- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 50 อันดับหนึ่ง
บทที่ 50 อันดับหนึ่ง
บทที่ 50 อันดับหนึ่ง
หลัวตี้กลับมาที่ที่นั่งของตัวเอง แล้วก็พบว่ามีใครบางคนนั่งเพิ่มเข้ามาโดยไม่คาดคิด สายตาของเขาสบเข้ากับเด็กผู้หญิงร่างเล็กหน้าม้าเต่อ ส่วนสูงเพิ่งเลยหนึ่งเมตรหกสิบไปนิดเดียว
แค่สบตากันบรรยากาศก็เริ่มอึดอัดเล็กน้อย ราวกับว่าหลัวตี้เองก็จำชื่อเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ไม่ได้แล้ว
ขณะที่เสี่ยวอิ๋งกำลังจะเอ่ยแนะนำตัวเอง หลัวตี้กลับพูดขึ้นมาก่อนว่า “หลี่เสี่ยวอิ๋ง”
“อืม……”
“อืม”
หลัวตี้พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเริ่มเก็บของบนเก้าอี้
จนกระทั่งการต่อสู้ของนักเรียนกลุ่มสุดท้ายสิ้นสุดลง การสอบเปิดภาคเรียนในวันนี้ก็ถือว่าจบลงอย่างเป็นทางการ
นักเรียนส่วนใหญ่ในห้องต่างก็เดินขากะเผลกกันเป็นแถว กว่า 10 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ส่วนคนที่ร่างกายยังคงสมบูรณ์ก็ไม่ได้รู้สึกโชคดีอะไรนัก พวกเขาต่างก็เข้าใจดีว่าการต่อสู้ในค่ำคืนนี้ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า ‘ผ่าน’ เลยแม้แต่น้อย มันกลับดูเป็นเหมือนเป็นเพียงการพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงมากกว่า และพวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมันในครึ่งปีที่เหลือให้ได้
หลัวตี้เป็นคนที่เก็บของเสร็จเร็วที่สุด เขาก้าวเดินออกจากโรงยิมไปอย่างคล่องแคล่ว
“หลัวตี้ เดี๋ยวก่อน……”
เกาโหยวเสวียนรีบวิ่งตามมา พอวิ่งทันเขาก็เดินเคียงไป พร้อมซักถามเรื่อง’การกลายเป็นเจียงซือ’อย่างจริงจัง
หัวหน้าห้องเห็นเข้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วรีบวิ่งตามมาเช่นกัน แต่พอวิ่งไปได้ครึ่งทาง เธอก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วราวกับกำลังเต้นรำ แล้วสายตาก็มองไปยังเด็กสาวที่ยังยืนเหม่ออยู่ตรงที่พักอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เสี่ยวอิ๋ง! คืนนี้หลังทดสอบร่างกายเสร็จ โรงอาหารมีอาหารมื้อดึกฟรีนะ ไปด้วยกันไหม?”
“ไปสิ!”
เสี่ยวอิ๋งรีบคว้ากระเป๋าที่ซิปยังไม่ได้รูดปิด วิ่งกึ่งเดินกึ่งกระโดดตามไปทันที กลายเป็นคนสุดท้ายที่ตามหลังทั้งสามไป
…
【โรงอาหาร】
เมื่อก่อนพวกเขาจะเลิกเรียนแล้วกลับบ้านกันก่อนหกโมงเย็น ไม่เคยมีใครได้กินข้าวเย็นที่โรงอาหารเลย มื้อดึกยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เพราะเมืองมู่ซิงเป็นเมืองอพยพที่มีชาวจีนเป็นหลัก สไตล์ของโรงอาหารจึงออกไปทางอาหารจีนทั้งหมด ทันทีที่ก้าวเข้าไปก็ได้กลิ่นน้ำพริกเผาน้ำมันร้อนหอมฉุนลอยมา
ตรงหน้าต่างเสิร์ฟเครื่องเคียงที่เพิ่งยกลงจากเตาวางเรียงเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ผัดเนื้อวัว พะโล้ซี่โครงหมู หมูสับผัดเต้าเจี้ยว เนื้อผัดพริกเขียว ฯลฯ
บรรดาป้า ๆ ก็กำลังต้มเส้นบะหมี่ที่ทำจากแป้งคุณภาพดีลงในหม้อใหญ่ เส้นเด้งเหนียวนุ่ม เครื่องเคียงเลือกใส่ได้ไม่อั้น อยากตักเองแค่ไหนก็ได้ แถมยังมีไข่ดาวที่ทอดสด ๆ ร้อน ๆ อีกด้วย
แม้จะน่ากินแค่ไหน แต่เพราะเป็นเวลากลางคืนแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังห่วงเรื่องแคลอรี จึงมักจะเลือกชามเล็กหรือกลางกันเป็นส่วนใหญ่
ฝั่งหลัวตี้เองก็เหมือนกัน เขามองว่าการกินมากเกินไปตอนกลางคืนจะกระทบกับการนอน
เขากับเกาโหยวเสวียนเลือกเป็นบะหมี่ซี่โครงหมูชามเล็ก
ส่วนเสี่ยวอิ๋งที่ไม่ยอมพูดอะไรเลย ก็เลือกบะหมี่แห้งซอสเต้าเจี้ยวชามเล็ก แล้วก็ตามหลังหัวหน้าห้องมาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะมานั่งโต๊ะเดียวกัน
แต่แล้ว โครม!
ชามใหญ่หนักอึ้งถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่ตรงนั้น เสี่ยวอิ๋งถึงเพิ่งเห็นว่าหัวหน้าห้องสั่งมาบะหมี่ชามใหญ่พิเศษ เครื่องข้างบนเต็มไปด้วยทั้งเนื้อวัว ซี่โครงหมู แล้วยังมีไข่เจียวขนาดมหึมาโปะอยู่อีกฟอง
“เสี่ยวอิ๋ง อย่ามัวแต่มอง รีบกินสิ”
“อ้อ…”
เสี่ยวอิ๋งที่นั่งข้างหัวหน้าห้องไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองเลย เพราะตรงข้ามของเธอคือหลัวตี้
หัวหน้าห้องกินไปก็พูดไป “จริงสิ ต่อไปเสี่ยวอิ๋งจะมากับพวกเราด้วย เวลามื้ออาหาร ถ้าฉันติดงานในฐานะหัวหน้าห้อง นายก็ช่วยดูแลพาเสี่ยวอิ๋งมาด้วยนะ”
เกาโหยวเสวียนที่นั่งฝั่งตรงข้ามชูมือทำสัญลักษณ์โอเค ส่วนหลัวตี้ก็เอาแต่นั่งกินเงียบ ๆ ไม่ตอบอะไร
บะหมี่ร้อน ๆ ถูกซัดเกลี้ยงในเวลาไม่นาน หัวหน้าห้องดูจะเป็นคนที่กินได้อร่อยที่สุด
เสี่ยวอิ๋งเพิ่งรู้ว่าหัวหน้าห้องกินเก่งขนาดนี้ เธอกลับรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เพราะในความคิดของเธอ การที่หัวหน้าห้องกินได้มากขนาดนี้แต่ยังคงรูปร่างดีอยู่ นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายต้องซ้อมพิเศษหนักหน่วงแค่ไหนเพื่อเผาผลาญพลังงานออกไปตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน
โครม! หัวหน้าห้องวางชามใหญ่ในมือลงบนโต๊ะอีกครั้ง คราวนี้เธอซดน้ำจนหมดเกลี้ยงถ้วย
เธอเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปาก แล้วพูดประเด็นใหม่ขึ้นมา “ว่าแต่ พวกนายคิดจะอยู่หอในไหม? อยู่หอจะประหยัดเวลาเดินทาง แถมยังได้กินอาหารเช้าในโรงอาหารฟรีด้วยนะ”
เกาโหยวเสวียนดันแว่นขึ้นเล็กน้อย “ฉันนอนไม่ค่อยหลับ ชอบนอนคนเดียวมากกว่า”
“แล้วหลัวตี้ล่ะ?”
“บ้านฉันไม่ไกล นั่งรถเมล์แค่ยี่สิบนาที อีกอย่าง แม่ก็ทำอาหารเช้าให้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องอยู่หอ”
ได้ยินแบบนั้น หัวหน้าห้องก็ถอนหายใจ “เฮ้อ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่หอ คุยกับที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ครึ่งปีสุดท้ายนี้จะทุ่มเต็มที่กับการเรียนในโรงเรียน”
“แล้วเสี่ยวอิ๋งล่ะ?”
“ฉัน…ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ คืนนี้จะกลับไปคุยกับที่บ้านก่อน…”
หัวหน้าห้องโผเข้ากอดเสี่ยวอิ๋ง “อยู่หอเถอะนะ! ถ้าเธอตกลง ฉันจะไปหาครูหยวนทันที ให้เขาจัดห้องให้อยู่ด้วยกัน แบบนี้ตอนเช้าจะได้กินข้าวด้วยกัน ไปเรียนด้วยกัน ชีวิตในโรงเรียนจะมีเพื่อนร่วมทาง มันคงสนุกกว่าเยอะ”
“ก็ได้ค่ะ” แค่ได้ยินว่าจะได้พักห้องเดียวกับหัวหน้าห้อง เสี่ยวอิ๋งถึงจะยังไม่ได้กลับไปคุยกับที่บ้าน แต่ก็เผลอตอบตกลงทันที
…
【วันถัดมา】
เช้าวันใหม่ คาบแรกก็คือวิชาพลศึกษาของครูประจำชั้น ทว่าคราวนี้กลับจัดขึ้นในห้องเรียนแทน จุดสำคัญคือการประกาศผลสอบเมื่อวาน และการจัดตารางเรียนพิเศษยามค่ำ
หยวนจื้อจวินยังคงสวมชุดเครื่องแบบทหาร แต่จากสีหน้าก็เห็นได้ว่าเขาซ่อนความยินดีเอาไว้ไม่มิด
“ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับทุกคน คะแนนเฉลี่ยของห้องเราพุ่งขึ้นอีกแล้ว ตอนนี้ขึ้นมาเป็นอันดับสองของชั้น ส่วนการสอบเมื่อคืน มีอยู่สองคนที่ต้องยกออกมากล่าวชมเป็นพิเศษ
ลู่เหวิน ทำลายสถิติวิ่งระยะสั้นและระยะยาวของโรงเรียนต่อเนื่องกัน สุดท้ายเธอก็ได้อันดับสี่ของชั้น
ส่วนผลการประเมินของหลัวตี้ หลังจากบรรดาอาจารย์ประชุมถกเถียงกันจนดึกดื่น ในที่สุดก็ตัดสินให้เป็น ‘อันดับหนึ่งของชั้น’ ”
เสียงปรบมือดังก้องขึ้นทันที หัวหน้าห้องยิ้มกว้าง พลางยกนิ้วโป้งส่งให้หลัวตี้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง
“นอกจากนี้ รวมสองคนที่กล่าวไปแล้ว ขอเพิ่มชื่อเกาโหยวเสวียน สวีเตี้ยนจวิน และหลี่เสี่ยวอิ๋งด้วย พวกเธอมีคะแนนติดอันดับห้าสิบคนแรกของชั้น
จากนี้ไป เวลาคอร์สพิเศษยามค่ำ พวกเธอจะถูกจัดเข้ากับ ‘กลุ่มพิเศษ’ เพื่อรับการฝึกฝนเพิ่มเติม”
เสี่ยวอิ๋งที่นั่งแถวหน้าแทบไม่อยากเชื่อ ปกติแล้วคะแนนเธออยู่ราว ๆ ร้อยต้น ๆ ไม่คิดว่าจะพุ่งขึ้นขนาดนี้ สำหรับเธอแล้ว เหตุผลสำคัญคงเป็นเพราะแรงใจที่หัวหน้าห้องมอบให้เมื่อคืน
เมื่อเธอหันกลับไปมอง หัวหน้าห้องก็ชูกำมือทำสัญลักษณ์รูปหัวใจตอบมาแล้ว
“ส่วนคนที่ไม่ติดกลุ่มพิเศษก็ไม่ต้องท้อแท้ ฉันจะจัดการฝึกให้เหมาะสมกับแต่ละคนเอง…จริงสิ! หลัวตี้ ลู่เหวิน พวกเธอสองคนไปห้องผู้อำนวยการหน่อยนะ มีข่าวดีล่ะ”
หัวหน้าห้องดีดตัวลุกพรวดเดียวไปยืนรอที่หน้าประตูห้องเรียน โบกมือเรียกหลัวตี้รัว ๆ
“นายนี่ช้าน่าดูเลยนะ ผู้อำนวยการเรียกนายจะยังทำหน้าไม่ค่อยพอใจอยู่อีกหรอ?”
หลัวตี้ไม่ตอบอะไร แค่เดินเงียบ ๆ ไปตามทางเดินตึกเรียน
ตึกเรียนกับตึกอำนวยการเชื่อมถึงกันด้วยสะพานโค้งแบบวงแหวน สามารถข้ามไปได้ตรง ๆ
หากเดินผ่านโซนห้องเรียน ก็มั่นใจว่าเสียงพูดคุยจะไม่ไปรบกวนห้องอื่นๆ หลัวตี้ที่เงียบมาตลอดทางก็เอ่ยขึ้น
“หัวหน้าห้อง เธอกำลังมีเรื่องอะไรในใจอยู่หรือเปล่า?”
“หา? ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?”
“ก็แค่รู้สึกว่าเธอกับหลี่เสี่ยวอิ๋งสนิทกันอย่างรวดเร็ว มันดูแปลกเกินไปหน่อย ทั้งที่ผ่านมาแทบไม่ค่อยได้คุยกันเลย”
“แล้วครึ่งปีก่อนล่ะ? เราสองคนก็ไม่ได้สนิทกันเหมือนกันใช่ไหม? เพิ่งเมื่อคืนนี้เองฉันถึงได้รู้ว่าเสี่ยวอิ๋งมีพรสวรรค์ แถมยังน่ารักด้วยใช่ไหมล่ะ หน้ากลม ๆ นั่นน่ะ อีกไม่นานพออยู่หอด้วยกัน ฉันก็จะได้นอนห้องเดียวกับเธอแล้ว
จริงสิ เสี่ยวอิ๋งเหมือนจะชอบนายอยู่นะ นายคิดว่ายังไง?”
หลัวตี้ชะงักไปเล็กน้อย เหลือบตามองหัวหน้าห้อง แล้วเบนสายตากลับไปข้างหน้า เดินต่อไปเงียบ ๆ
ไม่คาดคิดว่าหัวหน้าห้องจะก้าวเร็วขึ้นแซงไปข้างหน้าเหมือนครั้งในบันไดช่วงปิดเทอม แล้วซ่อนมือไว้ด้านหลัง ท่าทีชัดเจนราวกับส่งสัญญาณที่แทบจะมองข้ามไม่ได้
หนึ่งวินาที
สองวินาที
สามวินาที
นึกว่าจะเหมือนหย่อนก้อนหินลงบ่อน้ำไร้ก้น แต่กลับกลายเป็นบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำ ก้อนหินกระแทกผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่น สะท้อนกลับมาพร้อมเสียงตอบรับ
มือที่หยาบกร้านแต่แฝงความอบอุ่นค่อย ๆ เอื้อมแตะลงมา
ทั้งสองเดินเคียงคู่ข้ามสะพาน มุ่งหน้าเข้าสู่ ‘ตึกอำนวยการ’ ก้าวขึ้นบันไดเกือบไร้ผู้คนทีละขั้น ๆ ไปยังห้องผู้อำนวยการที่อยู่บนชั้นสูงสุด
เมื่อเหลืออีกเพียงชั้นเดียว
กึก!
หลัวตี้ที่ก้าวขึ้นตรงชั้นบันไดหัวมุมกลับรู้สึกเหมือนภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวหมุนวน เขาเซถลาเกือบล้มลง
หากไม่ใช่เพราะหัวหน้าห้องคว้าแขนไว้ทัน หัวคงกระแทกราวบันไดไปแล้ว
“หลัวตี้ นายเป็นอะไรหรือเปล่า? หรือไม่ได้กินข้าวเช้ามา เลยเป็นลม?”
“ฉันกินบะหมี่ที่บ้านมาแล้ว…ไม่รู้ทำไม อยู่ ๆ ก็หน้ามืด เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ไม่มีแน่นอน ไม่งั้นจะดึงนายไว้ได้ยังไงล่ะ งั้นถ้าเจอผู้อำนวยการเสร็จแล้ว เราไปห้องพยาบาลด้วยกันดีไหม?”
“อืม” หลัวตี้ก็ห่วงสุขภาพตัวเองเหมือนกัน ก่อนสอบจบม.ปลาย ห้ามมีปัญหาสุขภาพเด็ดขาด
ถึงชั้นบนสุด
ทั้งคู่เพิ่งเดินมาถึงหน้าห้องผู้อำนวยการ ก็ได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมา แม้จะฟังไม่ชัดเพราะผนังเก็บเสียง แต่ฟังจากโทนแล้ว เหมือนเป็นการพูดคุยที่ไม่ค่อยราบรื่น คล้ายกำลังโต้เถียงกันอยู่