- หน้าแรก
- ระบบจำลองชีวิตพ่อมด
- บทที่ 130 เกือบสามร้อยปี (ฟรี ตอนยาวพิเศษ) สวัสดีปีใหม่นะคะ
บทที่ 130 เกือบสามร้อยปี (ฟรี ตอนยาวพิเศษ) สวัสดีปีใหม่นะคะ
บทที่ 130 เกือบสามร้อยปี (ฟรี ตอนยาวพิเศษ) สวัสดีปีใหม่นะคะ
[อายุ 142 ปี: คุณออกจากทะเลแห่งการเฝ้ามองอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังสมรภูมิข้ามโลกที่เก้า เขตสงครามเถาวัลย์หนาม และพำนักอยู่ที่นั่น ระหว่างพำนักคุณยังคงยืนหยัดฝึกฝนเทคนิคการทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง]
[อายุ 145 ปี: คุณฝึกฝนเทคนิคการทำสมาธิ โลกสายเลือดเปิดฉากโจมตีสมรภูมิที่เก้าอย่างเต็มรูปแบบ เผ่าพันธุ์โลหิตระดับห้าเข้ามาแทรกแซง คุณตาย]
[การจำลองสิ้นสุด โปรดเลือกรางวัล!]
[เก็บรักษา ‘ขอบเขตพลัง’] หรือ [เก็บรักษา ‘ทักษะ’]
สีหน้าของเฉินมู่ดูเคร่งขรึมเล็กน้อย สายตาหยุดค้างอยู่ชั่วครู่บนอักษรสีดำช่วงสุดท้ายของม่านแสงสีฟ้าอ่อนตรงหน้า
ท้ายที่สุด ความคิดของเขาก็ขยับไหว
‘เก็บรักษาขอบเขตพลัง’
ในวินาทีที่เฉินมู่เลือกเก็บรักษาขอบเขตพลัง ทะเลแห่งจิตของเขาก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นเล็กน้อย
แต่เพียงครู่เดียว ทะเลแห่งจิตก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่ง
แม้แต่เผ่าพันธุ์โลหิตระดับห้าก็เข้าร่วมแล้ว ในการจำลองด้วยร่างจริงเฉินมู่ยังไม่เคยพบพ่อมดระดับห้า แต่การจำลองด้วยตัวอักษรครั้งนี้กลับต้องตายด้วยน้ำมือของเผ่าพันธุ์โลหิตระดับห้าแทน
สีหน้าของเฉินมู่ค่อย ๆ กลับเป็นเรียบเฉย
การจำลองก็เป็นเพียงการจำลองเท่านั้น ภาพอนาคตในความเป็นจริงหลังผ่านไปร้อยปีจะเป็นเช่นไร ตอนนี้เขายังไม่อาจล่วงรู้ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ อีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า เขาจะไม่มีทางเป็นเพียงพ่อมดระดับสองอย่างแน่นอน
ในใจของเขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มรวบรวมเนื้อหาจากการจำลองด้วยตัวอักษรครั้งนี้
‘เร็วขึ้นเกือบสามร้อยปี’
เฉินมู่พึมพำกับตัวเองในใจ
หลังจากการจำลองด้วยตัวอักษรครั้งนี้ เฉินมู่ก็สามารถยืนยันได้แล้ว
นั่นคือทิศทางของอนาคตถูกเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ อนาคตของโลกพ่อมดในครั้งนี้แตกต่างจากอนาคตในการจำลองด้วยตัวอักษรครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง
หลายเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น กลับเกิดขึ้นในอนาคตของการจำลองครั้งนี้
การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือ โลกสายเลือดเปิดฉากสงครามข้ามโลกกับโลกพ่อมดเร็วขึ้น และเร็วขึ้นเกือบสามร้อยปี
สามร้อยปี สำหรับหนึ่งโลกอาจไม่ถือว่ายาวนานนัก
แต่สำหรับเฉินมู่แล้ว สามร้อยปีนั้นยาวนานเกินไป
การจำลองด้วยตัวอักษรครั้งนี้ เขามีชีวิตอยู่ไม่ถึงอายุหนึ่งร้อยห้าสิบปีด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคต ไม่ได้มีเพียงสภาศาสดาแห่งพระวรสารซึ่งเป็นองค์กรพ่อมดระดับโลกเพียงองค์กรเดียวที่ทรยศต่อโลกพ่อมดและหันไปเข้าข้างโลกสายเลือด
เพียงแต่ว่า ในบรรดาองค์กรเหล่านั้น องค์กรพ่อมดระดับโลกที่ทรงพลังที่สุดก็คือสภาศาสดาแห่งพระวรสาร
เพราะผู้นำขององค์กรนี้คือพ่อมดระดับเจ็ด!
แม้ตอนนี้เฉินมู่จะยังไม่อาจเข้าถึงชนชั้นสูงของโลกพ่อมดได้ แต่เขาก็เดาไม่ยาก ว่าโลกพ่อมดต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน
ไม่เช่นนั้น โลกสายเลือดที่ถูกโลกพ่อมดแทรกซึมมานานนับแสนปี และอดทนมาตลอดนานนับแสนปี ย่อมไม่กล้ากระทำการเช่นนี้
หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจเป็นเพราะฝ่ายโลกสายเลือดหยิบยื่นสิ่งล่อใจที่ยากจะต้านทาน ให้แก่องค์กรพ่อมดระดับโลกเหล่านั้นที่เลือกทรยศต่อโลกพ่อมด
แน่นอนว่า สงครามระหว่างโลกกับโลก สำหรับเฉินมู่ในตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
ปัจจุบันเขาเป็นเพียงพ่อมดระดับสอง และไม่อาจส่งผลใด ๆ ต่อสงครามครั้งนี้ได้เลย
ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างสองโลกใหญ่ ใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่า แม้กระทั่งในยามใกล้ตายของการจำลองด้วยตัวอักษร เขาก็ยังไม่อาจเห็นได้
แต่ในความเป็นจริง เวลาอีกกว่าหนึ่งร้อยปี เพียงพอให้เฉินมู่ได้แง้มมองบางส่วน ก่อนที่สงครามข้ามโลกจะมาถึง
สงครามข้ามโลกครั้งนี้ ระยะเวลาที่ยืดเยื้อ ย่อมยากจะจินตนาการได้
ความคิดฟุ้งซ่านในใจค่อย ๆ ถูกเฉินมู่เก็บงำลง
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายเขา
‘มาเร็วขนาดนี้เลย?’
เฉินมู่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เขาเคยคิดว่า อย่างน้อยก็ต้องผ่านไปอีกหลายเดือน เบนน์ถึงจะมาพูดเรื่องนั้นกับเขา ไม่คิดเลยว่า เพียงแค่การจำลองด้วยตัวอักษรของเขาสิ้นสุด เบนน์ก็มาถึงแล้ว
แต่เฉินมู่รู้อยู่แล้วจากการจำลองด้วยตัวอักษรว่า เบนน์จะมาพูดเรื่องอะไร เขาจึงไม่ได้มีอารมณ์พิเศษใด ๆ
“ท่านอาจารย์”
เฉินมู่เอ่ยปากกล่าว
วินาทีถัดมา เบนน์พยักหน้า ก่อนจะกล่าวว่า “เตรียมตัวไว้ การประชุมแลกเปลี่ยนองค์กรพ่อมดระดับโลกของโลกพ่อมดถูกเลื่อนมาเร็วขึ้น ครั้งนี้เจ้าเองก็สามารถเข้าร่วมได้”
แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร แต่เฉินมู่ก็ยังคงแสร้งทำเป็นตกใจเล็กน้อย
“ได้ครับท่านอาจารย์”
เฉินมู่เอ่ยตอบ เขาไม่ได้ถามว่าทำไมการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้จึงถูกเลื่อนมาเร็วขึ้น
การประชุมแลกเปลี่ยนองค์กรพ่อมดระดับโลกที่ว่านี้ ในการจำลองด้วยตัวอักษรไม่ได้มอบอะไรให้เขาเลย
แต่ในความเป็นจริง เมื่อเขาได้ไปสัมผัสด้วยตนเอง อาจจะมีผลเก็บเกี่ยวที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้
เพราะความล้มเหลวจากการจำลองสองครั้ง ทำให้เฉินมู่ไม่ได้ยึดถืออนาคตของเครื่องจำลองอีกต่อไป
อนาคตสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเขาในการจำลองไม่มีผลเก็บเกี่ยวจากการประชุม ไม่ได้หมายความว่าในความเป็นจริงเขาจะไม่มีเช่นกัน
จะกล่าวให้ถูกต้องก็คือตัวเขาในการจำลองด้วยตัวอักษร ไม่ใช่ตัวเขาจริง ๆ หากแต่คล้ายกับตัวละครในเกมที่เขาสร้างขึ้นมากกว่า
“อีกหนึ่งเดือน ข้าจะพาเจ้าไปเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยน ครั้งนี้สถานที่จัดอยู่ที่รอยแยกที่เก้าในโลกพ่อมด เป็นรอยแยกไร้เจ้าของแห่งหนึ่ง”
“ปัญหาเรื่องขีดจำกัดสายเลือดของเจ้า บางทีอาจได้รับการแก้ไข”
“เท่าที่ข้ารู้ ในอูโรโบรอส มีอีกาขาวสายเลือดบริสุทธิ์ที่ยังมีชีวิตอยู่”
เบนน์กล่าว พร้อมกับยกมือนวดระหว่างคิ้ว
ช่วงนี้ เรื่องจิปาถะในทะเลแห่งการเฝ้ามองมีมากเกินไป นับตั้งแต่เขากลายเป็นพ่อมดระดับสี่ เขาก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายจนถึงขั้นเหนื่อยล้าเช่นนี้มานานแล้ว
การที่พ่อมดระดับสี่คนหนึ่งจะยุ่งจนถึงขั้นอ่อนล้า ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้ทะเลแห่งการเฝ้ามองมีเรื่องซับซ้อนเพียงใด
“ได้ครับท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจแล้ว”
เฉินมู่พยักหน้าเอ่ยตอบ
แม้อูโรโบรอสจะมีอีกาขาวสายเลือดบริสุทธิ์จริง แต่จะนำอีกาขาวสายเลือดบริสุทธิ์ออกมาแลกเปลี่ยนได้อย่างไร
ต่อให้เอาออกมา เฉินมู่ก็ไม่มีทางจ่ายราคานั้นได้
ดังนั้น สิ่งที่อาจารย์ของเขาพูด ก็เป็นเพียงการให้เขาไปลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้น หากไม่ได้จริง ๆ ก็ให้ทุ่มเทฝึกฝนเส้นทางพ่อมดขาวต่อไป
เส้นทางพ่อมดสายเลือด ต่อให้ไปได้ไกลที่สุด ก็เป็นได้เพียงพ่อมดระดับห้าเท่านั้น และยังต้องจ่ายด้วยราคามหาศาล
ในทะเลแห่งการเฝ้ามอง ก็มีบางคนที่ฝึกควบเส้นทางพ่อมดสายเลือดเช่นกัน แต่ยิ่งไปถึงช่วงหลัง ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับสายเลือดน้อยลง
แม้เส้นทางพ่อมดสายเลือดจะเคยแพร่หลายในโลกพ่อมดอย่างมาก ถึงขั้นเคยเป็นเส้นทางที่มีผู้เลือกเดินมากที่สุดในยุคหนึ่ง
แต่ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต พ่อมดสายเลือดแม้จะยังไม่ถึงกับถูกยุคสมัยทอดทิ้ง แต่สถานะก็ไม่ได้ดีนัก
ดังนั้น พ่อมดส่วนใหญ่ในโลกพ่อมด แม้จะไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่ในใจก็ยังดูแคลนพ่อมดสายเลือดอยู่ไม่น้อย
“ดี อีกหนึ่งเดือน ข้าจะพาเจ้าไปที่รอยแยกที่เก้า” เบนน์กล่าว
ในวินาทีถัดมา ก่อนที่เฉินมู่จะทันเอ่ยตอบ ร่างของเขาก็หายไปจากที่เดิม
งานของเบนน์ยังมีอีกมาก การมาบอกเรื่องการประชุมแลกเปลี่ยนแก่เฉินมู่ครั้งนี้ ก็เป็นเพียงการแวะมาโดยบังเอิญ
ปัญหาเรื่องขีดจำกัดสายเลือดของเฉินมู่ เขาจดจำไว้ในใจแล้ว การประชุมครั้งนี้ แม้เขาจะคิดว่าเฉินมู่มีโอกาสได้ผลเก็บเกี่ยวน้อยมาก แต่ให้ศิษย์ของเขาไปเปิดหูเปิดตาดูบ้างก็ไม่เสียหาย
เมื่อเห็นว่าอาจารย์จากไปโดยตรง สายตาของเฉินมู่ก็ไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น
แต่ร่างของเขาขยับไหว หายไปจากที่เดิม เขาต้องไป ‘ซื้อ’ ไพ่ตายใหม่ ๆ มาเสริม เพราะภารกิจครั้งนี้ทำให้เขาใช้ไพ่ตายไปไม่น้อย
ในความเป็นจริง การที่เฉินมู่เข้าร่วมทะเลแห่งการเฝ้ามอง ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง
องค์กรพ่อมดขาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกพ่อมดแห่งนี้ ไม่ได้จำกัดการเดินทางของเขาเพราะระดับพ่อมดของเขา
หากต้องการออกจากที่นี่ ไปยังโลกพ่อมดหรือมิติอื่นใด ก็สามารถทำได้ทุกเมื่อ
ไม่มีข้อจำกัดอื่น
นอกจากภารกิจที่จุกจิกแล้ว ความรู้ทั้งหมดที่นี่ เฉินมู่สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องจ่ายราคาใด ๆ
แม้แต่คัมภีร์แห่งสัจจะและเทคนิคการทำสมาธิ ทะเลแห่งการเฝ้ามองก็จัดหาให้โดยตรง
ในโลกพ่อมด องค์กรที่ทำได้เช่นนี้ มีเพียงสองแห่งเท่านั้น แห่งหนึ่งคือทะเลแห่งการเฝ้ามอง อีกแห่งหนึ่ง เฉินมู่เองก็คุ้นเคยดี….
สภาศาสดาแห่งพระวรสาร
แม้กระทั่งในการจำลองด้วยร่างจริง ที่เขาติดอยู่ระดับสองนานกว่าหนึ่งร้อยปี อาจารย์ของเขาก็ยังไม่ทอดทิ้ง และทะเลแห่งการเฝ้ามองก็ไม่ขับไล่เขาออกไป
ต้องยอมรับว่า
สององค์กรพ่อมดนี้ ที่สามารถเป็นองค์กรพ่อมดขาวที่ใหญ่ที่สุด และองค์กรพ่อมดดำที่ใหญ่ที่สุดของโลกพ่อมด ย่อมมีเหตุผลของมัน
ไม่นับความยากลำบากในการเข้าร่วม
เมื่อเข้าร่วมแล้ว ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนั้นเต็มเปี่ยมอย่างแท้จริง
“เจ้าหนู เจ้ากลับอีกแล้วสินะ”
เฉินมู่ก้าวเข้าไปในอาคารทรงหอคอยแห่งหนึ่งภายในทะเลแห่งการเฝ้ามอง
ที่นี่คือหอคอยของหนึ่งในสมาชิก และสมาชิกผู้นี้เข้าร่วมองค์กรมานานกว่าเฉินมู่อย่างมาก
นับเป็นคนเก่าแก่โดยแท้
แต่คนเก่าแก่ที่ว่านี้ ภายนอกกลับดูอ่อนเยาว์กว่าเฉินมู่เสียอีก หากมองจากใบหน้า ก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มหน้าตาแจ่มใสเลย
ในเวลานี้ เด็กหนุ่มหน้าตาแจ่มใสผู้นั้นกำลังยิ้มตาหยีมองเฉินมู่
“ท่านอัศวินทอมป์สัน ข้าต้องการซื้อวัตถุวิเศษแบบใช้ครั้งเดียว เหมือนครั้งก่อน เป็นแบบกระตุ้นทันที ไม่เอาแผ่นจานเวทมนตร์”
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาแจ่มใสยิ้มตาหยีตรงหน้า เฉินมู่ก็รู้สึกจนใจเล็กน้อย แต่ก็ยังคงบอกจุดประสงค์อย่างตรงไปตรงมา
เขารู้ว่าทอมป์สันมีนิสัยแปลก ๆ อย่างหนึ่ง คือชอบให้คนเรียกเขาว่าอัศวิน เฉินมู่จึงยินดีสนองความชอบนั้น
แน่นอนว่า เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินมู่ รอยยิ้มบนใบหน้าของทอมป์สันก็ยิ่งสดใสขึ้น
เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ สมบัติมากมายก็กองซ้อนขึ้นตรงหน้าเฉินมู่
“เลือกเอาสิ”
ทอมป์สันลูบผมของตนเอง เป็นสัญญาณให้เฉินมู่เลือกได้ตามใจ
สีหน้าของเฉินมู่กลับมาเคร่งขรึม เขาเลือกวัตถุวิเศษใช้ครั้งเดียวหลายชิ้นจากกองสมบัติตรงหน้าอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นว่าเฉินมู่เลือกเสร็จแล้ว ทอมป์สันก็เหลือบตามองอย่างไม่ใส่ใจ
สำหรับเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงของจุกจิกเล็กน้อยเท่านั้น
ลูกค้ารายใหญ่ของเขาไม่ใช่เฉินมู่ เบนน์ต่างหากที่นับเป็นลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่งของเขา
เพราะพ่อมดระดับต่ำในทะเลแห่งการเฝ้ามองมีน้อยเกินไป ของจุกจิกพวกนี้ขายไม่ออก พอเฉินมู่มาซื้อ เขาเลยกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
ท้ายที่สุด ไม่มีใครไม่ชอบหินเวท ต่อให้เป็นพ่อมดระดับสี่ก็ไม่ต่างกัน
“ห้าหมื่น!”
ทอมป์สันเหลือบมองของชิ้นเล็ก ๆ ไม่กี่ชิ้นในมือเฉินมู่ แล้วเอ่ยราคาแบบตามใจ
ได้ยินแบบนั้น มุมปากเฉินมู่กระตุก
สมกับเป็นร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดของทะเลใต้จริง ๆ!
กิจการผูกขาดนี่มันทำกำไรได้มากจริง ๆ
“ท่านอัศวิน มันแพงเกินไป ห้าหมื่นนี่แทบจะซื้อวัตถุวิเศษระดับสามแบบสมบูรณ์ได้แล้ว”
เฉินมู่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
หินเวทห้าหมื่นก้อนสามารถซื้อวัตถุวิเศษระดับสามแบบสมบูรณ์ได้ไหม?
คำตอบแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้
เว้นแต่คนขายวัตถุวิเศษระดับสามจะเป็นคนโง่
แต่การต่อราคาน่ะ ไม่ได้น่าอายอะไร
ตอนนี้เฉินมู่ไม่มีแหล่งรายได้แล้ว เมื่อใช้ไปเท่าไหร่ก็หมดไปเท่านั้น เมื่อซื้อให้ถูกได้ก็ต้องซื้อ
พอได้ยินเฉินมู่พูดแบบนั้น ทอมป์สันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
หยอกเด็กน้อยคนนี้ก็สนุกดี เขาเลยพูดราคาใหม่แบบตามใจ
“งั้นสี่หมื่นห้าพัน ลดให้ห้าพัน ถือว่าเห็นแก่หน้าที่อาจารย์ของเจ้าที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของข้า”
ดวงตาเฉินมู่สว่างขึ้น
ต่อราคาง่ายขนาดนี้เลย?
‘รู้งี้ครั้งก่อนต้องต่อให้หนักกว่านี้! ขาดทุนจริง ๆ!’
ในใจของเฉินมู่อดเจ็บแปลบเล็กน้อยไม่ได้
“ท่านอัศวิน ท่านก็รู้ ข้าเพิ่งเข้าร่วมทะเลแห่งการเฝ้ามองไม่นาน ข้า…”
“พอ ๆ ๆ เจ้าบอกราคามา”
ทอมป์สันตัดบทเฉินมู่
ให้ต่อราคา ไม่ได้ให้เล่านิทาน
ข้าอยู่มานานขนาดนี้ มีเรื่องอะไรที่ข้าไม่เคยฟังบ้าง
พ่อมดระดับเขาใช้หินเวทมนตร์จำนวนมหาศาล การทดลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจมีราคาหลายแสน หรือแม้แต่หลายล้านก้อน
ของจุกจิกที่เฉินมู่ซื้อ เขาหากำไรจากมันได้เล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นเขาถึงไม่ซีเรียสที่จะคุยกับเด็กน้อยคนนี้สักพัก
“คือว่า…ขอเซ็นไว้ก่อนได้ไหมครับ?”
เฉินมู่มองทอมป์สันด้วยสายตาคาดหวังแล้วเอ่ย
ได้ยินแบบนั้น ทอมป์สันชะงัก
เขาสงสัยว่าตัวเองหูฝาดหรือเปล่า
เขาเลยทั้งขำทั้งจนใจ
เด็กคนนี้ ไม่ได้เรียนรู้ด้านดี ๆ จากเบนน์มาเลย ดันเรียนความหน้าด้านของเบนน์จนชำนาญจริง ๆ
แน่นอนว่าเฉินมู่ไม่รู้ว่าอาจารย์ของตนเคยเซ็นไว้กับทอมป์สันหลายครั้งแล้ว
แต่ที่เฉินมู่พูดเรื่องเซ็นไว้ก่อนั้น เป็นการเซ็นไว้จริง ๆ แบบตรงตัว แม้ตอนนี้เขาจะมีหินเวทไม่มาก แต่ถ้าอยากหาเพิ่มก็ไม่ได้ยากอะไร
เขาจะคืนแน่นอน
และเฉินมู่ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์ของเขาเคยเซ็นไว้หลายครั้ง แถมแต่ละครั้งก็ช่างยากเย็นที่จะได้คืนมา
“เจ้าหนู อาจารย์ของเจ้าสั่งให้พูดแบบนี้หรือ?” เห็นแววสงสัยวาบหนึ่งในดวงตาเฉินมู่ ทอมป์สันก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่ความคิดของเบนน์
ที่แท้ก็เป็นโดยสันดาน!
งั้นก็ไม่แปลกเลยที่เจ้านั่นจะรับเด็กนี่เป็นศิษย์
เบนน์เป็นคนที่ไม่เคยรับศิษย์มาก่อน ดังนั้นพอเขารับเฉินมู่เป็นศิษย์ครั้งนี้ พ่อมดระดับสามระดับสี่ในทะเลแห่งการเฝ้ามองจำนวนมากจึงรับรู้เรื่องนี้
เพราะทะเลแห่งการเฝ้ามองมีคนอยู่ไม่มาก ทำให้ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่พวกเขาต่างก็สนใจกัน
“เอาไปเถอะ ครั้งหน้ามาแล้วค่อยจ่ายคืน”
ทอมป์สันพูดด้วยรอยยิ้มตาหยี
จริง ๆ เขาอยากยกให้เฉินมู่ไปเลยด้วยซ้ำ เพราะของพวกนี้สำหรับเขามันแทบไม่มีค่าอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ได้ข่าวเรื่องสภาศาสดาแห่งพระวรสารแล้ว มีไพ่ตายไว้เอาตัวรอดสักหน่อยก็จำเป็น
แต่คิดดูแล้ว ในฐานะศิษย์คนเดียวของเบนน์ เฉินมู่คงไม่ขาดไพ่ตายเอาตัวรอดอยู่แล้ว
อีกอย่าง คนที่เข้าร่วมทะเลแห่งการเฝ้ามองได้ ย่อมผ่านเกณฑ์ทุกด้าน ถ้าให้ฟรีไปเลย อาจทำให้เด็กน้อยคนนี้รู้สึกเหมือนติดหนี้บุญคุณเขา
ซึ่งไม่ใช่เจตนาของเขา
ดังนั้นให้เซ็นไว้ก่อนก็ไม่เลวเหมือนกัน
ท้ายที่สุด เฉินมู่ก็ออกจากหอคอยพ่อมดของทอมป์สันแบบมึน ๆ
ในทะเลแห่งจิตของเขา มีวัตถุวิเศษใช้ครั้งเดียวเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าถึงห้าชิ้น
ใช่ ห้าชิ้น ไม่ใช่สามชิ้น
เขาเลือกแค่สามชิ้น แต่ผลสุดท้ายคือทอมป์สันยัด “ของดีส่วนตัว” ให้เขาเพิ่มอีกสองชิ้น แล้วรวมยอดให้เขาเซ็นไว้
คำว่าเซ็นไว้ก่อนของเฉินมู่เป็นคำพูดหลุดปาก เขาแค่อยากต่อราคา ไม่คิดเลยว่าทอมป์สันจะยอมให้เซ็นไว้ก่อนจริง ๆ
หลังจากนั้น ต่อให้เฉินมู่จะควักหินเวทออกมา ทอมป์สันก็ไม่รับแล้ว
ง่ายขนาดนี้เลย
ให้เราเซ็นไว้ก่อนง่าย ๆ แบบนี้เลย?
แต่มันแปลก ๆ อยู่นะ!
‘เดิมทีต้องจ่ายแค่สี่หมื่น แต่ตอนนี้กลับเป็นหนี้ทอมป์สันถึงแปดหมื่น?’
เฉินมู่เริ่มสงสัยว่าเขาตกหลุมพรางหรือเปล่า
‘พวกนายทุนชั่วร้าย!’
….
หนึ่งเดือนผ่านพ้นไปในพริบตา!
นอกหอฟังทะเล เฉินมู่สวมเสื้อคลุมสีขาวยืนอยู่หน้าประตูหอ
เบนน์ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเฉินมู่กะทันหัน
“ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ครั้งนี้คนจากทะเลแห่งการเฝ้ามองที่จะไปพร้อมเจ้ายังมีอีกสองคน”
เบนน์เอ่ย
เฉินมู่พยักหน้า
การประชุมแลกเปลี่ยนองค์กรพ่อมดระดับโลก แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปคนเดียว
นอกจากเขาแล้ว ทะเลแห่งการเฝ้ามองยังมีพ่อมดระดับสี่อีกสองคนที่จะไปกับเขา
เขาดูเหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ หรือไม่ก็เป็นรุ่นเยาว์ที่ไปเปิดหูเปิดตา
ในการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้ เขาอาจเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดด้วยซ้ำ
วินาทีถัดมา คัมภีร์แห่งสัจจะลอยอยู่ตรงหน้าเบนน์ หน้ากระดาษพลิกไหว หนึ่งหน้าแยกตัวออกมา กลายเป็นวงแหวนเวทมนตร์คลุมร่างทั้งสอง
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินมู่ได้เห็นวงแหวนเวทที่สลักไว้บนคัมภีร์แห่งสัจจะอย่างเป็นรูปธรรม
เป็นความสามารถที่คัมภีร์แห่งสัจจะระดับสี่ถึงจะมี สำหรับเฉินมู่ในตอนนี้ยังไกลเกินเอื้อมอยู่มาก
วินาทีถัดมา ภาพคุ้นตาตรงหน้าของเฉินมู่ก็หายไป
ตรงหน้าเขากลายเป็นห้วงสุญญากาศกว้างโล่ง
เบนน์อยู่ข้างกายเขา
นอกจากเบนน์แล้ว ตรงหน้าเฉินมู่ยังมีชายหนึ่งหญิงหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
ทั้งสองมีรูปลักษณ์วัยหนุ่มสาว
พอเห็นเบนน์กับเฉินมู่ ดวงตาทั้งคู่ก็สว่างขึ้น ก่อนจะเมินเบนน์แล้วหันสายตาไปที่เฉินมู่แทน
เพนาลินและซาเรียล
เฉินมู่ค่อนข้างคุ้นเคยกับทั้งสองคน เพราะในการจำลองด้วยร่างจริง เฉินมู่เคยติดต่อแลกเปลี่ยนกับพวกเขา
“เจ้าหนู เจ้าทิ้งเบนน์เถอะ ให้ข้าเป็นอาจารย์เจ้าเป็นไง” ซาเรียลขยี้ผมของเฉินมู่แล้วยิ้ม
เฉินมู่รู้ว่านี่เป็นคำพูดล้อเล่น เขาเลยแค่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
ด้านข้าง เบนน์ทำหน้าขรึมเย็นชา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
ไม่มีอะไรให้พูด
หนึ่งสู้สอง สู้ไม่ไหว
“เจ้าไปเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนครั้งนี้กับพวกเขา ข้าไปก่อน”
เบนน์เอ่ย วินาทีถัดมา ร่างของเขาก็หายไปจากที่เดิม
ซาเรียลขยี้ผมเฉินมู่อีกครั้ง ดูเหมือนจะชอบผมของเขาเป็นพิเศษ
เรื่องนี้ เฉินมู่อยากพูดสักประโยคว่า อย่าขยี้ ถ้ายังขยี้อีกเดี๋ยวหัวจะล้าน!
แน่นอน เขาไม่มีสิทธิ์ขัดขืน
พอนึกถึงหัวล้าน เฉินมู่ก็นึกถึงตัวเองในชาติก่อน
ชาติก่อนของเขาแม้อายุยังไม่มาก แต่เพราะงานที่ทำ ทำให้เริ่มมีเค้าลางหัวล้านตั้งแต่เนิ่น ๆ
คิดถึงตรงนี้ เฉินมู่ก็รู้สึกหนาวขึ้นมาทันที
แต่โชคดีที่ซาเรียลขยี้แค่สองครั้งก็หยุด
ซาเรียลแม้หน้าตาจะงดงามมาก แต่เฉินมู่รู้ว่าอายุของซาเรียลน่าจะมากกว่าเขาอยู่ราวสามพันปี
“เด็กน้อย ปลดปล่อยพลังจิตขของเจ้า เมื่อไปถึงรอยแยกที่เก้าแล้วให้เดินตามพวกเรา ห้ามวิ่งซน” เพนาลินเห็นภาพนี้แล้วก็ยิ้มพูด
ม่ในทะเลแห่งการเฝ้ามีเด็กรุ่นใหม่อยู่น้อยมาก ดังนั้นรุ่นก่อน ๆ อย่างพวกเขาพอจะดูแลได้ก็ช่วยดูแลไป
แน่นอนว่า สุดท้ายคนใหม่จะเดินไปได้ไกลแค่ไหนบนเส้นทางพ่อมด ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเอง
วินาทีถัดมา ตอนที่เฉินมู่ปล่อยพลังจิตออกมา
คัมภีร์แห่งสัจจะของทั้งสองก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน แสงสีแดงสดกับแสงสีเขียวอ่อนพุ่งออกมาจากคัมภีร์แห่งสัจจะของทั้งคู่
กลุ่มแสงสีแดงเขียวที่ทับซ้อนกันคลุมร่างทั้งสาม
ในพริบตา ทั้งสามก็หายไปจากห้วงสุญญากาศตรงนี้
และเมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มาอยู่หน้ารอยแยกแห่งหนึ่งแล้ว