เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 126 คนนอกผู้วางกฎเกณฑ์ (ฟรี) สวัสดีปีใหม่นะคะ

บทที่ 126 คนนอกผู้วางกฎเกณฑ์ (ฟรี) สวัสดีปีใหม่นะคะ

บทที่ 126 คนนอกผู้วางกฎเกณฑ์ (ฟรี) สวัสดีปีใหม่นะคะ


‘นี่มันอะไร?’

หลินเจวี๋ยจ้องหลอดเลือดอำมหิตนั้นอย่างตกใจ เขาคาดเดาว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสิ่งประหลาดอย่างมาก เพื่อให้ดูสอดคล้องกับบทบาทของตัวเอง เขาจงใจแสดงสีหน้าละโมบ สูดจมูกดมอากาศ ราวกับได้กลิ่นของอร่อย

“นี่คือของดีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนคนก่อนทิ้งไว้ ปริมาณมีน้อยมาก มีแค่บุคลากรของโรงเรียนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้ แถมแต่ละเดือนก็ได้มาไม่มาก”

ผู้อำนวยการเจิ้งเก็บหลอดทดลองกลับไปอย่างระมัดระวัง “แค่จำไว้ว่า มันเป็นของล้ำค่า สามารถกระตุ้นพลัอาฆาตในตัวคุณได้ เพิ่มความแข็งแกร่ง ถ้ามีปริมาณมากพอ ต่อให้ชำระล้างร่างกายจนกลายเป็นเทพก็ไม่ใช่ปัญหา”

สิ่งประหลาด? ชำระล้างร่างกายจนกลายเป็นเทพ? หลินเจวี๋ยไม่อาจเชื่อมสองคำนี้รวมเข้าด้วยกันได้เลย สีหน้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด

“มีเทพอยู่จริงเหรอ?”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นสิ่งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนคนก่อนพูดไว้” ผู้อำนวยการเจิ้งเองก็รู้เพียงคร่าว ๆ

หลินเจวี๋ยรู้สึกว่าสิ่งนี้ดูเหมือนการโฆษณาเกินจริง ไม่อย่างนั้นของดีขนาดนี้ ทำไมผู้อำนวยการคนก่อนถึงไม่เก็บไว้ใช้เอง? แล้วทางโรงเรียนเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการระหว่างอยู่ในหมอกด้วยงั้นเหรอ?

“ผู้อำนวยการเจิ้ง เมื่อกี้คุณพูดถึงผู้อำนวยการโรงเรียนคนก่อนตลอด โรงเรียนแห่งนี้เคยเปลี่ยนผู้อำนวยการด้วยเหรอ?” หลินเจวี๋ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจ

“ในเมื่อคุณกำลังจะเป็นบุคลากรของเรา เรื่องบางอย่างคุณก็ควรรู้ไว้” ท่าทีของผู้อำนวยการเจิ้งถือว่าดี ไม่มีความหงุดหงิด

“โรงเรียนแห่งนี้เคยตกอยู่ในช่วงเวลาที่โกลาหล ไร้กฎ ไร้ระเบียบ จนกระทั่งมีคนนอกคนหนึ่งเข้ามา เขาปราบความวุ่นวาย วางกฎเกณฑ์ นำสมบัติมา ทำให้ที่นี่กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ”

เมื่อพูดถึงผู้อำนวยการโรงเรียนคนก่อน ใบหน้าของผู้อำนวยการเจิ้งเต็มไปด้วยความเคารพบูชา ยากจะจินตนาการว่าอารมณ์แบบนี้จะปรากฏบนตัวสิ่งประหลาดได้ เพียงพอจะเห็นได้ว่าผู้อำนวยการคนก่อนพิชิตพวกสิ่งประหลาดเหล่านี้ด้วยความสามารถอย่างแท้จริง

หลินเจวี๋ยเรียบเรียงเหตุการณ์ในใจ

โรงเรียนแห่งนี้ตอนเพิ่งถูกกลืนเข้าไปในหมอก สิ่งประหลาดฟื้นคืน นักเรียนและครูจำนวนมากเสียชีวิต นักเรียนและครูที่ตายไปก็ถูกหมอกปลุกให้ฟื้น กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ทำให้ทั้งโรงเรียนวุ่นวายย่อยยับ กลายเป็นนรกบนดิน

จากนั้นก็มีคนนอกที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เข้ามาปราบปรามความโกลาหล วางกฎเกณฑ์ผูกมัดโรงเรียน ทำให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

เพราะกฎที่ผู้อำนวยการคนก่อนวางไว้ นักเรียนกับครูถึงยังคงใช้ชีวิตอยู่ได้?

มันชวนให้รู้สึกแปลก สิ่งประหลาดเป็นสัญลักษณ์ของความโกลาหลไร้ระเบียบ แล้วทำไมผู้อำนวยการคนก่อนถึงต้องตั้งกฎ? เขาต้องการให้โรงเรียนแห่งนี้เหมือนโรงเรียนทั่วอย่างนั้นเหรอ? แล้วนั่นจะมีความหมายอะไร?

อีกอย่าง ผู้อำนวยการคนก่อนดูไม่เหมือนสิ่งประหลาด แต่เหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตมากกว่า ถ้าเป็นสิ่งประหลาดจริง ก็น่าจะเป็นสิ่งประหลาดที่มีเหตุผลและสติสัมปชัญญะ

หลินเจวี๋ยเริ่มสนใจตัวตนของผู้อำนวยการคนก่อน

“ผู้อำนวยการเจิ้ง คุณบอกว่าเขาเป็นคนนอก แล้วเขามาจากไหน หน้าตาเป็นยังไง?”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณควรถาม ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ” สีหน้าของผู้อำนวยการเจิ้งเย็นลงเล็กน้อย “ผู้อำนวยการคนก่อนจากไปเมื่อไม่นานมานี้ และส่งตำแหน่งต่อให้ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน”

พูดจบ เธอหยิบสมุดคู่มือที่เปื้อนเลือดเล่มหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก และไม่พูดถึงเรื่องนั้นต่อ “นี่คือคู่มือกฎของโรงเรียน คุณต้องจำกฎทั้งหมดให้ขึ้นใจ แม้ส่วนใหญ่จะใช้กับนักเรียน แต่ในฐานะครู เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี”

“ถ้าฝ่าฝืนกฎ จะมีเรื่องน่ากลัวเกิดขึ้น”

หลังจากพูดจบ ดวงตาของผู้อำนวยการเจิ้งฉายแววคาดหวังอยู่ลาง ๆ เธอดูเหมือนจะอยากเห็นหลินเจวี๋ยฝ่าฝืนกฎเหล่านั้น

“ผู้อำนวยการเจิ้ง วางใจได้เลย ผมจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้โรงเรียนแห่งนี้” หลินเจวี๋ยรับสมุดมา รับปากอย่างหนักแน่น

ผู้อำนวยการเจิ้งดูผิดหวังเล็กน้อย “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ”

“หน้าที่หลักของคุณคือยืนยันสภาพจิตใจของนักเรียนแต่ละคน สำนักงานของคุณอยู่ที่ห้องพยาบาล จากนั้นก็สอนตามตารางได้ตามปกติ ถ้ามีนักเรียนเกิดเหตุทางจิตใจ คุณต้องรีบจัดการในทันที”

“ออกไปได้แล้ว” พูดจบ เธอก็โบกมือไล่

“เดี๋ยวก่อน ผู้อำนวยการเจิ้ง” หลินเจวี๋ยไม่ได้ออกไป แต่พูดอย่างจริงจัง “ผมคิดว่าด้วยระดับความเชี่ยวชาญของผม สมควรได้รับค่าตอบแทนมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้น…เลือดอำมหิตเดือนละสิบมิลลิลิตรเป็นยังไงครับ?”

แม้สิ่งนี้จะไม่มีประโยชน์กับเขา แต่เขายังมี “เพื่อนสิ่งประหลาด” อีกตั้งมาก ถึงตอนนั้นใช้ของล้ำค่าล่อ…ช่วยเหลือเพื่อน

เพื่อนที่ติดค้างน้ำใจเขา ยังไงก็ต้องมุดเข้าไปในเสื้อกันฝนแน่นอน

ระหว่างเพื่อนกัน สิ่งที่ยึดถือก็คือการให้ไปและรับกลับมา คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“สิบมิลลิลิตร!?” ผู้อำนวยการเจิ้งราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต หัวเราะจนดวงตาไหลออกมาด้วยน้ำตาขุ่นมัว “ขนาดฉันเองทั้งเดือนยังได้ไม่ถึงสิบมิลลิลิตรเลย คุณคิดว่าคุณมีสิทธิ์อะไร? ถ้าอยากขึ้นค่าตอบแทน ก็พิสูจน์คุณค่าของตัวเองมาก่อน”

“พิสูจน์ยังไง?” หลินเจวี๋ยย้อนถาม

ผู้อำนวยการเจิ้งหยุดหัวเราะ สายตากลายเป็นเย็นเยียบขึ้นมา “ก็หาทางมาแทนที่ตำแหน่งของฉัน หรือไม่ก็ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ”

หลินเจวี๋ยเลิกคิ้ว ไม่คิดจะพัวพันกับประเด็นนี้ต่อ อย่างมากก็แค่รอให้บทละครจบ แล้วค่อยแย่งชิงตรง ๆ ก็แล้วกัน

เขาถือคู่มือกฎของโรงเรียนเดินออกจากสำนักงาน ทันทีที่พ้นประตู สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในพริบตา สายตาหนักแน่นจริงจังขึ้นทันที

เขากลับไปที่ห้องเรียนที่สามอีกครั้ง นักเรียนในห้องยังคงก้มหน้าเหมือนเดิม ทั้งห้องเต็มไปด้วยพลังอาฆาต ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็คงยากจะจินตนาการว่า กลุ่มสิ่งประหลาดจะนั่งเรียนกันอย่างสงบได้

เขาเปิดคู่มือกฎของโรงเรียน หน้าสอง บรรทัดที่สาม มีประโยคหนึ่งเขียนไว้ ตัวอักษรบิดเบี้ยว เป็นลายมือเขียน

การตั้งใจเรียนคือหน้าที่ของนักเรียนทุกคน ระหว่างเวลาเรียน นักเรียนต้องตั้งใจฟัง ห้ามทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับชั้นเรียนโดยเด็ดขาด

มองเผิน ๆ กฎข้อนี้ดูไม่มีปัญหาอะไร แต่นั่นก็อยู่บนสมมติฐานว่านักเรียนเป็นคนธรรมดา เอากฎแบบนี้มาใช้ควบคุมสิ่งประหลาด คิดยังไงก็ดูแปลก

เขาเดินลงไปชั้นล่าง

ชั้นสองก็มีสี่ห้องเรียนเหมือนกัน แต่มีนักเรียนอยู่แค่ห้องเดียว พฤติกรรมของพวกเขาเหมือนกับชั้นสาม นั่งเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงใด ๆ

ครูบนแท่นเขียนลายเส้นยุ่งเหยิงเหมือนอักขระผี หลินเจวี๋ยยืนฟังอยู่พักหนึ่ง เนื้อหาล้วนเป็นคำสาปแช่งและถ้อยคำอาฆาต ไม่มีคุณค่าอะไรเลย

ชั้นหนึ่งก็เป็นแบบเดียวกัน แต่จำนวนนักเรียนมากกว่า มีราวสามสิบกว่าคน อายุของนักเรียนเหล่านี้ดูไม่เหมือนเด็กมัธยมต้น กลับดูคล้ายเด็กโตมากกว่า

ชุดนักเรียนของแต่ละคนก็ดูไม่พอดีตัว ชัดเจนว่าเล็กกว่าปกติหนึ่งไซซ์ ให้ความรู้สึกราวกับว่า เดิมที นักเรียนมัธยมต้นปีที่หนึ่งไม่มีนักเรียนอีกแล้ว แต่เพื่อรักษาสมดุล เลยยัดนักเรียนจากชั้นอื่นลงมาแทน

ถ้าตัดสภาพแวดล้อมและรูปลักษณ์ประหลาดของนักเรียนกับครูออกไป ที่นี่ก็ดูไม่ต่างจากโรงเรียนธรรมดาแห่งหนึ่งเลย

ยิ่งเป็นแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เขาสงสัย ผู้อำนวยการโรงเรียนคนก่อนเป็นใครกันแน่ และการตั้งกฎเหล่านี้ มีความหมายอะไรกันแน่?

เมื่อเดินออกจากอาคารเรียน เขาเห็นแผนที่โรงเรียนติดอยู่บนผนังด้านข้าง

ทั้งโรงเรียนมีลานสวนกลางเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งหมดห้าอาคาร ใกล้ประตูทางเข้า ฝั่งซ้ายขวาเป็นอาคารระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย เดินผ่านสวนกลางเข้าไป จะเป็นหอพักนักเรียนชายและหญิง

อาคารสุดท้ายคือโรงอาหาร ข้างโรงอาหารมีสนามกีฬาขนาดเล็ก ตรงมุมสุดของสนามกีฬา หลินเจวี๋ยก็เห็นห้องพยาบาลในที่สุด

เมื่อเทียบกับอาคารอื่น ๆ ห้องพยาบาลบนแผนที่มีขนาดเล็กมาก คำนวณตามสัดส่วนแล้ว น่าจะราวยี่สิบตารางเมตรเท่านั้น

นั่นก็คือสถานที่ทำงานและพักผ่อนของเขาต่อจากนี้

หลังจากยืนยันตำแหน่งของห้องพยาบาลแล้ว หลินเจวี๋ยไม่ได้รีบไปทันที แต่หันหน้าเดินไปทางอาคารมัธยมปลายแทน

ในเมื่อมาทำงานแล้ว ก็ต้องรักษาความกระตือรือร้นให้เต็มที่ การทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อน ถือเป็นสิ่งจำเป็น

จบบทที่ บทที่ 126 คนนอกผู้วางกฎเกณฑ์ (ฟรี) สวัสดีปีใหม่นะคะ

คัดลอกลิงก์แล้ว