เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 64 บาป

บทที่ 64 บาป

บทที่ 64 บาป


หลินเจวี๋ยหยุดอยู่ตรงชั้นสอง เจ้าของตึกก็หยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วย

“ตอนที่นายไป มีคนใหม่ย้ายเข้ามา ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ แต่ตอนนี้ตกอับ อยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยออกมาพบหน้าใคร”

“เดี๋ยวจะพาไปแนะนำให้รู้จักหน่อย ยังไงก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ช่วยดูแลกันบ้าง”

เจ้าของตึกพูดพลางเคาะประตูห้องหมายเลขหนึ่ง “เฒ่าหลี่ ออกมาพบเพื่อนบ้านหน่อย”

หลินเจวี๋ยยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร เจ้าของตึกคนนี้ดูจะกระตือรือร้นเกินไปหน่อยหรือเปล่า เหมือนคิดว่าคนที่อยู่ในตึกตัวเองจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันให้ได้

ไม่นานประตูก็เปิดออก “เฒ่าหลี่” ที่เจ้าของตึกพูดถึงดูจะมีอายุสี่สิบกว่า สวมเพียงกางเกงขาสั้นลายดอก ผิวที่เปลือยเปล่าเต็มไปด้วยผื่นแดงเป็นหย่อม ๆ ดูคล้ายเป็นโรคผิวหนังบางอย่าง

ชายคนนั้นมีหมอกดำจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบตัว คล้ายกับเจ้าของตึก

แปลก... หรือว่ากางเกงลายดอกนั่นเป็นวัตถุต้องสาปกัน?

แล้วนี่ เขาร้อนเหรอ?

หลินเจวี๋ยรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ วันนี้อากาศไม่ได้สูงเลย ต่อให้สวมเสื้อคลุมก็ยังไม่รู้สึกร้อน แต่เฒ่าหลี่กลับเปลือยท่อนบน หรือเพราะโรคผิวหนังเลยไม่ใส่เสื้อ?

“สวัสดี” เฒ่าหลี่ยื่นมือออกมา มุมปากเหมือนจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่กล้ามเนื้อกลับแข็งจนฝืนยิ้มไม่ออก

“สวัสดี ผมชื่อฝูอวี่” หลินเจวี๋ยตอบ พลางยื่นมือไปจับ

สัมผัสเย็นเฉียบเหมือนกำก้อนน้ำแข็งไว้ในมือ

ทั้งที่มือเย็นขนาดนี้ ทำไมถึงยังไม่ใส่เสื้ออีก?

หลินเจวี๋ยดึงมือกลับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฒ่าหลี่คุยกับเจ้าของตึกต่ออีกสองสามประโยค ก่อนจะปิดประตูลง

“เฒ่าหลี่คนนี้นิสัยออกจะแปลกไปบ้าง วันนี้ยังถือว่าดีแล้ว ปกติแกไม่ค่อยพูดกับใครเลย” เจ้าของตึกเอ่ยเสียงต่ำ

“ชั้นบนมีคนหนุ่มย้ายมาอีกสองคน อายุพอ ๆ  กัน น่าจะเข้ากันได้ดี”

เจ้าของตึกยังคมเดินตามหลินเจวี๋ยจนมาถึงหน้าห้องหมายเลขสอง

หลินเจวี๋ยหยิบกุญแจดอกใหญ่ขึ้นมาเสียบในรูล็อก พลางถามว่า “แล้วห้องหมายเลขสามล่ะ ช่วงนี้ไม่มีใครย้ายเข้ามาเหรอ?”

แต่ละชั้นมีสามห้อง ห้องหนึ่งคือเฒ่าหลี่ ห้องสองคือฝูอวี่ งั้นห้องที่สามก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่กล่าวถึงในบทละคร

ท้ายที่สุด ในคำอธิบายของบทละครใช้สรรพนาม “เธอ” ถ้าเขาต้อง “แอบมอง” ก็คงไม่ใช่เฒ่าหลี่แน่นอน แต่ต้องเป็นผู้อยู่อาศัยห้องสาม

“ไม่มีนะ ว่างมาตลอด” เจ้าของตึกส่ายหน้า มองมือของหลินเจวี๋ยไม่วางตา เหมือนจะรอดูว่ากุญแจดอกนี้จะเปิดประตูได้หรือเปล่า

ไม่มีคน?

มือที่กำลังหมุนกุญแจชะงักไปครู่หนึ่ง ถ้าไม่มีใครอยู่ แล้วบทละครจะดำเนินต่อยังไง? หรือผู้หญิงคนนั้นยังไม่ย้ายเข้ามา?

เขาไขประตูเข้าไป ภายในเป็นห้องเดี่ยวธรรมดา ๆ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอนรวมอยู่ในพื้นที่ยี่สิบตารางเมตรเท่านั้น ที่ราวแขวนใกล้ประตูมีเสื้อกันฝนสีดำแขวนอยู่ตัวหนึ่ง

จนประตูเปิดออกหมด เจ้าของตึกถึงได้หันมามองหลินเจวี๋ยอย่างมีนัย ก่อนจะเดินจากไปเงียบ ๆ

‘หรือว่าหมอนี่รู้ว่าเราไม่ใช่ฝูอวี่ตัวจริง?’

หลินเจวี๋ยปิดประตูลง บทละครระดับสองดาวยังไม่ทันเริ่ม แต่ทุกอย่างกลับเต็มไปด้วยความผิดปกติ

เขาเปิดไฟ เดินไปใกล้เสื้อกันฝน สูดดมเบา ๆ

ไม่มีแม้แต่กลิ่นคาวเลือด เป็นเพียงเสื้อกันฝนธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น

หลินเจวี๋ยวางกระเป๋าบนเตียง กวาดตามองทั่วห้อง

การตกแต่งเรียบง่าย ไม่มีเฟอร์นิเจอร์มากนัก เตียงเหล็กเดี่ยวหนึ่งตัว โต๊ะเขียนหนังสือที่โยกไปมาอยู่ข้างเตียง ส่วนผนังตรงข้ามมีโทรทัศน์จอใหญ่รุ่นเก่า สายไฟพันกันระเกะระกะจนมีใยแมงมุมเกาะหนา

หลินเจวี๋ยเปิดโทรทัศน์ขึ้น แต่ก็ไม่เกินคาด ไม่มีช่องไหนดูได้เลย หน้าจอเต็มไปด้วยภาพสัญญาณ

เขาเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เห็นนิยายวางอยู่สองสามเล่ม ทุกเล่มถูกเปิดอ่านจนเก่าขาด

หลินเจวี๋ยหยิบขึ้นมาดูผ่าน ๆ ล้วนเป็นนิยายแนวหม่นมืด เขาหยิบเล่มหนึ่งชื่อ อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ มาพลิกอ่าน

เรื่องนั้นเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีจิตใจอ่อนโยนและเอื้อเฟื้อ แต่หลังจากต้องเจอกับการทรยศของคนรัก การตายของพ่อแม่ และการกดขี่ขูดรีดจากหัวหน้างาน เขาก็ค่อย ๆ บิดเบี้ยว จนสุดท้ายกลายเป็นฆาตกรวิปริต

ในเรื่องนั้น คนรัก หัวหน้า และทุกคนที่เคยรังแกเขาล้วนถูกฆ่าด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม และสุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่อาจหนีโทษทัณฑ์ของกฎหมายพ้น ปิดฉากชีวิตที่เต็มไปด้วยบาปลงพร้อมเสียงปืนหนึ่งนัด

หัวใจที่เคยบริสุทธิ์ กลับถูกเพาะด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งบาป เมล็ดนั้นได้รับการรดด้วยเลือด จนงอกงามแตกหน่อ และไม่อาจถอนรากออกได้อีกต่อไป

หน้าท้าย ๆ ของหนังสือ มีหลายบรรทัดที่ถูกขีดด้วยปากกาแดงอย่างแรง

ความคิดอันชั่วร้ายจะทำลายความเมตตาและความยุติธรรมดั้งเดิมที่สุดของมนุษย์

บาปคือเหวลึกอันน่าสะพรึง เมื่อใดที่มองลึกลงไป เมื่อนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกจะถูกปลุกขึ้นมา

ทุกครั้งที่ก่ออาชญากรรม ก็เหมือนวางชิ้นส่วนสีดำลงในจิตใจหนึ่งชิ้น และเมื่อชิ้นสุดท้ายตกลงมา แสงสว่างทั้งปวงก็จะดับสูญ

นิยายเล่มนี้ช่างเต็มไปด้วยโทนโศกนาฏกรรม ตัวเอกเป็นคนที่น่าสงสาร แต่กลับต้องแบกบาปไว้เต็มตัว ช่างคล้ายกับฝูอวี่ในโลกความจริงเหลือเกิน

ฝูอวี่โดยพื้นฐานเป็นคนยึดมั่นในความยุติธรรม แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดกลับกลายเป็นฆาตกรในคืนฝนพรำ

“หรือว่าเหมือนในนิยาย... ฝูอวี่ก็เคยเผชิญเรื่องราวเหล่านี้? ถึงได้กลายเป็นฆาตกร?”

หลินเจวี๋ยปิดหนังสือลง สายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งใต้เตียง

เขาก้มลง เห็นถุงใส่อุปกรณ์ตกปลาหนึ่งใบ มันหนักผิดปกติ ข้างในดูไม่เหมือนมีอุปกรณ์ตกปลาเลย เวลาดึงยังมีเสียงโลหะกระทบกันดังแกร้ง ๆ

“อาวุธสังหาร?”

เขาค่อย ๆ รูดซิปเปิด

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า คือเครื่องมือโลหะจำนวนมาก

โซ่เหล็ก กุญแจเท้า เลื่อย ขวาน…

คราบเลือดสีคล้ำติดอยู่บนทุกชิ้น ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวของคดีต่าง ๆ

สิ่งเหล่านี้ยืนยันชัดเจน ฝูอวี่คือฆาตกรมือเปื้อนเลือด

หลินเจวี๋ยรูดซิปปิดถุงช้า ๆ ราวกับกำลังปิดผนึกบาปลงไปในนั้น

บทละครก่อนหน้านี้ แม้จะแปลกแค่ไหน ตัวละครที่เขาได้รับบทก็ยังเป็นคนปกติ และมักมีบทบาทเชิงบวกในเรื่อง

แต่บทนี้... กลับเหมือนจะพาเขาดิ่งลงสู่เหว

“จุดประสงค์ของบทละครนี้… คืออะไรกันแน่?”

“ให้แอบมองเพื่อนบ้าน”

“หรือว่าเราต้องฆ่าเพื่อนบ้าน?”

“คำว่า ‘ถ้วยรางวัล’ หมายถึงอะไร... ฝูอวี่มีนิสัยชอบเก็บของงั้นเหรอ? ทุกครั้งที่ฆ่า เขาจะเก็บส่วนหนึ่งของร่างเหยื่อไว้เป็นของสะสมหรือเปล่า?”

เรื่องราวยังไม่เริ่ม แต่คนแรกที่เขาต้องระแวงกลับเป็น “ตัวละครที่ตนเองสวมบท” เรื่องแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในบทละครไหนมาก่อนเลย

จบบทที่ บทที่ 64 บาป

คัดลอกลิงก์แล้ว