- หน้าแรก
- นักแสดงคนนี้เต็มไปด้วยกลอุบาย
- บทที่ 3 เธอเอียงคอมองผมอยู่
บทที่ 3 เธอเอียงคอมองผมอยู่
บทที่ 3 เธอเอียงคอมองผมอยู่
“ไม่ใช่แม่ของคุณงั้นเหรอ?”
หลินเจวี๋ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกดเสียงต่ำลงถามว่า “หรือว่าคุณคิดว่าแม่เป็นอะไรบางอย่างที่เดินออกมาจากหมอก? แล้วแกล้งทำตัวเป็นแม่ของคุณ?”
สีหน้าของเขาเริ่มจริงจังขึ้น มือวางลงบนกระเป๋าข้างกาย
“เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น?”
“เมื่อห้าวันก่อน ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แม่ผมออกไปทำงาน แต่วันนั้นดันเกิดหมอกลง” หลี่เฉิงเริ่มเล่าด้วยเสียงสั่น ๆ
“ผมโทรหาแม่ไม่หยุด แต่กลับไม่มีใครรับสายเลย”
“จนกระทั่งบ่าย ๆ แม่ถึงกลับบ้าน แล้วตั้งแต่ตอนนั้นมา… เธอก็เริ่มเปลี่ยนไป”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกเล็กน้อย เหมือนตกลงไปในห้วงความทรงจำอันน่าหวาดผวา
“แรก ๆ เธอจะเอาข้าวสารใส่ลงไปในชาม แล้วบอกว่านี่คือข้าวสวยที่หุงสุกแล้ว”
“หลังจากนั้น เธอตักน้ำจากส้วมใส่แก้วให้ผม บอกว่านี่คือ ‘น้ำส้ม’ ให้ผมดื่มเข้าไป”
“หืม…” หลินเจวี๋ยเผลอสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว
นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว…
“ไม่ใช่แค่นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอรับรู้กลับผิดเพี้ยนไปหมด หมอเองก็เห็นแล้ว เธอบอกว่าคนปกติเลือดสีเขียว แม้แต่ตอนที่แขนเธอโดนกรีดก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย”
“แล้วคืนต่อมาหลังจากที่กลับจากคลินิก” ร่างกายของหลี่เฉิงก็เริ่มสั่น ศีรษะซุกลงไปที่ต้นขาอีกครัง
“ผมกำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่กลับพบว่ามีคนยืนอยู่ข้างเตียง”
“เป็นแม่ผมเอง!”
“ผมกลัวจนไม่กล้าขยับตัว ได้แต่หรี่ตาแอบมองเธอ…”
“ทั้งคืนเธอไม่ขยับไปไหนเลย เอียงคอมองผมตลอดเวลา”
เอียงคอ?
“ถ้าตามที่เธอเล่า บางทีแม่ของเธออาจคิดว่า…การเอียงคอคือท่าทางที่ ‘ปกติ’ ก็ได้” หลินเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง คล้ายรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดแปลก
“ไม่ใช่ประเด็นนั้น ประเด็นคือเธอมองผมทั้งคืนโดยไม่ละสายตาเลยต่างหาก!” หลี่เฉิงเงยหน้าขึ้น สีหน้าแทบเป็นบ้า
“ถ้ายังต้องอยู่บ้านนี้ต่อไป ผมต้องเสียสติแน่ ๆ ได้โปรด ช่วยผมทีเถอะ…”
“อย่าอั้นฉี่สิ เดี๋ยวอนาคตท่อปัสสาวะจะตีบเอา” หลินเจวี๋ยคว้ากระเป๋า “มาเถอะ กินยาก่อน”
“ผมไม่ได้ป่วย! คนที่ป่วยคือเธอ! ทำไมผมต้องกินยาด้วย คุณก็ยังไม่เชื่อผมใช่ไหม!”
หลี่เฉิงกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง แต่ก็ยังพยายามกดเสียงให้เบาลง เขาไม่อยากให้คนข้างนอกได้ยิน
“ยานั่นเป็นแค่ข้ออ้าง ที่จริงแล้วมันก็แค่พวกวิตามินธรรมดา” หลินเจวี๋ยเอ่ยปลอบ มือเปิดกระเป๋า ตุบ! มีดผลไม้หล่นลงกับพื้นเสียงดัง
บรรยากาศในห้องเงียบลงในทันที เปลือกตาของหลี่เฉิงกระตุก เขากัดริมฝีปากแน่น
“ขอโทษนะ เอาไว้ปอกผลไม้กินระหว่างทางน่ะ” หลินเจวี๋ยรีบเก็บขึ้นมาอย่างเก้อ ๆ ก่อนหยิบขวดเม็ดยาออกมา
ขวดสีขาวที่ไม่มีฉลากใด ๆ มันช่างยากที่จะทำให้ใครเชื่อว่านี่คือวิตามินจริง ๆ
เขาเดินไปวางขวดลงบนโต๊ะ ก่อนวางมือบนไหล่ของหลี่เฉิง
“เชื่อผมเถอะ ผมเป็นหมอ หน้าที่ของผมคือการรักษาคน ไม่ใช่ทำร้ายใคร คุณเชื่อฟังแม่ไปก่อน เดี๋ยวผมจะหาทางช่วยคุณเอง”
แววตาหลังกรอบแว่นทองเต็มไปด้วยความเวทนา เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
หลี่เฉิงมองหลินเจวี๋ย ก่อนจะเปิดขวดยาออกมา ข้างในคือเม็ดยาสีเหลืองเล็ก ๆ พอเปิดก็ส่งกลิ่นส้มออกมา
แท้จริงแล้วมันก็เป็นเพียง เม็ดยาอุปกรณ์ประกอบฉาก สำหรับการแสดงเท่านั้น ภายในบรรจุวิตามินจริง ๆ ไม่ใช่ยาอันตราย ออกแบบมาเพื่อเสริมให้บทบาทแพทย์ของหลินเจวี๋ยสมจริง และช่วยดำเนิน “บทที่ 3” ไปอย่างราบรื่นเท่านั้น
เพราะตั้งแต่ต้นเรื่องก็เขียนไว้แล้วว่า เขามาเพื่อ “ส่งยา” จะให้มามือเปล่าก็คงไม่ใช่เรื่อง
“ผมเชื่อคุณ” หลี่เฉิงฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย
หลินเจวี๋ยดึงโพสต์อิทจากโต๊ะ เขียนเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงไป แล้วยื่นให้
“ผมต้องไปแล้ว ถ้ามีปัญหา โทรหาผมได้ตลอด”
“ครับ…” หลี่เฉิงกำโพสต์อิทไว้แน่น จนตอนหลินเจวี๋ยกำลังจะเปิดประตู เขายังถามตามมาอีกครั้ง
“คุณหมอโจว… ผมไว้ใจคุณได้จริง ๆ ใช่ไหม?”
“แน่นอน” หลินเจวี๋ยหันกลับมา ชี้ไปที่เสื้อกาวน์บนตัวเอง
“ผมเป็นหมอนะ หน้าที่ของผมคือช่วยชีวิตคน”
หลินเจวี๋ยก้าวออกจากห้อง พลางดึงประตูปิดตามหลัง
แม่ของหลี่เฉิงนั่งอยู่บนโซฟา เห็นเขาออกมาก็ถามด้วยความร้อนรน
“คุณหมอ ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่เป็นอะไรมากครับ เด็กวัยนี้มักจะมีนิสัยดื้อรั้นอยู่บ้าง” หลินเจวี๋ยก้มลงเก็บของใส่กระเป๋า “ผมเอายามาให้แล้ว อีกไม่กี่วันอาการก็จะดีขึ้นเอง”
“ขอบคุณนะคะคุณหมอ พ่อของเขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ฉันเลี้ยงเขามาคนเดียว ไม่คิดเลยว่าจะป่วยเป็นโรคประหลาดแบบนี้”
เธอพูดพลางเช็ดน้ำตา ท่าทางเหมือนแม่ที่ห่วงลูกจริง ๆ ดูไม่มีพิรุธอะไรเลย
แต่…แค่คิดว่าลูกชายมีเลือดสีเขียว และถึงขั้นเรียกหมอจากคลินิกเล็ก ๆ มารักษา นั่นก็พิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ “ไม่ปกติ” อย่างแน่นอน
“ไม่ต้องห่วงครับ ขอแค่หลี่เฉิงกินยาตามเวลา ผ่านไปสักสองสามคอร์สก็จะกลับมาเป็นปกติ” หลินเจวี๋ยเอ่ยปลอบใจ
แม่ของหลี่เฉิงเดินมาส่งเขาถึงหน้าประตูบ้าน พูดขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะปิดประตูลง
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจวี๋ยค่อย ๆ หายไป
…แม่ลูกคู่นี้ ทั้งคู่ต่างก็ประหลาด!
ตอนที่หลี่เฉิงคุยกับเขา พยายามชี้นำความคิดให้เชื่อว่า “แม่” คือสิ่งที่เดินออกมาจากหมอก เป็นตัวตนประหลาดที่สวมรอยเข้ามา
แต่เขากลับไม่เคยเอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่ว่า “แม่” อาจถูกปนเปื้อนโดยสิ่งประหลาด จนทำให้การรับรู้เพี้ยนไป
อะไรที่ทำให้เขามั่นใจเช่นนั้น? หรือว่า…หลี่เฉิงกำลังปิดบังบางอย่าง?
ขณะที่หลินเจวี๋ยกำลังจะก้าวออกไป ก็มีชายหนุ่มผมเหลืองเดินขึ้นบันไดมา เห็นการแต่งตัวของเขาแล้วชะงักไปเล็กน้อย “คุณมารักษาอาการให้จางเยี่ยนเหมยเหรอ?”
จางเยี่ยนเหมย นั่นคือชื่อแม่ของหลี่เฉิง
ยังไม่ทันที่หลินเจวี๋ยจะตอบ ชายหนุ่มผมเหลืองก็ถอนหายใจเองพลางบ่นพึมพำ
“ผู้หญิงคนนั้นน่าสงสารจริง ๆ ช่วงนี้เหมือนสติไม่ค่อยดี ฉันได้ยินเสียงเธอพูดคนเดียวอยู่ในบ้านบ่อย ๆ”
พูด…คนเดียว?
“เธอพูดว่าอะไรบ้างครับ?” หลินเจวี๋ยถามทันควัน
“ผมก็ฟังไม่ค่อยชัด” ชายหนุ่มส่ายหัว ก่อนจะไขกุญแจเข้าห้องข้าง ๆ ของจางเยี่ยนเหมย
ประตูปิดลง เสียงดังสะท้อนก้องขึ้นมาในทางเดิน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลินเจวี๋ยก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
…เขารู้แล้วว่าทำไมหลี่เฉิงถึงมั่นใจนัก
เพราะในบ้านหลังนั้น “สิ่งที่เดินออกมาจากหมอก” ไม่ใช่จางเยี่ยนเหมย แต่เป็น หลี่เฉิงเอง
เขา…คือสิ่งประหลาดที่ทำให้แม่ของตนเองถูกปนเปื้อน
ชายผมเหลืองไม่รู้ว่าจางเยี่ยนเหมย “มีลูกชาย” จึงคิดว่าเธอกำลังพูดคนเดียว
“เขากำลังพยายามชี้นำความคิดเรา ถ้าเชื่อว่าแม่คือสิ่งประหลาดจริง ๆ การรับรู้ของเราก็จะเบี่ยงเบน”
“แล้วเมื่อการรับรู้เบี่ยงเบน สิ่งนั้นก็คงสามารถ ‘ปนเปื้อน’ เราได้”
“นี่สินะ…ความลับของแม่ลูกคู่นี้”
หลินเจวี๋ยดันแว่นขึ้นทีละนิด ก่อนเดินลงบันไดอย่างสงบ
【บทละครที่ 3 ถ่ายทำเสร็จสิ้น】
【กำลังเตรียมถ่ายทำบทละครที่ 4】
เมื่อเขาเดินถึงทางออกของตึก ก็หันกลับไปมองขึ้นข้างบน
ที่หน้าต่างชั้นบน หลี่เฉิงนั่งอยู่บนโต๊ะเรียน มองลอดหน้าต่างออกมา ใบหน้าไร้อารมณ์ เอียงคอเงียบ ๆ จ้องมาที่เขา
ผู้แปล: อยู่ดี ๆ ที่หลินเจวี๋ยก็พูดว่า “อย่าอั้นฉี่สิ เดี๋ยวอนาคตท่อปัสสาวะจะตีบเอา” ขึ้นมา เหมือนเป็น คำพูดกวน ๆ ปลอบเด็ก เพื่อทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง คล้ายเวลาหมอพูดเรื่องเล็กน้อยให้คนไข้หันเหความคิดจากความเครียด