- หน้าแรก
- ห้วงลึกแห่งคนเป็น
- บทที่ 1 ไดอารี่
บทที่ 1 ไดอารี่
บทที่ 1 ไดอารี่
【เรือนจำเมืองเก่า】
โครงสร้างอาคารของเรือนจำเหมือนปราสาทยุคกลาง ทั้งโถงทางเข้ากับโถงหลักภายในดูราวกับถูกจำลองมาจากต้นแบบโบราณ กำแพงหินสูงห้าสิบเมตรตั้งตระหง่านทั้งสองข้าง ตลอดแนวจะมีหอเฝ้ายามที่มีคนคอยประจำอยู่เป็นระยะ และมีโดรนไร้คนขับบินตรวจการควบคู่กันไป
เหนือแนวกำแพง ดูเหมือนจะมีตาข่ายไฟฟ้าแบบล่องหน หรือเยื่อบางโปร่งใสอะไรบางอย่างลอยอยู่
รถยนต์สีดำคันหนึ่งมีลายเป็นขีดสีเทาเรียบง่าย ด้านบนเป็นฝาครอบโลหะทรงคล้ายหมวก ขับมาตามถนนเส้นเดียวที่มุ่งหน้าไปยังเรือนจำ ก่อนจะจอดนิ่งอยู่ในลานจอดที่โล่งว่างเปล่า
ประตูรถเปิดออกพร้อมกัน รองเท้าหนังสีดำขลับสองข้างก้าวลงจากตำแหน่งคนขับและผู้โดยสาร รอยเท้าทั้งคู่คล้ายคลึงกัน ยกเว้นเพียงขนาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ทั้งสองสวมเสื้อโค้ทยาวสีดำ บริเวณอกเสื้อติดเข็มกลัดลายดวงตาเหมือนกัน ต่างกันแค่ในเรื่องของวัสดุและสี
ชายหนุ่มที่ลงมาจากฝั่งคนขับยังดูอ่อนวัย ผิวพรรณเนียนใสคล้ายว่าช่วงชีวิตยังไม่ได้ผ่านโลกมามากนัก ใบหน้าบ่งบอกว่าอายุน่าจะไม่เกินสามสิบ พอลงจากรถ ก็ถูกเรือนจำเบื้องหน้าดึงดูดความสนใจไปในทันที
ส่วนชายวัยกลางคนที่ลงมาจากฝั่งผู้โดยสารกลับดูเหนื่อยอ่อนและเฉื่อยชาอย่างเห็นได้ชัด ใต้ตาห้อยยานเป็นร่องลึกเหมือนร่องน้ำบนหินเก่า เขายืดแขนหาวพลางขยับหลังเหมือนพึ่งงัวเงียตื่นจากการนอนหลับยาวบนรถ ชายคนนั้นไม่แม้แต่จะเหลือบตามองเรือนจำ ทว่าเขากลับหันไปมองชายหนุ่มข้างๆ แทน
“ขาดคนขนาดนั้นเลยหรอ?”
ประโยคถามที่ทั้งแหบทั้งหยาบคล้ายเสียงที่ดังออกมาจากรอยแยกในร่องหิน ลากเอาความคิดของชายหนุ่มให้กลับมาอยู่กับตรงหน้า ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ อย่างเขินอายก่อนจะเกาศีรษะ
“คุณแอนเดอร์สันครับ… คุณหลับไปทันทีตั้งแต่ขึ้นรถ ผมชื่อจางฉือ มาจากแผนกวิทยาศาสตร์พฤติกรรม คราวนี้หัวหน้าเป็นคนสั่งให้ผมเข้าร่วมภารกิจเยี่ยมคุกกับคุณครับ”
“เอานกมาด้วยแล้วเดินตามฉันมา”
จางฉือเอียงคอเล็กน้อยด้วยความงุนงง
“เรือนจำระดับนี้ยังต้องใช้นกอีกเหรอครับ?”
แอนเดอร์สันไม่คิดจะอธิบายให้เสียเวลา เขาเพียงสอดมือเข้าไปในซับในของเสื้อโค้ท หยิบวัตถุโลหะทรงคล้ายไข่ออกมา
คลิก
เปลือกไข่แยกตัวออกอย่างแม่นยำด้วยกลไกระดับสูง ข้างในคือนกขนาดเล็กคล้ายนกแก้ว มันตื่นขึ้นในทันที แล้วบินไปเกาะบนไหล่ขวาของเขา
จางฉือเองก็ทำเช่นเดียวกัน ปลุกนกของตัวเองขึ้นมา แล้วปล่อยมันบินมาเกาะไหล่ซ้ายของเขา
ทั้งสองเดินเข้าไปยังประตูหลักของเรือนจำ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดันหนักหน่วง
– ตรวจสอบบัตรประชาชน
– ส่งมอบอาวุธ
– เจาะเลือดเพื่อตรวจ
– ทดสอบสภาพจิต
เมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่เรือนจำที่ใส่ชุดป้องกันเต็มรูปแบบก็เดินนำทั้งสองเข้าไปสู่ส่วนลึกของคุก ผ่านเขตผสมที่ค่อนข้างเปิดโล่ง
เสียงหยาบคายและคำพูดลามกดังมาจากห้องขังเปิดโล่งในเขตผสม เหล่านักโทษที่อยู่ข้างในดูเหมือนไม่ได้มีโอกาสเห็นคนจากภายนอกที่ใส่สูทแต่ไม่สวมเกราะหรืออุปกรณ์ป้องกันแบบนี้มากนัก
เดินพ้นเขตผสม ผ่านทางเดินปิดตายที่ยาวเหยียด ลงบันไดเวียนลึกห้าสิบเมตรไปสู่พื้นที่ด้านล่างสุดของเรือนจำเมืองชายแดน ไม่ว่าจะเจ้าหน้าที่หรือเหล่านักโทษทั่วไป ต่างก็ไม่เต็มใจจะเข้าใกล้พื้นที่นี้เลยแม้แต่น้อย
【เขตคุมขังระดับอุกฉกรรจ์】
นักโทษที่ถูกขังไว้ที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนก่ออาชญากรรมที่เกินขอบเขตของคำว่า ‘โทษประหาร’ และที่สำคัญพวกเขา ‘ไม่สามารถถูกปลิดชีวิตได้’
“ท่านตี้ถูกย้ายไปที่ ‘ห้องพูดคุยพิเศษ’ แล้ว ทั้งสองท่านสามารถพูดคุยได้ไม่เกิน 15 นาที หากเกิดเหตุอันตรายระหว่างนั้น ทางเราจะยุติการพูดคุยทันที”
แอนเดอร์สันขยับข้อมือ หมุนข้อนิ้วเบาๆ แล้วหันไปกำชับชายหนุ่มที่อยู่ข้างตัว
“จางฉือ การสนทนาต่อจากนี้ ฉันจะเป็นคนจัดการเอง ห้ามนายพูดกับท่านตี้โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างเด็ดขาด แม้แต่การสบตาก็ให้หลีกเลี่ยงให้มากที่สุด”
“ครับ ผมจะเน้นจดบันทึกเท่านั้น”
จางฉือหยิบสมุดบันทึกเฉพาะทางของแผนกออกมา พร้อมเตรียมจดคำพูดทั้งหมดที่กำลังจะได้ยิน
“ไปกันเถอะ”
พวกเขาเดินผ่านโถงทางผ่านสุดท้าย พื้นที่ถูกแบ่งด้วยกระจกกันกระสุนรุ่นใหม่ แยกนักโทษไว้อย่างแน่นหนา
นี่คือภารกิจภาคสนามครั้งแรกของจางฉือ และเขาต้องมาพบกับนักโทษประเภทนี้ตั้งแต่ต้น แน่นอนว่าเขาก็รู้สึกกดดัน เขาได้ศึกษาข้อมูลก่อนมา และรู้ดีว่าอีกฝ่าย ‘อันตรายขนาดไหน’
ในแฟ้มข้อมูล เรียกเขาว่า ‘ปีศาจ’
ชื่อนี้ได้มาจากคำให้การของผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง เขาบอกว่า สิ่งที่ลงมือฆ่านั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่คือปีศาจที่มีเปลวไฟในดวงตา และมีเขางอกจากหัว
【อาการคลั่งรุนแรง】
【ไอคิวสูง】
【ไร้มนุษยธรรม】
【ร่างกายเหนือมนุษย์】
แท็กข้อมูลเหล่านี้ จางฉือจำได้ขึ้นใจ
แต่เมื่อมองผ่านกระจกที่ใช้กั้น จางฉือกลับเห็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังวิดพื้นอย่างมีแบบแผน ไม่มีเขางอกโผล่มาจากหัว ไม่มีผิวสีแดง มีแต่ผมสีดำกับผิวสีเหลือง เป็นแบบเดียวกับเขา
อีกฝ่ายรู้ว่ามีคนมาเยี่ยม แต่ก็ยังไม่หยุดวิดพื้น ปากขยับนับเบาๆ
“198, 199, 200……”
หลังจากวิดพื้นครบสองร้อยครั้งแล้ว ‘ท่านตี้’ ก็ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาจงใจสวมเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คมาเพื่อต้อนรับ “แขก” แต่เพราะวิดพื้นไปก่อนหน้า เหงื่อจึงเปียกชุ่มเสื้อเชิ้ตเป็นบริเวณกว้าง
ตอนที่จางฉือเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นในหัว กลับเป็นคำว่า "เป็นมิตร"
แต่เมื่อเพ่งมองอย่างถี่ถ้วน จางชื่อก็สามารถจับสัมผัสของอันตรายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ท่าทีเป็นมิตรนั้นได้ทันที ร่างกายของเขาก็พลันตั้งการ์ดอย่างระแวดระวังขึ้นมา
ในขณะนั้น สายตาของ ‘ท่านตี้’ ก็หันมองตรงมาพอดี ทั้งสองสบตากัน จางฉือซึ่งเป็นสายลับฝึกหัดที่สอบผ่านทฤษฎีด้วยคะแนนระดับดีเยี่ยม และได้คะแนนเกือบเต็มในภาคปฏิบัติ รู้สึกเหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลังในชั่วพริบตา แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงพยายามควบคุมสภาพจิตใจ ยิ้มพยักหน้าแสดงความสุภาพทักทาย โดยอาศัยจังหวะของการพยักหน้านั้นก้มหน้าจดบันทึกในสมุด บันถึก ‘ความรู้สึก’ ที่สัมผัสได้เมื่อครู่เอาไว้
“ท่านตี้ครับ พวกเรามาที่นี่ครั้งนี้เพื่อขอให้คุณช่วยวิเคราะห์คดีพิเศษคดีหนึ่งครับ”
แอนเดอร์สันรีบแทรกบทสนทนา พลางแนบเอกสารชุดหนึ่งที่จัดเตรียมไว้แล้วลงบนเครื่องสแกน ไม่นานก็มีสำเนาฉบับหนึ่งถูกส่งไปยังมือของท่านตี้ ใช้เวลาเพียงสามนาทีเขาก็อ่านจบ จากนั้นเขาก็จัดเอกสารซ้อนกันเรียบร้อย ถือไว้ในมือ
บริเวณนี้เก็บเสียงได้สมบูรณ์แบบ การสนทนาเป็นการส่งสัญญาณเสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เสียงของท่านตี้ถูกส่งผ่านตัวรับสัญญาณที่ผนัง และแปลงเป็นคลื่นสัญญาณ แล้วจึงส่งไปยังหูฟังที่ทั้งสองคนสวมอยู่ แม้เสียงจะถูกประมวลผลผ่านอุปกรณ์แล้วก็ตาม แต่ก็ยังฟังดูไม่สบายนัก
แม้จะเป็นเสียงที่ดังมาจากหูฟัง แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมันดังก้องขึ้นมาจากก้นบึ้งของใต้พิภพ
“นานแล้วที่ไม่ได้เจอแขกวัยหนุ่มแบบนี้ ฉันช่วยพวกคุณวิเคราะห์คดีได้ แต่มีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง การพูดคุยกับคนแก่ ๆ อย่างแอนเดอร์สันจะเร่งให้ฉันแก่เร็วขึ้น ให้เจ้าหนุ่มนี่เข้ามาคุยแทนแล้วกัน”
แอนเดอร์สันรู้ดีถึงนิสัยของอาชญากรรายนี้ ถ้าหากตอบปฏิเสธอย่างไม่รักษาน้ำใจ มีหวังต้องเสียเที่ยวเปล่าแน่ เขาหันไปมองจางฉือที่กำลังจดบันทึก
“จำไว้นะ การสนทนาหลังจากนี้ ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเธอโดยเด็ดขาด ถามแค่เรื่องของคดีก็พอ ฉันจะฟังอยู่ตลอด ถ้าหากมีบทสนทนาไหนไม่เหมาะสม ฉันจะหยุดการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ทันที”
จางฉือซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกหัดของแผนกวิเคราะห์พฤติกรรม การติดต่อกับอาชญากรเป็นงานหลักของเขาในอนาคตอยู่แล้ว ครั้งนี้เขาจึงรับภารกิจอย่างไม่ลังเล แอนเดอร์สันในฐานะรุ่นพี่อาวุโส จึงถอยออกไป ปล่อยให้เป็นเวทีของคนหนุ่มสองคน
จางฉือยังไม่รีบสนทนากับนักโทษที่อยู่หลังแผ่นกระจกกันกระสุน เขาหลับตาลงก่อน แล้วสื่อสารกับสิ่งหนึ่งที่อยู่ลึกลงไปในสมอง ด้วยวิธีการพิเศษบางอย่าง เมื่อการสื่อสารจบลง เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ความเยาว์วัยแบบเด็กใหม่หายไปในพริบตา แทนที่ด้วยสายตาแข็งกล้าเด็ดเดี่ยว ในขณะที่เขากำลังจะเริ่มพูดคุยกับอาชญากรหลังแผ่นกระจกกันกระสุน อีกฝ่ายกลับแสดงสีหน้าดูเป็นมิตร ยกมือขวาขึ้นโบกช้าๆ เป็นจังหวะคงที่
เสียงจากหูฟังดังขึ้นพร้อมกัน เสียงนั้นฟังดูเป็นมิตรกว่าเมื่อครู่มาก
“เข้ามาใกล้หน่อยสิ……” น้ำเสียงนั้นเหมือนสามารถแทรกซึมเข้าไปถึงความคิดได้
แต่จางฉือยังคงนิ่ง ไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เขาตั้งสติแน่วแน่ ต่อต้านแรงกดดันจากคำพูดราวที่ราวกับสะกดจิต
เสียงจากหูฟังยังคงดังต่อไป “โอ้? ดูเหมือนว่าจะเป็นเด็กใหม่ที่เก่งทีเดียว แต่ถ้าไม่เข้าใกล้ ก็ไม่ต้องคุยกับฉันแล้วกัน”
“เข้าไปเถอะ” เสียงของแอนเดอร์สันดังมาจากด้านหลัง
จางฉือมีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็ยังค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนหยุดอยู่ห่างจากแผ่นกระจกเป็นระยะหนึ่งเมตร
“เอ่อ ท่านตี้ครับ ผมอยากจะพูดคุยกับคุณเรื่องคดี……”
ในขณะที่จางชื่อเริ่มต้นจะพูด เสียงในหูฟังกลับแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ขัดจังหวะคำถามของเขา
“นายชื่ออะไร?”
จางฉือเพิ่งตระหนักว่าเขายังไม่ได้แนะนำตัวเอง เเขากำลังจะเอ่ยชื่อออกมาจากริมฝีปากที่บีบกันแน่น แต่เสียงในหูฟังก็แทรกขึ้นมาอีกครั้ง
“จาง~เจิ้น...ไม่สิ ขอเดาหน่อยนะ จางฉือ ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
ขณะที่จางฉือกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง ฝ่ายตรงข้ามกลับพูดแทรกขึ้นมาก่อน พร้อมวิเคราะห์คดีแบบตรงไปตรงมา
“ฆาตกร ‘ผีเสื้อ’ จะลงมืออีกในสามวันข้างหน้า มีความเป็นไปได้สูงที่เหยื่อจะถูกลักพาตัวไปแล้ว ไปตรวจสอบพื้นที่ที่เขาก่อเหตุครั้งที่สองหรือสาม โดยเน้นชายวัย 45-55 ปีที่มีรูปร่างอ้วนและหายตัวไป นั่นอาจจะมีเบาะแส”
คุณตี้พูดวิเคราะห์พลางพับเอกสารในมืออย่างประณีต
“ขอบคุณครับ”
พอได้รับข้อมูลสำคัญ จางฉือก็ไม่อยากอยู่ต่ออีกต่อไป เขารู้สึกได้ถึงอันตรายบางอย่าง ตอนเขาหันหลังจะออกไป หูฟังก็ส่งเสียงขึ้นอีกครั้ง
“งั้น...นายตั้งใจจะลงมือเมื่อไหร่ล่ะ?”
“หะ?!”
“พูดอีกแบบสิ นายเริ่มรู้สึกอยากฆ่าคนตอนไหน จางฉือ? ให้ฉันเดาหน่อย…”
จางฉือถอดหูฟังทันที หยุดการสนทนากับคุณตี้
แต่เสียงไม่ได้หยุด กลับดังชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่เหมือนมาจากด้านหลังโดยตรง ถ้าเสียงก่อนหน้านี้เหมือนมาจากใต้พิภพ เสียงนี้ก็คือช่องแยกสู่ขุมนรก ราวกับเสียงแท้จริงของปีศาจที่รั่วไหลออกมา
“อะไรนะ!?”
จางฉือผงะค้าง กระจกกันกระสุนที่กั้นเขากับนักโทษหายไปแล้ว
‘ใจเย็นๆ’
เสียงกระซิบในหัวช่วยคลายความตื่นตระหนก เขารีบใส่ถุงมือดำที่เข้าชุดกับเสื้อโค้ท และเข้าสู่โหมดต่อสู้ทันที
ชุดเสื้อโค้ทสีดำนี้เป็นชุดระดับปฏิบัติการ ทำจากโลหะหลายชั้นแบบยืดหยุ่น สามารถกันกระสุนขนาดกลางได้ และจางฉือก็เป็นผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดในการทดสอบก่อนรับตำแหน่ง
เขายืนทำท่าเตรียมสู้แบบนักมวยปล้ำมองโกลพร้อมจะสยบศัตรูที่ไม่มีอาวุธตรงหน้า
จู่ๆ ‘วูบ!’ มีบางอย่างพุ่งผ่านหน้าเร็วเกินกว่าจะได้เห็นชัด
ตามด้วยเสียงวัตถุตกกระทบพื้นต่อเนื่อง
จางฉือก้มลงมอง นิ้วมือทั้งสิบของเขากระจายอยู่ทั่วพื้น ถุงมือต่อสู้ถูกตัดอย่างประณีต
‘สิบนิ้วเชื่อมถึงใจเดียวกัน’
แต่สมองของเขาควบคุมความเจ็บปวดไว้ได้ เขาจ้องคุณตี้อย่างไม่ละสายตา พบว่ากระดาษเอกสารในมืออีกฝ่ายนั้นถูกพับเป็นใบมีดเล็กๆ
“กระดาษ!”
จางฉือยังไม่มีเวลาตกใจกับการกระทำของอีกฝ่าย เขาก้าวเดินและเหวี่ยงฝ่ามือที่ไร้นิ้วอย่างสุดแรง
‘แปะ!’ เสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้น
ฝ่ามือเขาไม่ได้โดนท่านตี้ กลับเป็นข้อมือเขาที่ถูกจับไว้แน่น
สัมผัสนี้ไม่เหมือนของมนุษย์ แต่เหมือนโซ่เหล็กร้อนที่รัดรอบข้อมือเขาไว้
“แก...เป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่!?”
จางฉือยังคงไม่ยอมแพ้ เขาตัดสินใจรวดเร็ว ง้างเท้าขึ้นเตะสูงอย่างแรง
เพียะ!
คราวนี้โดนเต็ม ๆ แบบไม่ผิดเป้า
แต่สัมผัสที่ส่งย้อนกลับมาจากหลังเท้า กลับเหมือนเตะเข้าไปที่หินแกร่ง
ชายที่อยู่ตรงหน้าเขา ท่านตี้ ยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่น้อย มีเพียงศีรษะที่เอียงไปด้านข้างเล็กน้อย ประมาณสิบองศาเท่านั้น
อันตราย!
จางฉือรู้สึกถึงอันตรายที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ในตอนนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาภายในหัวของเขากลับเริ่มดังระงมขึ้นมา แม้แต่ใบหน้าทั้งใบ ก็เหมือนกำลังจะปริออกเป็นชิ้น ๆ
ซู่… ซู่… ซู่…
บางสิ่งที่ดูคล้ายกับหนวดหรือโครงสร้างเป็นเส้น ๆ เริ่มซึมออกมาระหว่างเบ้าตาและฟันของจางฉือ รอยแยกเริ่มปรากฏที่ปลายจมูก เหมือนกับว่าใบหน้าทั้งใบของเขากำลังจะเปิดออก และเผยให้เห็นสิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดซึ่งซ่อนอยู่ภายใน
…
จี๊ด! จี๊ด!
เสียงนกร้องดังไม่ขาดสาย
เจ้านกที่เป็นของจางฉือมันยืนอยู่บนบ่ามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ในตอนนี้มันกำลังส่งเสียงร้องไม่หยุด พร้อมกระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง ราวกับต้องการหนีออกห่างจากเจ้าของของมันให้ได้
จางฉือเหมือนกำลังจะเปลี่ยนร่างกลายเป็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัว
ฟึ่บ
บางสิ่งที่รวดเร็วเกินสายตามนุษย์ก็กระโจนเข้ามาจากด้านหน้า
จางฉือรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างปักทะลุเข้ามาในปากของเขา การเปลี่ยนแปลงอันน่าสยดสยองที่กำลังจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าถูกขัดจังหวะลงในทันที สติของเขาเริ่มเลือนรางทีละน้อย
เขาก้มลงมอง
มีมีดเล่มหนึ่งที่พับขึ้นจากกระดาษ ปักเข้ามาในปากของเขา ปลายแหลมเสียบทะลุไปถึงสมอง อวัยวะบางส่วนภายในถูกทำลายสิ้น
ก่อนตาย ช่วงเวลาแห่งความรู้สึกตัวสั้น ๆ ทำให้จางฉือนึกย้อนถึงบางเรื่อง…
เขาเริ่มได้ยินเสียงกระซิบที่ไร้รูปร่างดังขึ้นในหัว ภายใต้เสียงนั้น บางครั้งเขาก็เหมือนกลายเป็นคนแปลกหน้า และดูเหมือน...เขาได้ฆ่าแฟนสาวของตัวเองไปเมื่อไม่นานนี้…
ผั่บ!
ร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น ของเหลวสีชมพูค่อย ๆ ไหลออกจากปากที่ถูกมีดกระดาษปักคาไว้
เจ้าหน้าที่พิเศษเสียชีวิต แต่สัญญาณเตือนภัยในเรือนจำกลับยังคงเงียบงัน มีเพียงกระจกกันกระสุนที่ใช้เป็นฉากกั้นเลื่อนลงมาจากเพดานอีกครั้ง
ขณะนั้นเอง นายแอนเดอร์สันซึ่งยืนอยู่นอกกระจก ก็ล้วงบุหรี่ออกมาอย่างใจเย็นและจุดสูบ เขามองไปยังศพของเพื่อนร่วมงานด้วยแววตาแฝงความประหลาดใจ
…ไม่ใช่เพราะตกใจที่เพื่อนร่วมงานถูกฆ่า แต่ประหลาดใจที่ ท่านตี้ ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำมาตลอดระยะหนึ่ง กลับแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง
ท่านตี้กำลังนั่งยอง ๆ ข้างศพ คล้ายกับกำลังตรวจสอบร่าง พร้อมพูดวิเคราะห์ออกมา
“หมอนี่ไม่รู้เลยว่าตัวเองเกิด ‘การเปลี่ยนแปลง’ ไปแล้ว กลายเป็นการพรางตัวที่สมบูรณ์แบบ สิ่งพวกนี้มัน...กำลัง ‘วิวัฒนาการ’ อยู่”
เสียงของแอนเดอร์สันส่งเข้ามาทางหูฟัง
“ครั้งนี้รบกวนท่านตี้มากจริง ๆ ครับ”
“ในเมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่าหมอนี่มีปัญหา ทำไมไม่จัดการกันเองในองค์กรล่ะ?”
แอนเดอร์สันยักไหล่
“ถ้าข่าวเรื่อง ‘มนุษย์ปลอม’ ในองค์กรรั่วออกไปแม้แต่นิดเดียว มันจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในวงกว้าง ต่อให้โอกาสจะมีแค่หนึ่งในหมื่น ก็ไม่ใช่ความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ ในทางกลับกัน ถ้ามีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ถูกฆ่าตายในระหว่างเยี่ยมผู้ต้องขัง ฟังดูน่าจะ…รับได้มากกว่าเยอะเลย”
“…งั้นเหรอ?”
ทันใดนั้น ท่านตี้ลุกขึ้นมายืนตรงหน้ากระจก เขาแนบใบหน้าทั้งหมดลงกับผิวกระจก เหมือนตั้งท่าจะทะลวงออกมาจากด้านใน ภาพนี้ทำเอานักเจรจาจอมเก๋าอย่างแอนเดอร์สันถึงกับเหงื่อตก
“ท่านตี้ครับ เรามีของตอบแทนสำหรับคุณตามสัญญา ของที่คุณเคยฝากเราไว้...เราหามาให้แล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น ท่านตี้ก็กลับมาสงบลงในทันใด เขาถอยหลังกลับ และน้ำเสียงก็แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน
“งั้นเหรอ?”
แอนเดอร์สันหยิบสมุดบันทึกปกหนังที่ดูเก่าแก่เล่มหนึ่งออกมาจากเสื้อ
“เดี๋ยวผมถ่ายสำเนาให้เดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่ต้อง ให้ต้นฉบับมาก็พอ”
ในมือของท่านตี้ เขากำลังกำอะไรบางอย่างไว้แน่น ...เป็นฟันของมนุษย์จำนวนมากที่ถอนมาจากศพเมื่อครู่ ฟันแข็ง ๆ พวกนั้นเหมือนถูกฝังแน่นอยู่ระหว่างข้อนิ้วมือ มันได้กลายมาเป็นอาวุธในสถานการ์เช่นนี้
เขาเอานิ้วทั้งห้าแตะแนบกับกระจกกันกระสุน แล้วหมุนมือทวนเข็มนาฬิกาหนึ่งรอบ กระจกก็ถูกตัดเป็นวงกลมโดยสมบูรณ์
แกรก แกรก
เขายื่นแขนออกไป พร้อมเทฟันทั้งหมดลงกับพื้นตรงหน้าแอนเดอร์สัน จากนั้นทำท่า ‘ทวงของ’ อย่างชัดเจน การกระทำนี้ทำให้ระบบเตือนภัยของเรือนจำดังขึ้นในทันใด แสงไฟสีแดงกระพริบวาบทั่วห้อง แต่แอนเดอร์สันกลับไม่ถอย
ตรงกันข้าม เขากลับก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว แล้วยื่นไดอารี่นั้นไปให้ เมื่อได้รับสมุดบันทึก ท่านตี้ก็กลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายในทันใด
สายตาเขาจดจ่ออยู่กับมันอย่างไม่วอกแวก เอามือลูบที่ปกอย่างอ่อนโยน กระทั่งแนบไดอารี่นั้นกับแก้ม แล้วสูดกลิ่นอย่างละเอียด…เหมือนกำลังโอบกอดผิวของคนรักที่ตนโหยหา
“อา~ ไม่มีกลิ่นของคนอื่น ไม่ได้ถูกเปิดอ่านมาก่อน ช่างดีจริง ๆ ขอบคุณมากนะครับ คุณแอนเดอร์สัน”
ภารกิจเยี่ยมผู้ต้องขังสิ้นสุดลง แอนเดอร์สันรีบแจ้งทางเรือนจำว่า ห้ามรบกวนท่านตี้ในระหว่างอ่านสมุดบันทึกอย่างเด็ดขาด
เมื่อกลับถึงห้อง ท่านตี้รีบล้างคราบเลือดออกจากฝ่ามืออย่างระมัดระวัง แล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งอย่างบรรจง จากนั้นจึงนั่งลงที่โต๊ะ ใช้นิ้วชี้เกี่ยวเปิดปกสมุดเบา ๆ ดวงตาทั้งคู่จับจ้องไปยังข้อความภายใน
ผู้ครอบครอง: ลั่วตี้
วันเริ่มต้นบันทึก: 10 มิถุนายน 2026
วันที่หนึ่ง สภาพอากาศ: แจ่มใส
ตัวอักษรแต่ละบรรทัดสะท้อนเข้าสู่ดวงตา พาความคิดของลั่วตี้ล่องลอยกลับไปยังหลายปีก่อน
สู่ช่วงเวลานั้น…
ช่วงเวลาในโรงเรียนมัธยมที่ทั้งพิเศษและแตกต่างจากใครอื่น
ขอโทษที่ให้ทุกคนรอนาน...