- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 43 กลับบ้าน
บทที่ 43 กลับบ้าน
บทที่ 43 กลับบ้าน
บนรถประจำการพิเศษของสำนักงานสอบสวน
หลัวตี้กับลู่เหวินเพิ่งนั่งลงบนเบาะกว้างด้านหลัง ฟังก์ชันอุ่นและนวดเปิดทำงานโดยอัตโนมัติ ราวกับมีแขนอ่อนนุ่มคู่หนึ่งคอยนวดไปทั่วร่าง ความง่วงที่มีอยู่เดิมยิ่งทวีคูณจนแทบต้านไม่ไหว
เสียงของคนขับรถดังมาจากด้านหน้า
“ผมจะไปส่งพวกคุณถึงบ้าน ตามที่อยู่ในฐานข้อมูลประวัติส่วนบุคคล”
“เดี๋ยวก่อน…ขอเราปรึกษากันนิดนึง”
หัวหน้าห้องใช้นิ้วดันเปลือกตาที่เกือบจะปิดลงเต็มที หันศีรษะไปทางหลัวตี้ที่อยู่ข้าง ๆ
“ฉันไปอยู่บ้านนายต่ออีกหน่อยดีไหม? แล้วค่อยกลับบ้านทีหลัง… คราวนี้รอดจากเหตุการณ์ผิดปกติแถมยังได้รางวัลจากสำนักงานสอบสวน คุณพ่อฉันต้องดีใจแน่ ๆ การจับตามองฉันก็คงจะผ่อนลงบ้าง
วันนี้ถึงจะกลับดึก เขาก็คงคิดว่าฉันติดประชุมคุยงานกับสำนักงานสอบสวนอยู่
ที่สำคัญ…ฉันยังอยากดูหนังอยู่ แล้วเสื้อผ้าของฉันก็ยังอยู่ที่บ้านของนายด้วย”
หลัวตี้ชะงักไปเล็กน้อยทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘หนัง’ นึกถึงบรรยากาศของการดูหนังด้วยกันแล้วก็ไม่เลว สุดท้ายเมื่อคิดว่าหัวหน้าห้องก็เคยไปบ้านเขามาแล้ว เขาจึงพยักหน้าตกลง
“คนขับๆไปส่งเราที่บ้านเขาก็พอแล้วนะ!”
เดิมทีคนขับตั้งใจจะปฏิเสธตามกฎของสำนักสอบสวน แต่พอเขามองผ่านกระจกมองหลังก็เห็นเด็กหนุ่มสาวทั้งสองเบียดกันหลับสนิทอยู่เบาะหลัง ภาพนั้นทำให้เขานึกถึงวัยหนุ่มสาวของตัวเองขึ้นมา จึงได้แต่ส่ายหัว ก่อนเหยียบคันเร่งต่ออย่างจนใจ
กว่าทั้งคู่จะลืมตาตื่น ก็ผ่านไปแล้วสี่ชั่วโมง รถประจำการจอดอยู่ที่ลานจอดรถด้านนอกชุมชนพักอาศัยหมายเลขสิบสาม
บรรยากาศในรถถูกปรับเป็นโหมดนอนหลับ ทั้งอุณหภูมิและความชื้นพอเหมาะพอดี ส่วนคนขับก็ไม่อยู่ตรงที่นั่งแล้ว เมื่อลุกออกจากรถทั้งสองก็เห็นว่าเขาไปนั่งที่เก้าอี้หินของชุมชนไม่ไกลนัก กำลังไถดูวิดีโอต่าง ๆ บนสายรัดข้อมือ ข้างกายมีถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินจนเกลี้ยงวางอยู่
แกร๊ก ประตูรถเปิดออก
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มสาวลงมาจากรถ คนขับก็เดินกลับไปที่ตำแหน่งของตัวเองช้า ๆ อย่างไม่เร่งรีบ
“ขอบคุณค่ะ” หัวหน้าห้องเอ่ยขอบคุณอย่างสุภาพ
เขายกมือทำสัญลักษณ์โอเคแทนคำตอบ ก่อนขับรถออกไป
“ฮึ่ย หนาวชะมัด! รีบกลับบ้านกันเถอะ!”
หัวหน้าห้องยังคงสวมเสื้อยืดแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นที่หลัวตี้ให้ยืมตั้งแต่เมื่อคืน ก่อนหน้านี้เธอไม่รู้สึกหนาวเพราะอยู่แต่ในสำนักงานสอบสวนหรือในรถ แต่ตอนนี้ลมหนาวพัดมาก็สั่นสะท้านทันที
ชุมชนถูกยกเลิกกาปิดล้อมพื้นที่แล้ว
ระหว่างที่ทั้งคู่รีบวิ่งกลับไปยังตึกที่อยู่ลึกที่สุด ก็ได้เห็นผู้คนมากมายระหว่างทาง
ทุกคนต่างเดินอย่างเร่งรีบ แบกหามสัมภาระเต็มมือ เหล่าผู้อยู่อาศัยที่เคยลังเลไม่ยอมย้ายออก คราวนี้หลังจากผ่านเหตุเมื่อคืน ก็ตัดสินใจแน่วแน่เลือกที่จะย้ายออกทันที
หลัวตี้ไม่ได้ใส่ใจกับภาพตรงหน้าสักเท่าไร สิ่งเดียวที่เขาคิดคือรีบกลับบ้านให้เร็วที่สุด
ก้าวขึ้นบันไดอาคารที่คุ้นเคยอีกครั้ง มองป้ายตัวเลข ‘สาม’ บนผนังที่ลอกล่อน ตอนนี้ถูกแปะด้วยแถบปิดล้อมของสำนักสอบสวนเต็มไปหมด เจ้าหน้าที่ฝ่ายเก็บกวาดกำลังทำงานอยู่ภายใน เก็บร่องรอยสารตกค้างของมนุษย์เทียม
ทั้งสองเดินต่อขึ้นไปจนถึงหน้าประตูห้องชั้นดาดฟ้า
แต่ยังไม่ทันที่หลัวตี้จะควักกุญแจออกมา ประตูกลับถูกเปิดจากด้านในเสียก่อน
เจ้าหน้าที่สามคนในชุดป้องกันกำลังทำงานเก็บร่องรอยของมนุษย์เทียมอยู่ในบ้านหลัวตี้ แถมยังช่วยจัดเก็บและทำความสะอาดจนเกือบเรียบร้อยพอดี
หลังจากตรวจสอบยืนยันตัวตนกันเสร็จ หลัวตี้กับหัวหน้าห้องก็ได้กลับเข้ามาในห้องอันอบอุ่นซึ่งเปิดฮีตเตอร์ไว้ ทุกอย่างยังคงปกติ เฟอร์นิเจอร์ไม่มีอะไรเสียหาย
เมื่อเห็นสภาพบ้านไม่ได้ต่างไปจากเดิม หลัวตี้ก็ถอนหายใจยาวโล่งอก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หัวหน้าห้องเดินออกมาจากห้องน้ำ ยังสวมเสื้อแขนสั้นของหลัวตี้อยู่เหมือนเดิม
ในบ้านอบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหารที่เพิ่งทำเสร็จ กลิ่นนั้นเรียกความรู้สึกอยากอาหารของหัวหน้าห้องขึ้นมาทันที
หลัวตี้ชี้ไปที่โต๊ะอาหารที่มีบะหมี่ผัดใส่ไข่ดาวร้อน ๆ วางอยู่ “มื้อนี้เอาแบบง่าย ๆ ไปก่อนก็แล้วกัน เธอคงไม่ได้อยากออกไปกินข้างนอกหรอกนะ”
“เยี่ยมเลย! ได้กินไปดูหนังไปอีกแล้ว! ฉลองที่เรายังมีชีวิตอยู่ ชนแก้ว!”
หัวหน้าห้องยกชามบะหมี่ขึ้นมาชนกับของหลัวตี้อย่างร่าเริง เธอไม่แสดงอาการไม่สบายใจจากการถูกสิง หรือความกดดันจากการรอดชีวิตเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ามีเพียงความสุขเหมือนเช่นเคย
ในสายตาของเธอ เห็นได้ชัดว่า ‘การกินไปดูหนังไป’ คือความสุขที่สุดในโลก
หลัวตี้เดิมทีก็อยากจะชวนพูดถึงเรื่องเมื่อคืน แต่พอเห็นท่าทีที่กระตือรือร้นของเธอ เขาก็เปลี่ยนใจ ไว้ดูหนังจบก่อน ค่อยคุยกันก็ได้
การได้ดูหนังไปพร้อมกับใครอีกคน…ก็ให้ความรู้สึกไม่เลวเลย บางครั้งยังสนุกกว่าการดูคนเดียวเสียอีก
หนึ่งเรื่องผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าห้องก็เหมือนนักเรียนดีเด่นที่เพิ่งเลิกคาบ รีบจี้ถามรายละเอียดของหนังทันที การโต้ตอบเช่นนี้ทำให้หลัวตี้ได้สัมผัสกับความสุขที่เรียกว่า ‘การแบ่งปัน’
แต่เมื่อการแบ่งปันจบลง บทสนทนาก็ค่อย ๆ เบี่ยงไป
“หัวหน้าห้อง…เมื่อคืนทำไมเธอถึงตื่นขึ้นมาได้ทันเวลาพอดี?”
“จะไม่ตื่นได้ยังไงล่ะ? ตอนกลางวันฉันดันเจอหน้าผู้ต้องสงสัยที่ชั้นสามพอดี แถมฉันเองก็ดันไปตรงกับเงื่อนไขของเหยื่ออีกด้วย
อีกอย่างนะ…อยู่ดี ๆ นายก็ดันเปลี่ยนใจ ไม่ยอมให้นอนโซฟา แต่กลับบอกให้ฉันนอนห้องนอนแทน แบบนี้ฉันจะไม่รู้สึกถึงอันตรายได้ยังไง?
หลายอย่างประกอบกันแบบนั้น ฉันจะยังนอนหลับสบายได้เหรอ? ที่สำคัญ ฉันเองก็ผ่านการฝึกตื่นระหว่างนอนมาแล้ว แค่มีอะไรรบกวนเพียงเล็กน้อยฉันก็จะตื่นทันที ฉันตื่นตั้งแต่ตอนที่นายลุกออกจากเตียงแล้ว
กลับเป็นนายเสียอีก ที่บังเอิญลุกไปเข้าห้องน้ำพอดี…เรื่องมันยังไงกันแน่ หลัวตี้?”
เมื่อถูกถาม หลัวตี้ก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง เขาเล่าฝันร้ายจาก ‘ลิ้นนรก’ ที่เคยพบในการฝึกภาคสนามให้ฟัง
“ที่แท้เป็นลิ้นนั่นเอง? แต่แปลกนะ การถูก ‘ปีศาจสิง’ ในร่างนายถูกถอนออกไปหมดแล้วแท้ ๆ ยังจะเตือนภัยได้อีกเหรอ? นายต้องระวังหน่อยนะ การรุกรานจาก ‘มุมมืด’ มันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้ารู้สึกไม่ชอบมาพากล ต้องรีบติดต่อสถาบันวิจัยทันที”
“อืม” หลัวตี้พยักหน้ารับ แต่ท่าทีดูไม่ค่อยใส่ใจนัก
หัวหน้าห้องเลิกคิ้วขึ้น จากนั้นก็คลายลง “บางทีคงไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ครึ่งปีแล้วนี่ อีกทั้งนายก็ไปตรวจร่างกายที่สถาบันวิจัยทุกเดือนอยู่แล้ว แถมตัวนายเองก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไร อาจจะเป็นเพียงสัญชาตญาณในการรับรู้ภัยล่วงหน้าของนายเองก็ได้
เฮ้อ รอบนี้รอดมาได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่า ได้เจอกับมนุษย์เทียมจริง ๆ แถมเป็นมนุษญ์เทียมที่พัฒนามาเกินหนึ่งปี แบบนี้ประวัติของเราจะช่วยเรื่องการสอบเข้าได้เยอะเลย
ที่สำคัญไปกว่านั้น…สำนักงานสอบสวนยังยอมมอบชุดต่อสู้ให้ฉันด้วย แค่นึกก็ใจเต้นแล้ว”
“ชุดนั้นมันมีอะไรพิเศษเหรอ?” หลัวตี้ถาม เขาไม่เคยรู้มาก่อนนอกเหนือจากในตำรา
“ฉันก็ได้ยินจากครูพิเศษเหมือนกัน เขาบอกว่าชุดของนักสอบสวนใช้เทคโนโลยีเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ แต่ยังอาจเกี่ยวพันกับเทคโนโลยีจาก ‘มุมมืด’ ด้วย ถึงจะเป็นแค่รุ่นธรรมดาแต่ฟังก์ชันพื้นฐานก็ยังคงอยู่
งั้นเอาแบบนี้ พอฉันได้รับชุดแล้ว จะไปที่สถาบันวิจัยพร้อมกับนายเลย อยากเห็นเหมือนกันว่าถ้ามีดของนายดูดซับเลือดจากสมองของ ‘แมงมุมหญิง’ แล้ว มันจะเปลี่ยนไปยังไง”
“ไว้ค่อยติดต่อกัน”
หัวหน้าห้องกอดหมอนใบหนึ่ง มืออีกข้างชูสูงขึ้น “เวลามีน้อย รีบดูหนังต่อกันดีกว่า!”
เย็นวันนั้น
หลัวตี้จะออกไปวิ่งกลางคืนตามปกติ จึงถือโอกาสไปส่งหัวหน้าห้องลงตึกด้วย
หลอดไฟตรงหัวมุมที่เธอถอดออกเมื่อคืน ถูกเปลี่ยนใหม่แล้ว
ตามราวบันได ขั้นบันได และเพดาน ยังพอมองเห็นรอยเล็บอยู่บ้าง
เมื่อใกล้ถึงชั้นสาม ลู่เหวินเดินนำหน้า มือไขว้หลังแล้วแกว่งเบา ๆ คราวนี้แกว่งชัดเจนกว่าคืนก่อน
แต่จนเดินผ่านชั้นสามไป ก็ยังไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมา มือเธอก็เพียงแต่โบกไปมาในอากาศเท่านั้น
“เชอะ…” หัวหน้าห้องกระแทกริมฝีปากแล้วหยุดก้าว
พอหลัวตี้ก้าวมาถึงระดับเดียวกัน เธอก็ทำเหมือนเมื่อคืน ยื่นมือไปสอดเข้ากับมือหยาบกร้านที่ไม่เหมือนเด็กนักเรียนมัธยมของเขา แล้วบีบเบา ๆ
แม้จะอยากบ่นออกไป แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่กัดฟันแล้วพูดออกมาเพียงสองคำ
“ขอบใจ…”