เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 58 การสนทนาของเพื่อนบ้านผู้เป็นมิตร

บทที่ 58 การสนทนาของเพื่อนบ้านผู้เป็นมิตร

บทที่ 58 การสนทนาของเพื่อนบ้านผู้เป็นมิตร


โชคดีที่ตอนนี้เขาได้เข้ามาในตัวเมืองแล้ว ถึงบนถนนจะยังมีรถและผู้คนอยู่น้อย แต่หลินเจวี๋ยก็ยังโบกรถกลับมาที่ชุมชนซินฝูหยวนได้สำเร็จ

เมื่อกลับมาถึงสถานที่คุ้นเคย อารมณ์ของหลินเจวี๋ยก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาเดินขึ้นบันไดไปจนหยุดอยู่หน้าประตูบ้านของเพื่อนบ้าน

เส้นผมที่เคยวางไว้หายไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าในช่วงที่เขาไม่อยู่ มีคนเปิดประตูบานนี้

นั่นแปลว่าเพื่อนบ้านคนนั้นกลับมาแล้ว หรืออาจจะอยู่ข้างในตอนนี้ก็ได้

หลินเจวี๋ยก้มลงแนบหูฟังกับประตู เสียงฝีเท้าแผ่วเบาในห้องยืนยันว่า มีใครบางคนกำลังเดินอยู่ข้างในจริง ๆ

เขาจงใจเปิดประตูบ้านของตัวเองเสียงดัง แล้วปิดประตู “ปัง!” อย่างจงใจ

การกระทำนี้มีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว เพื่อบอกเพื่อนบ้านว่า ฉันกลับมาแล้ว ตอนนี้นายสามารถลงมือได้เลย

แต่สิ่งที่ทำให้หลินเจวี๋ยผิดหวังก็คือ เขารออยู่ในห้องจนถึงช่วงบ่าย เพื่อนบ้านก็ยังไม่ลงมือ

นอกจากเสียงประหลาดที่ดังมาจากห้องข้าง ๆ เป็นระยะ ๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย

“ถ้าคืนนี้ยังไม่มา งั้นเราคงต้องเป็นฝ่ายที่ไปเอง ในเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะมีเรื่องคาใจ ก็ควรช่วยให้เขาคลายกังวลบ้าง”

หลินเจวี๋ยเช็ดคมมีดปอกผลไม้ในมือ พลางคิดว่าคนหนุ่มผู้มีน้ำใจอย่างเขาในยุคนี้คงหาได้ยากจริง ๆ

.…

เวลาประมาณสองทุ่ม เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากห้องข้าง ๆ ตามด้วยเสียงเปิดประตู

เสียงฝีเท้าหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของเขา จากนั้นประตูก็ถูกเคาะเบา ๆ

มาแล้ว!

หลินเจวี๋ยปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะซ่อนมีดปอกผลไม้ไว้ในกระเป๋า แล้วเดินไปเปิดประตู

ตรงหน้าคือชายวัยกลางคนเพื่อนบ้านของเขา ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายมีโถดินเผาใบหนึ่งที่กำลังปล่อยหมอกดำออกมาไม่ขาดสาย

“พี่ชาย มีเรื่องอะไรหรือครับ?” หลินเจวี๋ยแสร้งทำสีหน้างุนงง

สายตาของชายวัยกลางคนเย็นชา แต่ยังฝืนยิ้มอย่างมีมารยาท “ก่อนหน้านี้ที่ห้องฉันมีแมลงคลานออกมาหลายตัว ทำให้คุณเดือดร้อนไปด้วย ตอนนั้นพูดจาไม่ดีใส่ หลังจากนั้นก็คิดได้ว่านั่นเป็นความผิดของฉันเอง วันนี้เลยตั้งใจมาเอ่ยคำขอโทษ”

หึ…

การแสดงห่วยแตก คำพูดหลอกผีชัด ๆ

หลินเจวี๋ยเดิมทีตั้งใจจะลงมือทันที แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่ม “เล่นละคร” เขาก็เลยตัดสินใจร่วมแสดงด้วยเสียเลย

“ไม่เป็นไร ๆ พี่ชาย เข้ามานั่งก่อนสิ พวกเราอยู่ห้องติดกันตั้งนาน เจอกันทีไรก็ไม่ค่อยได้คุยกันดี ๆ เลย”

“เดี๋ยวผมจัดกับแกล้มสักสองจาน เปิดเหล้าขาวอีกสองขวด เรามาดื่มด้วยกันหน่อยเถอะ”

พูดพลางก็เอื้อมมือไปดึงแขนอีกฝ่ายเหมือนจะเชิญเข้าบ้าน ท่าทางอบอุ่นเป็นกันเองราวกับน้องชายข้างห้องที่ใจดีเกินเหตุ

ไอ้เด็กเวรนี่แรงดีชะมัด!

ชายวัยกลางคนหน้าเริ่มแดง เขาใช้ขาอีกข้างยันกรอบประตูไว้แน่น จึงไม่ถูกหลินเจวี๋ยลากเข้าไปในห้อง

เขาฝืนยิ้มออกมา “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ดึกแล้ว ฉันยังมีธุระอยู่”

“นี่เป็นของฝากจากบ้านเกิดผมน่ะ ตั้งใจเอามาให้คุณลองชิม ถือเป็นการขอโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ”

พูดจบก็ยื่นโถในมือตรงมาให้

ถ้าไม่นับหมอกดำที่ลอยออกมาไม่หยุด โถนี้ก็ดูไม่ต่างอะไรจากโถดินธรรมดา ๆ ทั่วไป แค่เพียงเข้าใกล้ก็ได้ยินเสียงคล้ายมีอะไรบางอย่างไต่ตะกายอยู่ข้างใน

หลินเจวี๋ยทำท่าตกใจ “โอ้ พี่ชาย เกรงใจไปแล้ว เรื่องเล็กน้อยแท้ ๆ ยังจะเอาของมาฝากอีก”

แม้จะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็รับโถไว้ในมือ แถมยังเขย่ามันเบา ๆ ด้วยความอยากรู้ “ข้างในนี่มีอะไรเหรอครับ?”

“ของพื้นบ้านนิดหน่อย เดี๋ยวเปิดดูเองก็รู้”

ในดวงตาของชายวัยกลางคนฉายแววปีติและบ้าคลั่งอย่างปิดไม่มิด เขาไม่คาดคิดเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะยอมรับของไปอย่างง่ายดายขนาดนี้

คืนนี้…จะเป็นคืนสุดท้ายของไอ้เด็กเวรนี่แล้ว!

เขาแทบจะรอไม่ไหวแล้ว รีบเอ่ยลาหลินเจวี๋ยด้วยท่าทีร้อนรน

“งั้นนายพักผ่อนเถอะ ฉันไม่รบกวนแล้ว”

“พี่ชายนี่ใจดีจริง ๆ เลย เดินดี ๆ นะครับ”

หลินเจวี๋ยอุ้มโถดินไว้ข้างหนึ่ง อีกมือโบกมือส่งเพื่อนบ้านอย่างเป็นมิตร จนกระทั่งเห็นอีกฝ่ายกลับเข้าห้องไป เขาจึงปิดประตูลง

ทันทีที่ประตูปิดสนิท ดวงตาของหลินเจวี๋ยกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เขาวางโถลงบนโต๊ะน้ำชา เปิดโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นและเร่งเสียงให้ดังขึ้น จากนั้นเดินเข้าครัว หยิบชามกระเบื้องใบใหญ่ ก่อนค่อย ๆ เปิดฝาโถออก

….

ภายในห้องมืดสลัว เต็มไปด้วยซากแมลงประหลาดกองพะเนิน ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก

เพื่อนบ้านยืนอยู่ท่ามกลางซากเหล่านั้น เขาแนบหูฟังผนังด้วยสีหน้าตื่นเต้น รอฟังเสียงจากห้องข้าง ๆ

“ไอ้หนุ่มเปิดโทรทัศน์แล้ว ฮะ ๆ แถมยังดูรายการ พี่สาวนักวิ่ง อยู่ด้วย ถือซะว่าเป็นความสุขสุดท้ายก่อนตายก็แล้วกัน”

เขาเงี่ยหูฟังต่ออีกพักหนึ่ง แล้วเสียง เพล้ง! ของวัตถุบางอย่างตกแตกก็ดังขึ้น

จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังตามมา

“อ๊า!!! นี่มันอะไรน่ะ!!!”

“อย่า! อย่าเข้ามา! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!!!”

“กลกลกกลกลกล…”

เสียงกรีดร้องค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นอู้อี้ เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังมุดเข้าไปในปากของใครสักคน

ต่อด้วยเสียงดังเพล้ง ราวกับมีคนกำลังดิ้นรนอย่างสุดแรงในห้อง ทำข้าวของล้มกระจัดกระจาย

รอยยิ้มบิดเบี้ยวค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าของชายวัยกลางคน เขาหัวเราะเสียงดังด้วยความดีใจ “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!! ในที่สุดฉันก็มีของถวายแล้ว! พลังวิวัฒน์กำลังจะมาถึงฉัน!!”

เสียงการต่อสู้จากห้องข้าง ๆ ค่อย ๆ เงียบลงในไม่กี่นาที เหลือเพียงเสียงโทรทัศน์ที่ยังดังอยู่

ชายวัยกลางคนผละออกจากผนัง ตาเป็นประกายแห่งความตื่นเต้น เขาทรุดตัวนั่งบนโซฟา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“ฉันจะติดต่อท่าน ‘จู่’ เดี๋ยวนี้ บอกว่าฉันสร้างเหตุการณ์สิ่งประหลาดขึ้นสำเร็จแล้ว ใช้ชีวิตมนุษย์เป็นบัตรผ่านเข้าสู่องค์กรโลกใหม่!”

เขาพิมพ์ข้อความส่งไปอย่างร้อนรน ไม่ถึงสามนาทีต่อมา ก็มีเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ

เสียงเคาะนั้นแทบจะไม่ได้ยิน เหมือนผู้เคาะกลัวจะมีใครได้ยิน หากไม่ตั้งใจฟัง คงไม่รู้เลยว่ามีใครอยู่หน้าประตู

“หรือว่า… ท่านมาถึงแล้ว? เร็วจัง…” เขาวางโทรศัพท์ลง เดินไปที่ประตูอย่างระมัดระวัง แล้วแง้มเปิดออกเพียงเล็กน้อย

และทันใดนั้นเอง เขาก็เห็นใบหน้าคุ้นเคยของชายหนุ่มจากห้องข้าง ๆ โผล่มาตรงช่องประตู พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“พี่ชาย ผมคิดดูดีแล้ว รู้สึกว่าเราควรนั่งลงพูดคุยกันอย่างเป็นมิตรสักครั้ง ว่ามั้ยครับ?”

เป็นไปได้ยังไง!?

รูม่านตาของชายวัยกลางคนหดตัวลง ใบหน้าแข็งค้าง ทำไมหมอนี่ถึงยังอยู่ดี!? แล้วเสียงกรีดร้องเมื่อกี้คืออะไรกัน!?

เขาคิดไม่ออกเลย ทั้งที่อีกฝ่ายร้องลั่นอย่างทุกข์ทรมานแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่เป็นอะไรเลย

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิด ร่างกายของเขาตะโกนเตือนด้วยสัญชาตญาณว่า “อันตราย!” ในหัวมีเพียงสองคำ

ปิดประตู! 

ปิดประตู! 

ปิดประตู!

เขารีบผลักประตูหมายจะปิดทันที แต่แรงมหาศาลก็พุ่งชนประตูจนเปิดออก พร้อมผลักเขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะล้มลงก้นกระแทกพื้น เสียงแครกดังขึ้นเมื่อร่างเขาทับซากแมลงใต้ตัว

และจากนั้น เขาก็เห็นหลินเจวี๋ยเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน รอยยิ้มอบอุ่นแต่งแต้มบนใบหน้า น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังทักเพื่อนบ้านธรรมดา

“พี่ชาย ในเมื่อคุณไม่ปฏิเสธ งั้นผมก็ขอรบกวนแล้วนะครับ”

จบบทที่ บทที่ 58 การสนทนาของเพื่อนบ้านผู้เป็นมิตร

คัดลอกลิงก์แล้ว