เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?

บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?

บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?


หลินเจวี๋ยพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ หลังจากค้นทั่วห้องแล้วไม่พบเบาะแสที่มีค่าอีก เขาก็ออกจากห้อง ตั้งใจจะไปดูส่วนอื่น ๆ ของตึก

เขาเดินกะเผลกขึ้นบันไดไปยังชั้นสาม โครงสร้างของชั้นนี้เหมือนกับชั้นสองทุกอย่าง มีห้องหมายเลขสี่ ห้าและหกเช่นกัน

ประตูห้องหมายเลขห้าเปิดอ้าอยู่ และยังได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์จากข้างใน

“คุณลุงครับ ไม่ต้องห่วงเลยผลิตภัณฑ์ของผมทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบของรัฐ มีรายงานรับรองถูกต้องครบถ้วน ถึงเวลาเดี๋ยวผมเอาเอกสารไปให้ดูด้วยตัวเองเลย”

“ใช่ครับ ๆ กล่องละหนึ่งพันสามร้อยแปดสิบหยวน รับรองกินแล้วแข็งแรงสุด ๆ ไปเลย!”

“ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้ผมจะเอาไปให้สิบกล่อง แล้วแถมให้อีกสองกล่อง ถือว่าเป็นน้ำใจจากผมก็แล้วกันนะครับคุณลุง”

หลินเจวี๋ยเดินตามเสียงไปจนถึงหน้าห้องหมายเลขห้า ประตูห้องเปิดอยู่ เขาเห็นชายหนุ่มหัวเกรียนใส่แว่นกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกล่องนับสิบ เขาหนีบโทรศัพท์ไว้กับบ่า ขณะมือทั้งสองกำลังเปิดกล่องธรรมดาออก แล้วหยิบของข้างในใส่ลงในกล่องที่ดูหรูหรากว่ามาก

บนกล่องมีตัวอักษรสีทองห้าแถวเด่นชัด

十补保神丹

ยาเม็ดบำรุงเทพสิบประการ

แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นสินค้าของโรงงานเถื่อน ไม่มีทะเบียน ไม่มีมาตรฐานใด ๆ พอใส่กล่องสวย ๆ หน่อย ก็กล้าขายแพงกว่าต้นทุนหลายร้อยเท่า

“ในบันทึกของฝูอวี่ เคยพูดถึงคู่สามีภรรยาชรา ที่โดนหลอกซื้อของแบบนี้จนหมดตัว สุดท้ายก็ฆ่าตัวตาย... แล้วตอนนี้ กลับมีคนขายของพรรค์นั้นอยู่ในอาคารนี้ด้วย”

“เป็นคนเดียวกัน... หรือแค่บังเอิญกันแน่?”

หลินเจวี๋ยยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ชายหนุ่มในห้องเหลือบมองมา เหมือนจะถูกใบหน้าอันน่าหวาดของฝูอวี่ทำให้ตกใจ ดวงตาเขามีแววหวาดกลัว แล้วรีบลุกขึ้นมาปิดประตูทันที

“หมอกดำบนตัวหมอนี่ ก็พอ ๆ กับเจ้าของตึก... แต่ดูยังไงก็ไม่ใช่สิ่งประหลาด บางทีอาจเป็นเพราะตึกหลังนี้?”

เขาแตะรอยแผลเป็นบนใบหน้าของตัวเองเบา ๆ ห้องหมายเลขสี่และหกยังปิดอยู่ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปที่บันได

ชั้นสี่เหนือขึ้นไปคือดาดฟ้า แต่ทางขึ้นถูกประตูเหล็กบานใหญ่กั้นไว้ มีกุญแจหนาแขวนแน่นหนา เหมือนตั้งใจจะกันไม่ให้ใครก็ตามขึ้นไปข้างบน

ก็แค่ดาดฟ้า... หรือว่ามีอะไรต้องปิดบัง? ซ่อนอะไรไว้ หรือกลัวจะมีคนวิ่งขึ้นไปโดดตึกกันแน่?

หลินเจวี๋ยก้มดูช่องรอยแยกของประตู พยายามมองลอดขึ้นไปข้างบน แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียงเบรกดังแหลมจากถนนด้านล่างก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเจ้าของตึก

“โอ้ย คนสวย นี่คุณแน่ใจนะว่าแค่ย้ายบ้าน? ทำไมขนของมาเยอะขนาดนี้ล่ะ ห้องของฉันมคงวางไม่หมดแล้วมั้ง”

【บทละครที่ 1: คุณได้ยินเสียงเจ้าของตึกดังจากชั้นล่าง เหมือนจะมีเพื่อนบ้านใหม่กำลังย้ายเข้ามา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น คุณออกไปดู แล้วพบว่าคนที่ย้ายมานั้น... แปลกอยู่เล็กน้อย】

ในที่สุด “บทละคร” ก็เริ่มขึ้น!

นั่นหมายความว่า ตอนนี้มีคนกำลังย้ายเข้าห้องหมายเลขสามชั้นล่าง

หลินเจวี๋ยรีบจะลงไปดู แต่พอคิดถึงขาของตัวเองที่ยังเจ็บอยู่ จึงทำได้เพียงพยุงราวบันได เดินกะเผลกลงทีละขั้น

พอลงมาถึงชั้นสอง เขาเห็นคนของบริษัทขนย้ายกำลังยกกล่องขนาดต่าง ๆ เข้าห้องหมายเลขสาม เจ้าของตึกยืนอยู่ในโถงทางเดิน ทำหน้าเหนื่อยหน่าย

“ของเยอะขนาดนี้ อย่าทำพื้นฉันพังล่ะ! รู้แบบนี้น่าจะเก็บค่าเช่าเพิ่มอีกหน่อย”

ในกล่องพวกนั้นมีอะไรอยู่?

หลินเจวี๋ยมองตาม กล่องเล็กมีขนาดเท่าหัวคน ส่วนกล่องใหญ่ยาวถึงสองเมตร ดูแน่นหนาเหมือนโลงศพ คนงานสามคนยกยังแทบไม่ไหว

อย่าบอกนะว่า... ข้างในมีศพจริง ๆ ?

เขาสูดหายใจ กลิ่นที่ลอยมาไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงกลิ่นไม้ผสมกลิ่นดินอ่อน ๆ

“ห้องสามมีคนย้ายมาใหม่เหรอ?” เขาเอ่ยถามเปิดบทสนทนา

“ใช่” เจ้าของตึกพยักหน้า “เป็นผู้หญิงล่ะ นี่แหละ ตั้งแต่ต้นปีมาเพิ่งมีผู้หญิงมาเช่าห้องเป็นคนแรกเลยนะ”

‘ทำไมหมอนี่ถึงดูตื่นเต้นขนาดนั้นนะ…’

หลินเจวี๋ยมองชายคนนั้นแวบหนึ่งอย่างไม่ให้สังเกตได้ เห็นเหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากของอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็ลากขาที่เจ็บเดินกะเผลกไปทางห้องหมายเลขสาม

พนักงานขนย้ายเดินเข้าออกห้องอยู่ตลอดเวลา ด้านในมีพื้นที่ไม่กว้างนักเต็มไปด้วยกล่องไม้ และท่ามกลางกล่องเหล่านั้น มีหญิงคนหนึ่งยืนอยู่

หญิงสาวสวมชุดกระโปรงรัดรูปสีดำ ผมดำยาว ริมฝีปากแดง แต่งหน้าอย่างประณีต กำลังออกคำสั่งให้คนงานจัดวางของ

ดูจากอายุ น่าจะราวสามสิบต้น ๆ แต่ดูแลตัวเองดี และยังมีกลิ่นอายของคนมีฐานะ กำไลหยกสีเขียวที่ข้อมือแวววาวสะดุดตา ดูก็รู้ว่ามีราคาไม่น้อย

“คนแบบนี้…จะมาเช่าห้องในย่านชานเมืองได้ยังไง?”

“บนตัวเธอก็มีหมอกดำเหมือนกัน…”

หลินเจวี๋ยหรี่ตา จ้องมองหญิงคนนั้นอย่างพิจารณา

ก่อนหน้านี้เขาคาดว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวอาคารเอง จึงทำให้คนที่อาศัยอยู่ในนี้ล้วนมีหมอกดำจาง ๆ แต่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งย้ายเข้ามาแท้ ๆ เหตุใดถึงมีหมอกดำได้?

ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานขนย้ายกลับไม่มีหมอกดำเลย แสดงว่าสาเหตุไม่น่ามาจากอาคารหลังนี้

แต่ตอนนี้หลินเจวี๋ยยังนึกไม่ออกว่าทำไม

เจ้าของตึกเดินเข้ามาใกล้ ยิ้มอย่างลับ ๆ แล้วพูดเสียงเบา “ผู้หญิงคนนี้หุ่นไม่เลวเลยนะ”

หลินเจวี๋ยเหลือบมอง ไม่ได้ตอบอะไร เจ้าของตึกกลับจับแขนเขาแล้วดึงเข้าไปในห้อง “ไปสิ ฉันพาไปทำความรู้จักหน่อย นายอยู่แต่ในห้องทั้งวันไม่ค่อยพูดจาเลย ต้องรู้จักเพื่อนบ้านไว้บ้างนะ”

“คุณอู๋ฟาง ฉันขอแนะนำให้รู้จักหน่อย นี่คือผู้เช่าห้องหมายเลขสอง ชื่อฝูอวี่” เจ้าของตึกลากหลินเจวี๋ยเข้าไปในห้อง พร้อมทักทายหญิงสาว

อู๋ฟาง!

หลินเจวี๋ยชะงักทันที หญิงคนนี้ชื่ออู๋ฟางงั้นเหรอ?

นั่นไม่ใช่ชื่อผู้เช่าห้องหมายเลขสามคนเดิม? ที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดของฝูอวี่เหรอ?

แต่จากท่าทีของเจ้าของตึก เหมือนเพิ่งรู้จักเธอเป็นครั้งแรก หรือว่าคนคนนี้ไม่ใช่อู๋ฟางคนนั้น…แค่ชื่อซ้ำกันเฉย ๆ ?

หญิงสาวหันมามองพวกเขา สายตาหยุดอยู่ที่แผลเป็นบนใบหน้าของหลินเจวี๋ยชั่วครู่ แต่กลับไม่แสดงอาการรังเกียจหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยิ้มบาง ๆ ยื่นมือออกมา “สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออู๋ฟาง ต่อไปก็เป็นเพื่อนข้างห้องกันแล้ว ฝากตัวด้วยนะคะ”

รอยยิ้มของเธอทั้งสุภาพและมั่นใจ ดูไม่หวาดกลัวต่อรูปลักษณ์ของชายตรงหน้าแม้แต่น้อย

หลินเจวี๋ยแตะปลายนิ้วกับมือเธอสั้น ๆ ก่อนจะชักกลับ “ฝูอวี่ ห้องสอง”

เจ้าของตึกรีบพูดเสริมทันที “ฝูอวี่คนนี้ ถึงหน้าตาจะดูน่ากลัวหน่อย แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนใจดีนะ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ก็บอกเขาได้เลย”

“ถ้าเขาช่วยไม่ได้…ก็ยังมาหาฉันได้อยู่ดี”

สายตาของเจ้าของตึกเลื่อนไปที่ช่วงเอวของอู๋ฟาง ขณะพูดยิ้ม ๆ

สำหรับคำพูดชอบเอาหน้าของเจ้าของตึก หลินเจวี๋ยเพียงแค่ขยับมุมปาก ไม่พูดอะไร

อู๋ฟางดูจะไม่พอใจกับสายตานั้น ใบหน้าฉายแววเย็นชาออกมาเล็กน้อย แต่เพราะเกรงใจ จึงยังฝืนยิ้มตอบ “ฮะ ๆ งั้นต่อไปคงต้องรบกวนกันบ่อยแล้วล่ะค่ะ”

“คือว่า…ตอนนี้ฉันยังเก็บของไม่เสร็จ งั้นขอตัวก่อนนะคะ…”

แม้ยังพูดไม่จบ แต่ความหมายก็ชัดเจน เธอกำลังไล่ออกจากห้องอย่างสุภาพ

แต่เจ้าของตึกกลับดูไม่เข้าใจ ยังทำท่าจะพูดต่อ หลินเจวี๋ยจึงคว้าแขนอีกฝ่ายลากออกจากห้องไปทันที

เขามีเรื่องจะถาม... แต่ไม่ใช่ต่อหน้าอู๋ฟางคนนี้

จบบทที่ บทที่ 66 เธอคืออู๋ฟาง?

คัดลอกลิงก์แล้ว