- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 64 บาป
บทที่ 64 บาป
บทที่ 64 บาป
หลินเจวี๋ยหยุดอยู่ตรงชั้นสอง เจ้าของตึกก็หยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วย
“ตอนที่นายไป มีคนใหม่ย้ายเข้ามา ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทใหญ่ แต่ตอนนี้ตกอับ อยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยออกมาพบหน้าใคร”
“เดี๋ยวจะพาไปแนะนำให้รู้จักหน่อย ยังไงก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ช่วยดูแลกันบ้าง”
เจ้าของตึกพูดพลางเคาะประตูห้องหมายเลขหนึ่ง “เฒ่าหลี่ ออกมาพบเพื่อนบ้านหน่อย”
หลินเจวี๋ยยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร เจ้าของตึกคนนี้ดูจะกระตือรือร้นเกินไปหน่อยหรือเปล่า เหมือนคิดว่าคนที่อยู่ในตึกตัวเองจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันให้ได้
ไม่นานประตูก็เปิดออก “เฒ่าหลี่” ที่เจ้าของตึกพูดถึงดูจะมีอายุสี่สิบกว่า สวมเพียงกางเกงขาสั้นลายดอก ผิวที่เปลือยเปล่าเต็มไปด้วยผื่นแดงเป็นหย่อม ๆ ดูคล้ายเป็นโรคผิวหนังบางอย่าง
ชายคนนั้นมีหมอกดำจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบตัว คล้ายกับเจ้าของตึก
แปลก... หรือว่ากางเกงลายดอกนั่นเป็นวัตถุต้องสาปกัน?
แล้วนี่ เขาร้อนเหรอ?
หลินเจวี๋ยรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ วันนี้อากาศไม่ได้สูงเลย ต่อให้สวมเสื้อคลุมก็ยังไม่รู้สึกร้อน แต่เฒ่าหลี่กลับเปลือยท่อนบน หรือเพราะโรคผิวหนังเลยไม่ใส่เสื้อ?
“สวัสดี” เฒ่าหลี่ยื่นมือออกมา มุมปากเหมือนจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่กล้ามเนื้อกลับแข็งจนฝืนยิ้มไม่ออก
“สวัสดี ผมชื่อฝูอวี่” หลินเจวี๋ยตอบ พลางยื่นมือไปจับ
สัมผัสเย็นเฉียบเหมือนกำก้อนน้ำแข็งไว้ในมือ
ทั้งที่มือเย็นขนาดนี้ ทำไมถึงยังไม่ใส่เสื้ออีก?
หลินเจวี๋ยดึงมือกลับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฒ่าหลี่คุยกับเจ้าของตึกต่ออีกสองสามประโยค ก่อนจะปิดประตูลง
“เฒ่าหลี่คนนี้นิสัยออกจะแปลกไปบ้าง วันนี้ยังถือว่าดีแล้ว ปกติแกไม่ค่อยพูดกับใครเลย” เจ้าของตึกเอ่ยเสียงต่ำ
“ชั้นบนมีคนหนุ่มย้ายมาอีกสองคน อายุพอ ๆ กัน น่าจะเข้ากันได้ดี”
เจ้าของตึกยังคมเดินตามหลินเจวี๋ยจนมาถึงหน้าห้องหมายเลขสอง
หลินเจวี๋ยหยิบกุญแจดอกใหญ่ขึ้นมาเสียบในรูล็อก พลางถามว่า “แล้วห้องหมายเลขสามล่ะ ช่วงนี้ไม่มีใครย้ายเข้ามาเหรอ?”
แต่ละชั้นมีสามห้อง ห้องหนึ่งคือเฒ่าหลี่ ห้องสองคือฝูอวี่ งั้นห้องที่สามก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่กล่าวถึงในบทละคร
ท้ายที่สุด ในคำอธิบายของบทละครใช้สรรพนาม “เธอ” ถ้าเขาต้อง “แอบมอง” ก็คงไม่ใช่เฒ่าหลี่แน่นอน แต่ต้องเป็นผู้อยู่อาศัยห้องสาม
“ไม่มีนะ ว่างมาตลอด” เจ้าของตึกส่ายหน้า มองมือของหลินเจวี๋ยไม่วางตา เหมือนจะรอดูว่ากุญแจดอกนี้จะเปิดประตูได้หรือเปล่า
ไม่มีคน?
มือที่กำลังหมุนกุญแจชะงักไปครู่หนึ่ง ถ้าไม่มีใครอยู่ แล้วบทละครจะดำเนินต่อยังไง? หรือผู้หญิงคนนั้นยังไม่ย้ายเข้ามา?
เขาไขประตูเข้าไป ภายในเป็นห้องเดี่ยวธรรมดา ๆ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอนรวมอยู่ในพื้นที่ยี่สิบตารางเมตรเท่านั้น ที่ราวแขวนใกล้ประตูมีเสื้อกันฝนสีดำแขวนอยู่ตัวหนึ่ง
จนประตูเปิดออกหมด เจ้าของตึกถึงได้หันมามองหลินเจวี๋ยอย่างมีนัย ก่อนจะเดินจากไปเงียบ ๆ
‘หรือว่าหมอนี่รู้ว่าเราไม่ใช่ฝูอวี่ตัวจริง?’
หลินเจวี๋ยปิดประตูลง บทละครระดับสองดาวยังไม่ทันเริ่ม แต่ทุกอย่างกลับเต็มไปด้วยความผิดปกติ
เขาเปิดไฟ เดินไปใกล้เสื้อกันฝน สูดดมเบา ๆ
ไม่มีแม้แต่กลิ่นคาวเลือด เป็นเพียงเสื้อกันฝนธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น
หลินเจวี๋ยวางกระเป๋าบนเตียง กวาดตามองทั่วห้อง
การตกแต่งเรียบง่าย ไม่มีเฟอร์นิเจอร์มากนัก เตียงเหล็กเดี่ยวหนึ่งตัว โต๊ะเขียนหนังสือที่โยกไปมาอยู่ข้างเตียง ส่วนผนังตรงข้ามมีโทรทัศน์จอใหญ่รุ่นเก่า สายไฟพันกันระเกะระกะจนมีใยแมงมุมเกาะหนา
หลินเจวี๋ยเปิดโทรทัศน์ขึ้น แต่ก็ไม่เกินคาด ไม่มีช่องไหนดูได้เลย หน้าจอเต็มไปด้วยภาพสัญญาณ
เขาเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เห็นนิยายวางอยู่สองสามเล่ม ทุกเล่มถูกเปิดอ่านจนเก่าขาด
หลินเจวี๋ยหยิบขึ้นมาดูผ่าน ๆ ล้วนเป็นนิยายแนวหม่นมืด เขาหยิบเล่มหนึ่งชื่อ อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ มาพลิกอ่าน
เรื่องนั้นเล่าถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีจิตใจอ่อนโยนและเอื้อเฟื้อ แต่หลังจากต้องเจอกับการทรยศของคนรัก การตายของพ่อแม่ และการกดขี่ขูดรีดจากหัวหน้างาน เขาก็ค่อย ๆ บิดเบี้ยว จนสุดท้ายกลายเป็นฆาตกรวิปริต
ในเรื่องนั้น คนรัก หัวหน้า และทุกคนที่เคยรังแกเขาล้วนถูกฆ่าด้วยวิธีอันโหดเหี้ยม และสุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่อาจหนีโทษทัณฑ์ของกฎหมายพ้น ปิดฉากชีวิตที่เต็มไปด้วยบาปลงพร้อมเสียงปืนหนึ่งนัด
หัวใจที่เคยบริสุทธิ์ กลับถูกเพาะด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งบาป เมล็ดนั้นได้รับการรดด้วยเลือด จนงอกงามแตกหน่อ และไม่อาจถอนรากออกได้อีกต่อไป
หน้าท้าย ๆ ของหนังสือ มีหลายบรรทัดที่ถูกขีดด้วยปากกาแดงอย่างแรง
ความคิดอันชั่วร้ายจะทำลายความเมตตาและความยุติธรรมดั้งเดิมที่สุดของมนุษย์
บาปคือเหวลึกอันน่าสะพรึง เมื่อใดที่มองลึกลงไป เมื่อนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกจะถูกปลุกขึ้นมา
ทุกครั้งที่ก่ออาชญากรรม ก็เหมือนวางชิ้นส่วนสีดำลงในจิตใจหนึ่งชิ้น และเมื่อชิ้นสุดท้ายตกลงมา แสงสว่างทั้งปวงก็จะดับสูญ
นิยายเล่มนี้ช่างเต็มไปด้วยโทนโศกนาฏกรรม ตัวเอกเป็นคนที่น่าสงสาร แต่กลับต้องแบกบาปไว้เต็มตัว ช่างคล้ายกับฝูอวี่ในโลกความจริงเหลือเกิน
ฝูอวี่โดยพื้นฐานเป็นคนยึดมั่นในความยุติธรรม แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดกลับกลายเป็นฆาตกรในคืนฝนพรำ
“หรือว่าเหมือนในนิยาย... ฝูอวี่ก็เคยเผชิญเรื่องราวเหล่านี้? ถึงได้กลายเป็นฆาตกร?”
หลินเจวี๋ยปิดหนังสือลง สายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งใต้เตียง
เขาก้มลง เห็นถุงใส่อุปกรณ์ตกปลาหนึ่งใบ มันหนักผิดปกติ ข้างในดูไม่เหมือนมีอุปกรณ์ตกปลาเลย เวลาดึงยังมีเสียงโลหะกระทบกันดังแกร้ง ๆ
“อาวุธสังหาร?”
เขาค่อย ๆ รูดซิปเปิด
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า คือเครื่องมือโลหะจำนวนมาก
โซ่เหล็ก กุญแจเท้า เลื่อย ขวาน…
คราบเลือดสีคล้ำติดอยู่บนทุกชิ้น ราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราวของคดีต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้ยืนยันชัดเจน ฝูอวี่คือฆาตกรมือเปื้อนเลือด
หลินเจวี๋ยรูดซิปปิดถุงช้า ๆ ราวกับกำลังปิดผนึกบาปลงไปในนั้น
บทละครก่อนหน้านี้ แม้จะแปลกแค่ไหน ตัวละครที่เขาได้รับบทก็ยังเป็นคนปกติ และมักมีบทบาทเชิงบวกในเรื่อง
แต่บทนี้... กลับเหมือนจะพาเขาดิ่งลงสู่เหว
“จุดประสงค์ของบทละครนี้… คืออะไรกันแน่?”
“ให้แอบมองเพื่อนบ้าน”
“หรือว่าเราต้องฆ่าเพื่อนบ้าน?”
“คำว่า ‘ถ้วยรางวัล’ หมายถึงอะไร... ฝูอวี่มีนิสัยชอบเก็บของงั้นเหรอ? ทุกครั้งที่ฆ่า เขาจะเก็บส่วนหนึ่งของร่างเหยื่อไว้เป็นของสะสมหรือเปล่า?”
เรื่องราวยังไม่เริ่ม แต่คนแรกที่เขาต้องระแวงกลับเป็น “ตัวละครที่ตนเองสวมบท” เรื่องแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในบทละครไหนมาก่อนเลย