- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?
บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?
บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?
หลินเจวี๋ยพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ หลังจากค้นทั่วห้องแล้วไม่พบเบาะแสที่มีค่าอีก เขาก็ออกจากห้อง ตั้งใจจะไปดูส่วนอื่น ๆ ของตึก
เขาเดินกะเผลกขึ้นบันไดไปยังชั้นสาม โครงสร้างของชั้นนี้เหมือนกับชั้นสองทุกอย่าง มีห้องหมายเลขสี่ ห้าและหกเช่นกัน
ประตูห้องหมายเลขห้าเปิดอ้าอยู่ และยังได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์จากข้างใน
“คุณลุงครับ ไม่ต้องห่วงเลยผลิตภัณฑ์ของผมทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบของรัฐ มีรายงานรับรองถูกต้องครบถ้วน ถึงเวลาเดี๋ยวผมเอาเอกสารไปให้ดูด้วยตัวเองเลย”
“ใช่ครับ ๆ กล่องละหนึ่งพันสามร้อยแปดสิบหยวน รับรองกินแล้วแข็งแรงสุด ๆ ไปเลย!”
“ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้ผมจะเอาไปให้สิบกล่อง แล้วแถมให้อีกสองกล่อง ถือว่าเป็นน้ำใจจากผมก็แล้วกันนะครับคุณลุง”
หลินเจวี๋ยเดินตามเสียงไปจนถึงหน้าห้องหมายเลขห้า ประตูห้องเปิดอยู่ เขาเห็นชายหนุ่มหัวเกรียนใส่แว่นกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกล่องนับสิบ เขาหนีบโทรศัพท์ไว้กับบ่า ขณะมือทั้งสองกำลังเปิดกล่องธรรมดาออก แล้วหยิบของข้างในใส่ลงในกล่องที่ดูหรูหรากว่ามาก
บนกล่องมีตัวอักษรสีทองห้าแถวเด่นชัด
十补保神丹
ยาเม็ดบำรุงเทพสิบประการ
แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นสินค้าของโรงงานเถื่อน ไม่มีทะเบียน ไม่มีมาตรฐานใด ๆ พอใส่กล่องสวย ๆ หน่อย ก็กล้าขายแพงกว่าต้นทุนหลายร้อยเท่า
“ในบันทึกของฝูอวี่ เคยพูดถึงคู่สามีภรรยาชรา ที่โดนหลอกซื้อของแบบนี้จนหมดตัว สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย... แล้วตอนนี้ กลับมีคนขายของพรรค์นั้นอยู่ในอาคารนี้ด้วย”
“เป็นคนเดียวกัน... หรือแค่บังเอิญกันแน่?”
หลินเจวี๋ยยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ชายหนุ่มในห้องเหลือบมองมา เหมือนจะถูกใบหน้าอันน่าหวาดของฝูอวี่ทำให้ตกใจ ดวงตาเขามีแววหวาดกลัว แล้วรีบลุกขึ้นมาปิดประตูทันที
“หมอกดำบนตัวหมอนี่ ก็พอ ๆ กับเจ้าของตึก... แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่สิ่งประหลาด บางทีอาจเป็นเพราะตึกหลังนี้?”
เขาแตะรอยแผลเป็นบนใบหน้าของตัวเองเบา ๆ ห้องหมายเลขสี่และหกยังปิดอยู่ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปที่บันได
ชั้นสี่เหนือขึ้นไปคือดาดฟ้า แต่ทางขึ้นถูกประตูเหล็กบานใหญ่กั้นไว้ มีกุญแจหนาแขวนแน่นหนา เหมือนตั้งใจจะกันไม่ให้ใครก็ตามขึ้นไปข้างบน
ก็แค่ดาดฟ้า... หรือว่ามีอะไรต้องปิดบัง? ซ่อนอะไรไว้ หรือกลัวจะมีคนวิ่งขึ้นไปโดดตึกกันแน่?
หลินเจวี๋ยก้มดูช่องรอยแยกของประตู พยายามมองลอดขึ้นไปข้างบน แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงเบรกดังแหลมจากถนนด้านล่างก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเจ้าของตึก
“โอ้ย คนสวย นี่คุณแน่ใจนะว่าแค่ย้ายบ้าน? ทำไมขนของมาเยอะขนาดนี้ล่ะ ห้องของฉันมคงวางไม่หมดแล้วมั้ง”
【บทละครที่ 1: คุณได้ยินเสียงเจ้าของตึกดังจากชั้นล่าง เหมือนจะมีเพื่อนบ้านใหม่กำลังย้ายเข้ามา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น คุณออกไปดู แล้วพบว่าคนที่ย้ายมานั้น... แปลกอยู่เล็กน้อย】
ในที่สุด “บทละคร” ก็เริ่มขึ้น!
นั่นหมายความว่า ตอนนี้มีคนกำลังย้ายเข้าห้องหมายเลขสามชั้นล่าง
หลินเจวี๋ยรีบจะลงไปดู แต่พอคิดถึงขาของตัวเองที่ยังเจ็บอยู่ จึงทำได้เพียงพยุงราวบันได เดินกะเผลกลงทีละขั้น
พอลงมาถึงชั้นสอง เขาเห็นคนของบริษัทขนย้ายกำลังยกกล่องขนาดต่าง ๆ เข้าห้องหมายเลขสาม เจ้าของตึกยืนอยู่ในโถงทางเดิน ทำหน้าเหนื่อยหน่าย
“ของเยอะขนาดนี้ อย่าทำพื้นฉันพังล่ะ! รู้แบบนี้น่าจะเก็บค่าเช่าเพิ่มอีกหน่อย”
ในกล่องพวกนั้นมีอะไรอยู่?
หลินเจวี๋ยมองตาม กล่องเล็กมีขนาดเท่าหัวคน ส่วนกล่องใหญ่ยาวถึงสองเมตร ดูแน่นหนาเหมือนโลงศพ คนงานสามคนยกยังแทบไม่ไหว
อย่าบอกนะว่า... ข้างในมีศพจริง ๆ ?
เขาสูดหายใจ กลิ่นที่ลอยมาไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงกลิ่นไม้ผสมกลิ่นดินอ่อน ๆ
“ห้องสามมีคนย้ายมาใหม่เหรอ?” เขาเอ่ยถามเปิดบทสนทนา
“ใช่” เจ้าของตึกพยักหน้า “เป็นผู้หญิงล่ะ นี่แหละ ตั้งแต่ต้นปีมาเพิ่งมีผู้หญิงมาเช่าห้องเป็นคนแรกเลยนะ”
‘ทำไมหมอนี่ถึงดูตื่นเต้นขนาดนั้นนะ…’
หลินเจวี๋ยมองชายคนนั้นแวบหนึ่งอย่างไม่ให้สังเกตได้ เห็นเหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากของอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็ลากขาที่เจ็บเดินกะเผลกไปทางห้องหมายเลขสาม
พนักงานขนย้ายเดินเข้าออกห้องอยู่ตลอดเวลา ด้านในมีพื้นที่ไม่กว้างนักเต็มไปด้วยกล่องไม้ และท่ามกลางกล่องเหล่านั้น มีหญิงคนหนึ่งยืนอยู่
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงรัดรูปสีดำ ผมดำยาว ริมฝีปากแดง แต่งหน้าอย่างประณีต กำลังออกคำสั่งให้คนงานจัดวางของ
ดูจากอายุ น่าจะราวสามสิบต้น ๆ แต่ดูแลตัวเองดี และยังมีกลิ่นอายของคนมีฐานะ กำไลหยกสีเขียวที่ข้อมือแวววาวสะดุดตา ดูก็รู้ว่ามีราคาไม่น้อย
“คนแบบนี้…จะมาเช่าห้องในย่านชานเมืองได้ยังไง?”
“บนตัวเธอก็มีหมอกดำเหมือนกัน…”
หลินเจวี๋ยหรี่ตา จ้องมองหญิงคนนั้นอย่างพิจารณา
ก่อนหน้านี้เขาคาดว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวอาคารเอง จึงทำให้คนที่อาศัยอยู่ในนี้ล้วนมีหมอกดำจาง ๆ แต่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งย้ายเข้ามาแท้ ๆ เหตุใดถึงมีหมอกดำได้?
ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานขนย้ายกลับไม่มีหมอกดำเลย แสดงว่าสาเหตุไม่น่ามาจากอาคารหลังนี้
แต่ตอนนี้หลินเจวี๋ยยังนึกไม่ออกว่าทำไม
เจ้าของตึกเดินเข้ามาใกล้ ยิ้มอย่างลับ ๆ แล้วพูดเสียงเบา “ผู้หญิงคนนี้หุ่นไม่เลวเลยนะ”
หลินเจวี๋ยเหลือบมอง ไม่ได้ตอบอะไร เจ้าของตึกกลับจับแขนเขาแล้วดึงเข้าไปในห้อง “ไปสิ ฉันพาไปทำความรู้จักหน่อย นายอยู่แต่ในห้องทั้งวันไม่ค่อยพูดจาเลย ต้องรู้จักเพื่อนบ้านไว้บ้างนะ”
“คุณอู๋ฟาง ฉันขอแนะนำให้รู้จักหน่อย นี่คือผู้เช่าห้องหมายเลขสอง ชื่อฝูอวี่” เจ้าของตึกลากหลินเจวี๋ยเข้าไปในห้อง พร้อมทักทายหญิงสาว
อู๋ฟาง!
หลินเจวี๋ยชะงักทันที หญิงคนนี้ชื่ออู๋ฟางงั้นเหรอ?
นั่นไม่ใช่ชื่อผู้เช่าห้องหมายเลขสามคนเดิม? ที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดของฝูอวี่เหรอ?
แต่จากท่าทีของเจ้าของตึก เหมือนเพิ่งรู้จักเธอเป็นครั้งแรก หรือว่าคนคนนี้ไม่ใช่อู๋ฟางคนนั้น…แค่ชื่อซ้ำกันเฉย ๆ ?
หญิงสาวหันมามองพวกเขา สายตาหยุดอยู่ที่แผลเป็นบนใบหน้าของหลินเจวี๋ยชั่วครู่ แต่กลับไม่แสดงอาการรังเกียจหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยิ้มบาง ๆ ยื่นมือออกมา “สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออู๋ฟาง ต่อไปก็เป็นเพื่อนข้างห้องกันแล้ว ฝากตัวด้วยนะคะ”
รอยยิ้มของเธอทั้งสุภาพและมั่นใจ ดูไม่หวาดกลัวต่อรูปลักษณ์ของชายตรงหน้าแม้แต่น้อย
หลินเจวี๋ยแตะปลายนิ้วกับมือเธอสั้น ๆ ก่อนจะชักกลับ “ฝูอวี่ ห้องสอง”
เจ้าของตึกรีบพูดเสริมทันที “ฝูอวี่คนนี้ ถึงหน้าตาจะดูน่ากลัวหน่อย แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนใจดีนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกเขาได้เลย”
“ถ้าเขาช่วยไม่ได้…ก็ยังมาหาฉันได้อยู่ดี”
สายตาของเจ้าของตึกเลื่อนไปที่ช่วงเอวของอู๋ฟาง ขณะพูดยิ้ม ๆ
สำหรับคำพูดชอบเอาหน้าของเจ้าของตึก หลินเจวี๋ยเพียงแค่ขยับมุมปาก ไม่พูดอะไร
อู๋ฟางดูจะไม่พอใจกับสายตานั้น ใบหน้าฉายแววเย็นชาออกมาเล็กน้อย แต่เพราะเกรงใจ จึงยังฝืนยิ้มตอบ “ฮะ ๆ งั้นต่อไปคงต้องรบกวนกันบ่อยแล้วล่ะค่ะ”
“คือว่า…ตอนนี้ฉันยังเก็บของไม่เสร็จ งั้นขอตัวก่อนนะคะ…”
แม้ยังพูดไม่จบ แต่ความหมายก็ชัดเจน เธอกำลังไล่ออกจากห้องอย่างสุภาพ
แต่เจ้าของตึกกลับดูไม่เข้าใจ ยังทำท่าจะพูดต่อ หลินเจวี๋ยจึงคว้าแขนอีกฝ่ายลากออกจากห้องไปทันที
เขามีเรื่องจะถาม... แต่ไม่ใช่ต่อหน้าอู๋ฟางคนนี้