไร?! พวกข้าปล้นอยู่ที่นี่มานานกี่ปี ไม่เห็นมีหัวหงอกหัวดำหน้าไหนในตระกูลเป่ยที่จะมาจัดการพวกข้าได้สักคน! ตระกูลเป่ยมันก็เป็นแค่เสือกระดาษเท่านั้น!"
หัวหน้าโจรยกดาบขึ้น พร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปาก "หากเป็นคุณชายตระกูลเป่ยจริง ๆ ก็ยิ่งดี... วันนี้พวกเราจะได้ลองลิ้มรสชาติเสียหน่อย ว่าคุณชายผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ จะมีรสชาติเป็นอย่างไร~"
เลือดของวัยรุ่นพลุ่งพล่าน เดิมทีแล้วจี้อวิ๋นเจ๋อไม่ปรารถนาจะสังหารใคร...
แต่ด้วยความทรงจำของฮั่วชีที่หลอมรวมเข้ามา ทำให้เขามีสัญชาตญาณความโหดเหี้ยมซ่อนเร้นอยู่ภายใน เพียงแต่ถูกศีลธรรมของคนยุคปัจจุบันกดทับเอาไว้
ทว่าในยามนี้... ถึงเวลาที่เขาจะต้องปลดปล่อยมันออกมาแล้ว
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งช่วงชิงอำนาจเช่นนี้ ผู้ที่อ่อนแอไม่ได้สมควรตาย หากแต่พวกเดนสังคมที่รังแกผู้อื่นต่างหากที่สมควรถูกกำจัด!
“จิตภูต... สำแดงเดชเถิด” จี้อวิ๋นเจ๋อพึมพำเสียงต่ำ
เพียงชั่วพริบตา แมงป่องยักษ์ทมิฬก็ปรากฏกายขึ้นจากด้านหลัง ร่างมหึมาขยายใหญ่จนบดบังแสงตะวัน ลอยเด่นอยู่กลางนภา พร้อมทั้งสาดส่องแสงสีโลหิตไปทั่วทุกทิศ!
ผืนป่าทั้งมวลถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน แม้แต่สายหมอกยามเช้าก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นไอหมอกโลหิตอันขุ่นคลั่ก
เหล่าโจรเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง อ้าปากค้าง ก่อนจะถอยกรูดด้วยความหวาดผวา หัวหน้าโจรที่ก่อนหน้ายังโอ้อวดอย่างผยอง บัดนี้ใบหน้าซีดเผือด ขาอ่อนปวกเปียกจนทรุดตัวลงนั่งก้นจ้ำเบ้า
เมื่อจิตภูตได้ปรากฏกายแล้ว จะมีหรือยอมกลับไปง่ายดายหากไม่เห็นโลหิต? ยามนี้จี้อวิ๋นเจ๋อไม่สนใจแล้วว่าชาวบ้านที่เชิงเขาจะสังเกตเห็นความผิดปกติหรือไม่ เขาเพียงต้องการกำจัดไอ้พวกโจรชั่วนี้ให้สิ้นซาก เพื่อปิดปากพวกมันตลอดไป
“ในเมื่อตระกูลเป่ยเพิกเฉยต่อพวกเจ้า เช่นนั้นคุณชายใหญ่อย่างข้าก็จะขอทำหน้าที่แทนท่านผู้นำเสียเอง... กำจัดเดนสังคมพวกนี้ เพื่อคืนความสงบสุขให้แก่ชาวบ้าน!”
(จบแล้ว)