- หน้าแรก
- เป็นตัวประกอบฝ่ายอธรรมมันยาก ขอลาออกไปเป็นนักดนตรีพเนจรได้ไหม
- บทที่ 8 - เพื่อนสมัยเด็กพระเอก? มาทานยาพิษด้วยกันเถอะ!
บทที่ 8 - เพื่อนสมัยเด็กพระเอก? มาทานยาพิษด้วยกันเถอะ!
บทที่ 8 - เพื่อนสมัยเด็กพระเอก? มาทานยาพิษด้วยกันเถอะ!
บทที่ 8 - เพื่อนสมัยเด็กพระเอก? มาทานยาพิษด้วยกันเถอะ!
รุ่งเช้าวันถัดมา จี้อวิ๋นเจ๋อลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เลือกค้นหาชุดที่ดูดีและมีราคาที่สุดในตู้มาสวมใส่ คว้าพัดจีบติดมือแล้วจึงก้าวเดินออกจากห้องไป
"คุณชายใหญ่ จะไปที่ใดแต่เช้าตรู่เช่นนี้เจ้าคะ?" ป้าจ้าวกำลังยกชามโจ๊กข้าวฟ่างเดินมาพอดี
"อ้อ ช่วงนี้ข้าสนใจวิชาแพทย์ จึงว่าจะไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณหนูตระกูลหลิวสักหน่อย"
เมื่อนึกถึงคำพูดหยาบคายที่เคยด่าทอป้าจ้าวไปเมื่อคราวก่อน จี้อวิ๋นเจ๋อก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เขารับชามจากมือป้าจ้าวมาซดโจ๊กร้อน ๆ จนหมดเกลี้ยง
ทว่าป้าจ้าวกลับไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเรื่องเก่า แถมยังตีความคำพูดของจี้อวิ๋นเจ๋อไปอีกทาง รอยตีนกาบนใบหน้ายิ่งลึกชัดขึ้นเพราะรอยยิ้มอย่างยินดี "อ๋อออ เป็นเช่นนี้นี่เอง งั้นคุณชายใหญ่รีบไปรีบกลับนะเจ้าคะ"
"รบกวนป้าแล้ว" จี้อวิ๋นเจ๋อยิ้ม พร้อมส่งชามคืนให้
ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ เขาประเมินความสามารถในการกระจายข่าวของบรรดาพวกแม่บ้านแม่เรือนต่ำไป เพียงไม่ถึงครึ่งวัน สาวใช้ทั่วทั้งจวนก็รับรู้กันถ้วนหน้าว่าเขากำลังหลงเสน่ห์หลิวเชียนหลี และแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ล่วงรู้ไปถึงหูเป่ยหมู่เฉินด้วยเช่นกัน
แต่จี้อวิ๋นเจ๋อยังไม่รู้เรื่อง เขาได้แต่ยืนรอให้คนไปตามคุณหนูหลิวอยู่ที่หน้าประตูจวนตระกูลหลิวอย่างสบายอารมณ์
ไม่นาน หลิวเชียนหลีก็เดินออกมาด้วยท่าทางร่าเริง ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าของจี้อวิ๋นเจ๋อ นางก็แสดงสีหน้าตกตะลึงในทันที
"อะไรกันเนี่ย? ไฉนถึงบอกว่าเป็นคุณชายตระกูลเป่ยเล่า?!" หลิวเชียนหลีเท้าสะเอว ทำปากยื่น บ่นใส่บ่าวรับใช้ที่ไปแจ้งข่าวแก่นาง
"คุณหนูขอรับ นี่ก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลเป่ยจริง ๆ นะขอรับ" บ่าวรับใช้ชราปาดเหงื่ออย่างลุกลน
"ก็ได้ ๆ แล้วคุณชายใหญ่มีธุระอะไรกับข้าหรือคะ?" หลิวเชียนหลีมองสำรวจจี้อวิ๋นเจ๋อตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยน้ำเสียงที่ห่างเหินและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
เพราะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเป่ยหมู่เฉิน ทำให้นางไม่พอใจคุณชายใหญ่ผู้ปากคอเราะร้ายผู้นี้อย่างถึงที่สุด เรียกได้ว่าเกลียดขี้หน้าเลยจะดีกว่า
"หึหึ ความจริงข้าอยากจะขอความรู้เรื่องสมุนไพรจากคุณหนูหลิวสักหน่อย"
จี้อวิ๋นเจ๋อสะบัดมือเบา ๆ บัวหิมะเทียนซานคุณภาพสูงก็พลันปรากฏออกมาจากแหวนมิติในทันที ทำให้ดวงตาของหลิวเชียนหลีเป็นประกายวาววับ
"นี่คือสิ่งที่ข้าติดตามท่านพ่อไปเก็บมาจากเทือกเขาเทียนซานอู่หยางเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ารู้ว่าคุณหนูหลิวไม่สนใจในเรื่องเงินทอง แต่ข้ามีความตั้งใจจริงที่จะเรียนรู้วิชาแพทย์ เพียงแค่คุณหนูเลือกภัตตาคารสักแห่ง สนทนากันสักมื้อ บัวหิมะชิ้นนี้ก็จะตกเป็นของท่านทันที"
อาจเป็นเพราะความจริงใจ (อันจอมปลอม) ที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของจี้อวิ๋นเจ๋อ หรืออาจเป็นเพราะบัวหิมะเทียนซานนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อจิตภูตธาตุน้ำแข็ง หลิวเชียนหลีกัดริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมตอบตกลง
แน่นอนว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิวไม่อาจออกไปข้างนอกอย่างไม่ระมัดระวัง จำเป็นต้องมีองครักษ์ฝีมือดีติดตามไปด้วย
จี้อวิ๋นเจ๋อมองชายฉกรรจ์ผู้มีความสูงเกือบสองเมตรที่ยืนอยู่ข้างกายหลิวเชียนหลี ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจนแทบจะทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่ฉีกขาด
จี้อวิ๋นเจ๋อกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
'ให้ตายเถอะ! หากเจ้านี่รู้ว่าข้าคิดจะวางยาพิษหลิวเชียนหลี มันจะไม่ฉีกอกข้าออกเป็นชิ้น ๆ เลยหรือ?'
จี้อวิ๋นเจ๋อกางพัดบังใบหน้า พลางลอบยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดที่คุกรุ่นอยู่ในใจ
"ได้ขอรับ เช่นนั้นรบกวนท่านพี่ชายผู้นี้ด้วย พวกเราไปกันเถอะ"
เมืองเป่ยอีเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลเป่ย ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ด้านหลังพิงเทือกเขาเทียนซานอู่หยาง โดยมีตระกูลเป่ยและตระกูลหลิวคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทำให้สามารถรุกและรับได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเมืองใหญ่ระดับแนวหน้าของทวีป มีประชากรหนาแน่น และพ่อค้าวาณิชต่างหลั่งไหลเข้ามาค้าขายอย่างคึกคัก
วันนี้ตลาดก็ยังคงคึกคักเช่นเคย
หลิวเชียนหลีถือถังหูลู่สองไม้ในมือ กัดสลับไปมาซ้ายขวา เดินก้าวเท้ากระโดดโลดเต้นไปตลอดทางอย่างรื่นเริง
ด้านซ้ายเยื้องไปด้านหลังคือจี้อวิ๋นเจ๋อที่แสดงท่าทีเกร็งเครียด มือถือพัดอยู่ในลักษณะไม่รู้จะวางไว้ที่ใด เขามองดูทางไปพลาง แอบชำเลืองมองหลิวเชียนหลีไปพลาง
เมื่อมองเห็นแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ดูร่าเริงนั้นแล้ว จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"เฮ้อ... อย่าได้มากล่าวโทษข้าเลยนะ ไปโทษนักเขียนสารเลวนั่นเถอะ ความแค้นย่อมมีเจ้าของ หนี้กรรมย่อมมีผู้ชดใช้ อย่าได้มาจองเวรกับข้าเลย..."
หลิวเชียนหลีมีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ดุจยอดอ่อนแรกผลิในฤดูใบไม้ผลิ เปี่ยมด้วยความงามใสแบบคุณหนู ส่วนจี้อวิ๋นเจ๋อเองก็หล่อเหลาไม่แพ้กัน สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยได้รับเลือกเป็นเดือนคณะ และถูกเชิญไปสัมภาษณ์อยู่บ่อยครั้ง แม้จะชอบโดนเพื่อนล้อว่า "ปัญญาอ่อน" แต่รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็ถือว่าได้มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนต้องเหลียวหลังมอง
สาเหตุหลักคือชายร่างยักษ์ผิวเข้มหน้าตาถมึงทึงที่เดินตามหลังมาต่างหาก มือสองข้างของเขาต้องถือสัมภาระกุ๊กกิ๊กของคุณหนู ซึ่งช่างขัดแย้งกับรูปลักษณ์อันน่าเกรงขามของเขาเหลือเกิน
เขาสูงเกือบสองเมตร ทิ้งห่างจี้อวิ๋นเจ๋อไปกว่าหนึ่งช่วงศีรษะ ขณะที่จี้อวิ๋นเจ๋อก็สูงกว่าหลิวเชียนหลีไปอีกถึงสองช่วงศีรษะ เมื่อคนทั้งสามเดินเรียงกันบนถนน จึงกลายเป็นเสมือนกราฟแท่งของมนุษย์โดยสมบูรณ์
การรวมตัวที่แปลกประหลาดเช่นนี้ดูน่าขันพิลึกยิ่งนัก แต่ชาวบ้านไม่กล้าหัวเราะออกมา เพราะเกรงกลัวชายกล้ามโตผู้นั้น พวกเขาจึงได้แต่กลั้นขำจนใบหน้าแดงก่ำ
ในที่สุด หลังจากเดินซื้อของไปกว่าสิบร้าน หลิวเชียนหลีก็ยอมเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
"คุณชาย คุณหนู จะรับที่พักหรืออาหารดีขอรับ?" เสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาต้อนรับทันทีที่เห็นคนทั้งสาม
"เอาอาหารที่แพงที่สุดในร้านมาสิบอย่างเลย เขาเลี้ยง!" หลิวเชียนหลีชี้ไปที่จี้อวิ๋นเจ๋ออย่างหน้าตาเฉย ทำให้จี้อวิ๋นเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก
สรุปแล้วคุณหนูผู้นี้ตั้งใจหาเรื่องเขามาตั้งแต่แรกเลยใช่หรือไม่
คงหนีไม่พ้นเรื่องแก้แค้นแทนเป่ยหมู่เฉินเป็นแน่
'ช่างเถอะน่า ในเมื่อน้องสาวกำลังจะไปสู่สุขติแล้ว พี่ชายคนนี้จะไม่ถือสา คนตายเป็นใหญ่...'
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้อวิ๋นเจ๋อก็ยิ้มร่า และตบปากรับคำอย่างใจป้ำ "ข้าเป็นคนเชิญคุณหนูหลิวมา ย่อมต้องเลี้ยงดูเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อยากกินอะไรสั่งได้เลย"
ทั้งสามเลือกโต๊ะในห้องส่วนตัวชั้นสอง ไม่นานอาหารสิบอย่างก็มาเสิร์ฟครบชุด จี้อวิ๋นเจ๋อหิวโซมาตลอดทั้งเช้า จึงเตรียมที่จะลงมือ...
"เดี๋ยวก่อนค่ะ พี่เถี่ยจู้ รบกวนหน่อยนะคะ" หลิวเชียนหลีหยุดจี้อวิ๋นเจ๋อทันควัน ก่อนจะหันไปพูดกับชายร่างกำยำผู้นั้น
'เถี่ย... เถี่ยจู้?!'
ปุบปับทันใด พี่เถี่ยจู้ก็หยิบเข็มเงินสำหรับพิสูจน์พิษออกมา แล้วจิ้มทดสอบอาหารไปทีละจานอย่างพิถีพิถัน
"ต้องขออภัยด้วยนะคะ แม้ตระกูลหลิวของเราจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าตระกูลเป่ย แต่ก็มีชื่อเสียงไม่น้อย ทำให้มีผู้คนอิจฉาริษยามากมาย เรื่องบางเรื่องจึงจำเป็นต้องกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ"
"อ๋อ เข้าใจได้ครับ ต้องทำแบบนี้แหละ ตระกูลเป่ยเราก็เหมือนกัน การระมัดระวังย่อมไม่เสียหาย แต่ข้าน่ะเหรอ... สบาย ๆ ใครจะมาวางยาข้า วางยาไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอก" จี้อวิ๋นเจ๋อขยิบตาข้างหนึ่ง พร้อมยิงมุกตลกเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์
มุกตลกที่ถูกจังหวะเวลานั้นทำให้หลิวเชียนหลีหลุดหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ส่งผลให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงไปมาก
จิตภูต "แมงป่องพิษวิญญาณภูต" ที่ถูกแก้ไขแล้วนั้น แม้ดูเผิน ๆ จะเหมือนกับจิตภูต "แมงป่องพิษ" ของฮั่วชีในต้นฉบับทุกประการ แต่ความแตกต่างเดียวคือมีการเพิ่มพรสวรรค์ติดตัว "กายาหมื่นพิษไม่ระคาย" เข้ามา ทว่าดาบของพระเอกมันไม่ได้มาเล่นขายของง่าย ๆ อย่างนั้นเลยนี่นา!
ทว่าตอนนี้สิ่งนี้ก็ได้นำมาใช้ประโยชน์แล้ว เมื่อคืนขณะคุยเล่นกับระบบ จี้อวิ๋นเจ๋อได้สอบถามเรื่องนี้ ซึ่งระบบระบุว่ามันเป็นทักษะที่แถมให้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น
พูดง่าย ๆ ก็คือ คนอื่นยังมองว่าจิตภูตของเขาเป็นเพียง "แมงป่องพิษ" ธรรมดาทั่วไป ยังไม่ล่วงรู้เรื่องที่จิตภูตของเขาได้รับการยกระดับแล้ว
'เหอะ ถึงจะตลกไปก็เท่านั้น ใครที่คิดทำร้ายพี่หมู่เฉิน ก็คือศัตรูของข้า!' ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น หลิวเชียนหลีก็หุบยิ้มลงทันที
"อะแฮ่ม มีอะไรจะถามก็รีบถามมาค่ะ เวลาของคุณหนูอย่างข้ามีค่ามากนะ!" หลิวเชียนหลีหยิบตะเกียบเตรียมคีบอาหาร แม้วันนี้เธอจะตั้งใจมาข่มจี้อวิ๋นเจ๋อ แต่นางเองก็เหนื่อยไม่ใช่เล่น ตอนนี้ท้องร้องจ๊อก ๆ ต้องการอาหารอย่างเร่งด่วน
"คือเรื่องเป็นอย่างนี้นะครับ สรรพคุณของหญ้าหางพิษกับบัวทานตะวัน..."
จี้อวิ๋นเจ๋อเอ่ยถามคำถามที่เตรียมมาอย่างเป็นฉากๆ พลางสังเกตท่าทางการคีบอาหารของหลิวเชียนหลีอย่างแนบเนียน— เห็นได้ชัดว่านางชอบปลาทอดเปรี้ยวหวานจานนั้นเป็นพิเศษ ปากก็ตอบรับคำถามของจี้อวิ๋นเจ๋อไปตามสมควร แต่ความเร็วในการคีบอาหารกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โอกาสมาถึงแล้ว!
จี้อวิ๋นเจ๋ออาศัยจังหวะที่โต๊ะบดบังร่างไว้ ค่อย ๆ ล้วงเม็ดยากลมขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยออกมาจากแขนเสื้อ ภายในคือยาพิษที่ชายชุดดำมอบให้ ซึ่งเขาได้หลอมเตรียมไว้ตั้งแต่คืนก่อน
จี้อวิ๋นเจ๋อวางมันไว้ในฝ่ามือ ใช้นิ้วโป้งกดเบา ๆ จนเปลือกยาแตกออก ของเหลวที่เป็นพิษก็ไหลซึมไปตามร่องนิ้ว
“ถ้ามีถุงพลาสติกก็คงไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้...” จี้อวิ๋นเจ๋อขยับไหล่ พลางคิดอยู่ในใจ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ จี้อวิ๋นเจ๋อไม่ได้นำยาพิษทั้งหมดมาหลอมเป็นเม็ดยา เหตุผลประการแรกคือไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณมากถึงเพียงนั้น และประการที่สองคือเขาต้องเหลือ 'หลักฐาน' ไว้สำหรับตนเองด้วย
จากนั้น เมื่อถามคำถามไปได้อีกสองสามข้อ เขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมาทำท่าจะคีบอาหาร แล้ว "บังเอิญ" ทำตะเกียบข้างหนึ่งหล่นลงพื้นไป
“เอ่อ...” จี้อวิ๋นเจ๋อเงยหน้ามองคนทั้งสองที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ยิ้มแหยอย่างขออภัย
“เสี่ยวเอ้อ! รบกวนขอตะเกียบใหม่อีกคู่!” จี้อวิ๋นเจ๋อตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อ ก่อนจะหันมาเม้มปากเสริมว่า
“คือข้าเป็นคน... ที่ค่อนข้างรักความสะอาดน่ะ”
“อ้อ” หลิวเชียนหลีตอบรับโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา ส่วนเถี่ยจู้เองก็สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
เสี่ยวเอ้อรีบวิ่งมา “นี่ครับคุณชาย!”
เมื่อมองดูปลายตะเกียบที่ยื่นมาให้นั้น นัยน์ตาที่เคยเรียบเฉยของจี้อวิ๋นเจ๋อราวกับมีหินก้อนเล็ก ๆ ถูกโยนลงไป ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายออกไป...
เรียบร้อย!
“ขอบใจ” จี้อวิ๋นเจ๋อรับตะเกียบมาด้วยมือขวา พร้อมกับส่งยิ้มให้เสี่ยวเอ้อ
(จบแล้ว)