- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 59 ครูกับวัตถุที่ถูกรวบรวม
บทที่ 59 ครูกับวัตถุที่ถูกรวบรวม
บทที่ 59 ครูกับวัตถุที่ถูกรวบรวม
ในฐานะที่เป็นโรงเรียนมัธยมปลายระดับประเทศที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษ
‘โรงเรียนมัธยมหมายเลขสี่แห่งเมืองมู่ซิง’ ตลอดเวลากว่า 20 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งมา ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถึงแม้จะไม่เคยมีเรื่องเกิดขึ้น โรงเรียนก็ยังคงทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อการรักษาความปลอดภัยเพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิด ‘มุมมืดทางกายภาพ’ขึ้น และเพื่อให้มั่นใจว่า หากมี ‘มนุษย์เทียม’ ปรากฏขึ้น ก็จะถูกปราบปรามได้ในทันที
ระบบรักษาความปลอดภัยของทั้งโรงเรียนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ
1.กองร้อยรักษาการณ์
ทีมรักษาความปลอดภัยมาตรฐานระดับสองของเมือง ถึงแม้จะด้อยกว่าทีมระดับหนึ่ง หรือด้อยกว่านักสอบสวนระดับสูง แต่สมาชิกแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์การต่อสู้จริงมาไม่น้อย และทุกคนยังสวมใส่ชุดยุทธการที่ซื้อมาจากบริษัท ลักษณะเหมือนตำรวจหน่วยพิเศษในภาพยนตร์
พวกเขามักติดอาวุธอย่างกระบองไฟฟ้า ปืนไฟฟ้า มีดยุทธวิธี และอื่น ๆ ตั้งแต่ระดับหัวหน้าหมู่ขึ้นไปได้รับอนุญาตให้พกปืนพกขนาด 9 มม. (พร้อมระบบตรวจเลือดที่ไกปืน*)
*เมื่อเหนี่ยวไกครั้งแรก เข็มเล็ก ๆ บนไกจะเจาะเอาเลือดไปตรวจ หากยืนยันว่าไม่ใช่มนุษย์เทียม ระบบจึงจะปลดเซฟของปืน
*เนื่องจากในประเทศยังมีมนุษย์เทียมแฝงตัวอยู่เป็นจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นทุกวัน อาวุธปืนจึงอยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวดเป็นพิเศษ
2.ครูพละ
พวกเขามักจะเป็นตัวแทนของ ‘กำลังรบสูงสุดในโรงเรียน’ ครูพละแต่ละคนคือพลังที่ไม่อาจมองข้าม นอกจากร่างกายและความสามารถที่แข็งแกร่งแล้ว แทบทุกคนยังครอบครอง ‘วัตถุที่มีคุณสมบัติมุมมืด’ หรือไม่ก็มีพลังเสริมที่เกี่ยวพันกับมุมมืดในรูปแบบอื่น ๆ
นี่เองคือเหตุผลว่าทำไม แม้ทั่วประเทศจะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง แต่โรงเรียนก็ยังคงสามารถรักษาความสงบและความมั่นคงไว้ได้เสมอ
แต่ตอนนี้
โรงเรียนที่ถูกมองว่าเป็น ‘เขตปลอดภัย’ กลับกำลังเผชิญกับอันตรายที่ร้ายแรงกว่าปกติหลายเท่า
…
【เขตอาคารเรียน】
เนื่องจากการทดสอบสมรรถภาพร่างกายในยามค่ำคืน นักเรียนทั้งหมดจึงถูกรวมตัวอยู่ที่ศูนย์กีฬา อาคารเรียนจึงเหลือเพียงเหล่าครูที่ยังคงนั่งทำงาน เก็บเรียงข้อสอบวิชาการและข้อสอบตรรกะ
ทันทีที่ ‘ห้วงรอยต่อ’ ก่อตัวขึ้น ทีมลาดตระเวนที่นำโดยหัวหน้ากองร้อยรักษาการณ์เพิ่งเดินผ่านอาคารเรียนพอดี เครื่องตรวจสอบในมือก็สว่างวาบขึ้นเป็นสีแดง หมายความว่าภายในอาคารเรียนกำลังมีปฏิกิริยาผิดปกติรุนแรง
เมื่อพิจารณาว่าในสนามกีฬายังมีครูพละอยู่ หัวหน้ากองจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด สั่งให้ทีมรีบเข้าไปตรวจค้นอาคารเรียน หากพบมนุษย์เทียมที่น่าสงสัย ให้กวาดล้างได้ทันที
อีกด้านหนึ่ง ในห้องน้ำลึกสุดของชั้นห้า
หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ‘ต่งหลาน’ พึ่งออกมา หลังจากนั่งทรมานท้องเสียอยู่นานจนเหงื่อชุ่มใบหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ เธอคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องไป ‘ทวงถาม’ ร้านอาหารที่ส่งข้าวมา
แต่เธอยังมีงานที่ต้องทำ คือต้องไปตรวจสอบความเรียบร้อยของข้อสอบในห้องพักครูมัธยมปลาย และหลังจบการทดสอบสมรรถภาพ ก็จะต้องจัดส่งข้อสอบที่บรรจุเสร็จลงรถขนย้าย
แต่ทันทีที่ต่งหลานกลับถึงห้องทำงาน ครูที่ควรจะอยู่ตรงนั้นกลับหายไปหมด ทั้งยังมีข้อสอบจำนวนหนึ่งหล่นเกลื่อนอยู่กับพื้น
“ฉันก็ออกไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเอง คนพวกนี้หายหัวไปไหนกันหมดเนี่ย?”
เธอเริ่มหัวเสีย ตั้งท่าจะโทรหาทีละคน แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่าเพราะการทดสอบครั้งนี้ใช้ ‘ระบบปิดกั้นสัญญาณ’ โทรศัพท์จึงใช้งานไม่ได้เลย ตั้งแต่ทำงานอยู่ที่โรงเรียนนี้มาสองสิบปี เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องอันตรายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย จึงตีความว่าเรื่องตรงหน้าก็เป็นเพียง ‘การรวมตัวกันอู้งาน’ ก็เท่านั้น
แน่นอนว่าในฐานะผู้อำนวยการ เธอไม่มีทางลงมือเก็บข้อสอบด้วยตัวเองอยู่แล้ว ต่งหลานจึงรีบเดินกึก ๆ ไปทางห้องรักษาความปลอดภัยโดยคิดว่าจะใช้อำนาจของเธอเพื่อให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยค้นหาครูที่ ‘หายตัวไป’ เหล่านั้นกลับมาให้หมด
แต่พอเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว เธอก็รู้สึกแปลกขึ้นมาทันที ระเบียงชั้นนี้ดูเหมือนจะ…ยาวกว่าปกติ ไม่ว่าก้าวเท่าไรก็ยังไม่ถึงมุมเลี้ยว ทั้งที่ปกติจากห้องทำงานไปห้องเรียน จะใช้เวลาแค่ไม่ถึงครึ่งนาที
เสียงส้นสูงกระทบพื้นดัง ตึง! ตึง! สะท้อนก้องไปทั่วอาคารเรียนที่เงียบสงัด แสงไฟบนเพดานเริ่มพร่ามัวลงทีละดวง บางดวงก็ดับสนิทไป
ในที่สุดเธอก็เลี้ยวเข้ามุม
ตรงหน้า คือเขตห้องเรียนที่เธอมั่นใจเสมอว่าจะควบคุมได้
แต่วันนี้กลับไม่เหลือแม้แววตาแห่ง ‘ความมั่นใจ’
เพราะสิ่งที่เธอเห็นคือ… บรรดายามรักษาการณ์เต็มชุดเกราะ ยืนเรียงรายบนราวระเบียง กำลังถอดหมวกเกราะออกทีละคน ก่อนจะเอนตัว แล้วกระโดดลงไป !
ผั่ก! ผั่ก! ผั่ก
เสียงกระดูกแหลกสะท้อนขึ้นมาจากชั้นล่าง
ต่งหลานตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น แต่ก็ยังเผลอชะโงกไปดูข้างล่างอยู่ดี ชั้นล่างไม่ได้มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เพิ่งกระโดดลงจากอาคารเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากกว่าสิบคนที่กระโดดลงมาก่อนหน้านี้ ทุกคนใช้หัวลงพื้น มันแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เลือดสาดกระจายจนพื้นแดงฉาน
แต่ในกองศพเหล่านั้น…กลับไม่มีแม้แต่ครูสักคนเดียว
ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ สัญชาตญาณสั่งให้หนี แต่ขาเธอกลับอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้เพราะตลอดชีวิต ต่งหลานเป็นเพียงผู้อพยพที่ย้ายมาอยู่โรงเรียนนี้ในฐานะผู้บริหาร ไม่เคยผ่านการฝึกฝน ไม่เคยเผชิญความกลัว สิบกว่าปีแห่งชีวิตสงบสุขได้ลบเลือนความหวาดกลัวไปจนหมดสิ้น
และในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ต่งหลานหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นครูวิชาสามัญที่เธอเกลียดที่สุดในเวลาปกติ กัวเหวินเตี้ยน แต่ในสภาพการณ์ตอนนี้ ไม่ว่าจะเกลียดหรือไม่เกลียดก็ไม่สำคัญอีกต่อไป การได้เจอ ‘คนเป็น’ ในที่แบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว
“ครูกัว มาช่วยฉันหน่อย เรารีบออกไปจากโรงเรียนกันเถอะ! เร็วเข้า! รีบไปเรียกเจ้าหน้าที่สอบสวนมาเดี๋ยวนี้!”
แม้จะอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว แต่ต่งหลานก็ยังพูดออกมาในลักษณะสั่งการ ทว่าครูกัวกลับไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกเลยสักนิด การเคลื่อนไหวของเขายังคงเชื่องช้าเหมือนปกติ แต่ก็ยังเดินเข้ามา แล้วเหยียดมือขวาออกมา แต่แขนที่ยื่นออกมากลับไม่ใช่เพื่อจะพยุง หากแต่ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะเบา ๆ ตรงหว่างคิ้วของต่งหลาน
สิบวินาทีต่อมา…
ผั่ก!
ร่างหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากชั้นบน แทงหัวลงกับพื้น ขาทั้งสองที่สวมรองเท้าส้นสูงสีดำคู่เก่าชี้โด่งขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะหยุดนิ่ง
ครูกัวมองภาพตรงหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็เดินไปยังบันได เขาไม่ได้เดินลงไป แต่กลับเดินขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าของอาคารเรียน ยืนบนขอบตึก มองไปทางศูนย์กีฬา เหมือนกำลังตรวจสอบอะไรบางอย่าง เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอยู่หลายนาที จนกระทั่งเสียงเคาะบางอย่างดังขึ้นมาจากด้านหลัง
เสียงนั้นมาจากภาชนะโลหะที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้า ภายในบรรจุ “อนุพันธ์” ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับการทดสอบครั้งนี้
ตามที่โรงเรียนกล่าว อนุพันธ์ก็เป็นเพียงศพที่ฉีดเซลล์ผิดปกติปริมาณเล็กน้อย ความสามารถไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เทียมที่ยังไม่ถึงครึ่งปี ไม่มีทางเป็นภัยคุกคามได้
ทว่าครูกัวกลับก้าวเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง หลังจากตรวจสอบรอบภาชนะหนึ่งรอบ เขาก็ยกมือแตะไปตรงช่องเปิด เสียงโลหะบิดงอดัง ก๊อบแก๊บ ก๊อบแก๊บ กลอนโลหะผสมถูกแรงภายนอกบิดจนบิดเบี้ยวและแตกหัก อนุพันธ์ที่ถูกปิดผนึกไว้ค่อย ๆ เผยออกมาให้เห็น
ร่างศพที่ตั้งตรงอยู่ ทว่าผิวกายของศพกลับมีแสงวูบไหวเคลื่อนไปมา แม้ในความมืดก็ยังมองเห็นได้ชัด ราวกับสัตว์ทดลองที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นจากความตาย เดินออกมาจากภาชนะอย่างแข็งทื่อ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าครูกัว ห่างกันไม่ถึงครึ่งเมตร
แปะ! ลูกตาข้างหนึ่งกลิ้งหลุดลงมา
โพรงตาที่ควรจะว่างเปล่ากลับส่องประกายวิบวับราวกับมีบางสิ่งซ่อนอยู่
เสียงก๊อบแก๊บดังก้องออกมา
หนวดสายหนึ่งที่เต็มไปด้วยชีวิต พุ่งออกมาจากเบ้าตา ส่องประกายเจิดจ้า แกว่งไหวอยู่กลางอากาศ ดูเหมือนเชื่องช้า ไร้อันตราย แต่กลับพุ่งแทงใส่ครูกัวอย่างฉับพลัน
หนวดที่ควรจะเจาะโดยตรงถูกเบี่ยงเบนระหว่างทาง มันพลาดไปผ่านหูและขมับ แต่มันไม่ยอมแพ้ หันหลังกลับทันที โจมตีด้านหลังศีรษะของครูกัว
เสียงหึ่งดังสะท้อน
แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ทุกครั้งก่อนจะถูกแทงโดน มันกลับถูกบิดเบี้ยวโดยแรงที่มองไม่เห็น หนวดพุ่งจู่โจมซ้ำถึงห้าครั้งแต่ล้วนพลาดทั้งหมด สุดท้ายจึงลอยค้างอยู่ตรงหน้าครูกัว
ปลายหนวดเปล่งแสงสีเขียว คล้ายกำลังใช้การรับรู้บางอย่างเพื่อสำรวจ หรืออาจกำลังสื่อสารกับครูกัวโดยไร้คำพูด
เวลาผ่านไปเกือบสองนาที
ศพหยิบลูกตากลับมาใส่ที่เดิม มันไม่มองครูกัวเป็นเป้าหมายอีกต่อไป
ครูกัวเองก็ดูเหมือนจะได้เป้าหมายใหม่ที่แตกต่างไปจาก “การคัดกรองของห้วงรอยต่อ” ครั้งนี้ รอยยิ้มอันหาได้ยากค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า
……
【เมืองหลวง – เมืองโลก】
ในส่วนลึกของตึกโลหะขนาดมหึมาที่เหมือนป้อมปราการ
ชายวัยกลางคนแต่งกายสุภาพ เรียบร้อย ผมแสกข้างยืนเด่น กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องส่วนตัว บางครั้งก็ใช้สมุดบันทึกเขียนงานวรรณกรรม
ติ๊งต่อง เสียงกดกริ่งดังขึ้น
“เข้ามาได้”
เมื่อได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งในชุดป้องกันระดับสูงสุดก็เปิดประตูเข้ามา แต่ไม่ย่างก้าวเข้ามาในห้องแม้แต่ก้าวเดียว คนที่อยู่หัวแถวถืออุปกรณ์ที่คล้ายเครื่องบันทึกเสียง
“คุณคราฟต์ ขอสอบถาม สถานการณ์การสอบของโรงเรียนทั้งหมดตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อนุพันธ์ของคุณยังคงเสถียรใช่หรือไม่?”
“เสถียร 100% ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ”
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”