เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 บทละครที่สาม

บทที่ 2 บทละครที่สาม

บทที่ 2 บทละครที่สาม


ตอนเที่ยงวัน หลินเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ลมหายใจของเขาสงบยาวนาน สม่ำเสมอ ทุก ๆ รูขุมขนพ่นไอร้อนสีขาวออกมา ราวกับว่ามีเตาไฟกำลังลุกไหม้อยู่ภายในร่างกาย

นี่คือ ทักษะชุบไฟ รางวัลที่ได้จากการเคลียร์บทละครแนะนำครั้งแรก มันมีทั้งหมดสามขั้น ว่ากันว่าหากฝึกจนถึงขั้นสูงสุด จะสามารถควบคุมเปลวไฟได้อย่างแท้จริง

เรื่องแบบนี้ ถ้าวางไว้บนโลกเดิม ก็คงเป็นเพียงนิยายเพ้อฝันสุดมหัศจรรย์ แต่ในโลกนี้…กลับดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ในเมื่อแม้แต่ “สิ่งประหลาด” ยังมีอยู่จริง การที่ คนข้ามโลก อย่างเขาได้ฝึกทักษะก็คงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรนัก

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ไอหมอกสีขาวในห้องก็หดกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างรุนแรง

ขั้นแรกของทักษะชุบไฟ เรียกว่า เพลิงแรก ผู้ใช้สามารถควบคุมเปลวไฟให้แผ่คลุมอาวุธได้อย่างอิสระ…

เขาหยิบมีดผลไม้จากโต๊ะอาหารขึ้นมา เพียงชั่วพริบตา เปลวไฟก็ปกคลุมทั่วใบมีด เขาฟันลงอย่างแรง

โต๊ะไม้ส่งเสียง “ซี่ซี่” พร้อมควันดำลอยออกมา

บนโต๊ะปรากฏรอยกรีดลึกสองนิ้ว พื้นผิวที่ถูกฟันไหม้เกรียมจนดำสนิท

หลินเจวี๋ยสะบัดมือเบา ๆ เปลวไฟบนมีดก็ดับลงทันที แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิด “ตามที่ระบบบอกไว้ ไฟของทักษะชุบไฟแข็งกล้าและร้อนแรงยิ่ง เป็นพลังหยางบริสุทธิ์ สามารถกดข่มสิ่งอัปมงคลได้อย่างรุนแรง”

“ถ้าอย่างนั้น… ‘สิ่งประหลาด’ พวกนั้น ก็นับเป็นสิ่งอัปมงคลด้วยหรือเปล่า?”

“ทักษะนี้…จะช่วยให้เรารอดในบทละครต่อไปได้ไหม?”

เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไป เห็นหมอกนอกตึกหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อาจมองเห็นผู้คนได้ชัดเจน ร่างเงาประหลาดดูเหมือนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในม่านหมอก

….

เช้าวันที่สาม หลังจากหลินเจวี๋ยเพิ่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เสียงของระบบก็ดังขึ้นมา

บทละครที่ 3: ยาในคอร์สแรกถูกกินหมดแล้ว แต่แม่ลูกคู่นั้นกลับไม่ได้มาที่คลินิกอีก ด้วยความเมตตาในฐานะแพทย์ คุณตัดสินใจไปดูที่บ้านของพวกเขา โปรดให้นักแสดงเริ่มการถ่ายทำโดยเร็ว】

【ได้รับวัตถุ: ยา】

“นี่อาจเป็นบทละครสุดท้ายของฉากนี้หรือเปล่า…”

หลินเจวี๋ยหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นจากโซฟา ใส่ขวดยาสีขาวที่ระบบให้มาเก็บลงไป ก่อนจะคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหยิบมีดผลไม้ใส่เข้าไปด้วย

เขาล้วงจากกระเป๋าเสื้อ หยิบประวัติการรักษาออกมา ด้านบนเขียนข้อมูลของเด็กหนุ่มคนนั้น

【หลี่เฉิง อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนมัธยมซานเจียง】

【ที่อยู่: อาคาร 3 ห้อง 305 คอนโดเซียงหยางฮวา】

คอนโดเซียงหยางฮวา…

หลินเจวี๋ยเปิดมือถือ กรอกชื่อคอนโดในแผนที่นำทาง โชคดีที่มันอยู่ไม่ไกล แค่หนึ่งกิโลเมตร มีรถเมล์สายตรงวิ่งไปถึง

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ปราศจากหมอก รถเมล์น่าจะยังวิ่งตามปกติ

ก่อนออกจากห้อง เขาเหลือบมองไปที่ห้องข้าง ๆ ประตูเปิดแง้มไว้เล็กน้อย ชายวัยกลางคนในนั้นเหมือนกำลังแอบมองเขาผ่านรอยแง้ม

ตอนเดินผ่าน หลินเจวี๋ยยกเท้าเตะปิดประตูเสียงดัง ปัง! เสียงครางแผ่วเบาดังมาจากข้างใน ราวกับชายคนนั้นถูกตีที่ศีรษะ

“พอมีหมอกเกิดขึ้น คนธรรมดาก็เหมือนจะไม่ปกติไปหมด…”

“สองครั้งที่ฉันเห็นชายคนนี้ เขาแค่เปิดประตูแง้มๆ ราวกับไม่อยากให้ใครเห็นข้างใน บ้านของเขามีความลับอะไรอยู่หรือเปล่านะ?”

“…หรือว่าภรรยาของเขาตายอยู่ในนั้น?”

หลินเจวี๋ยคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ ระหว่างก้าวลงบันได เขาเรียกเอาชุดคุณหมอโจวเยว่จากช่องเก็บของระบบมาสวม

ทันทีที่ก้าวออกพ้นตึก เขาก็กลายเป็น คุณหมอโจวเยว่ ตัวละครที่กำลังสวมบทอยู่

ด้วยความที่วันนี้อากาศดี ถนนหนทางจึงมีผู้คนพลุกพล่านขึ้น รถติดไฟแดง คนทำงานเดินข้ามถนน แม่จูงลูกไปโรงเรียน ทุกอย่าง…ดูแทบไม่ต่างจากดาวสีน้ำเงินในชาติก่อนเลย

เขาเดินไปที่ป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด ไม่นานนัก ยังไม่ถึงห้านาที รถเมล์ที่วิ่งไปยังคอนโดเซียงหยางฮวาก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่ป้าย

บนรถมีคนไม่มาก ทุกคนต่างเงียบผิดปกติ แต่ละคนสีหน้าเหมือนมีเรื่องหนักใจเก็บไว้ในอก

ในโลกที่เต็มไปด้วย “สิ่งประหลาด” เช่นนี้ ทุกชีวิตล้วนต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังราวกับเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ

หลินเจวี๋ยเลือกที่นั่งลงไป ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที รถก็หยุดลงตรงหน้าคอนโดเซียงหยางฮวา

ที่นั่นก็เป็นคอนโดเก่าเช่นกัน ยามเฝ้าประตูแก่ ๆ นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกตากแดด อาการเหมือนกำลังจะหลับไปได้ทุกขณะ

หลินเจวี๋ยหาตึกเลข 3 เจอ แล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสาม หยุดยืนหน้าห้อง 305

เขากำลังจะยกมือเคาะประตู ทว่าประตูกลับถูกเปิดออกเสียก่อน คนที่เปิดคือแม่ของหลี่เฉิง เมื่อเห็นเขาก็ชะงักเล็กน้อย “คุณหมอโจว? มาที่นี่ได้ยังไงคะ?”

“ผมเห็นคุณไม่มาที่คลินิก เลยตั้งใจมาเยี่ยม ไม่ใช่ว่าผมบอกแล้วเหรอครับ ว่าสามารถมาส่งยาให้ถึงบ้านได้”

“ในฐานะแพทย์ ผมต้องคอยติดตามอาการคนไข้เป็นปกติอยู่แล้วครับ”

น้ำเสียงของหลินเจวี๋ยจริงใจอย่างยิ่ง เขาเข้าสวมบทบาทคุณหมอโจวเยว่เต็มที่ การแสดงราวนักแสดงรางวัลใหญ่ จนแทบหาจุดบกพร่องไม่ได้เลย

“คุณหมอโจว…ฉันไม่รู้จะขอบคุณยังไงดีจริง ๆ” ผู้เป็นแม่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เปิดประตูเชื้อเชิญเขาเข้ามาในห้อง แล้วกล่าวด้วยความกังวล “ตั้งแต่เมื่อวาน เด็กคนนั้นเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่กินไม่ดื่ม เรียกยังไงก็ไม่ยอมออกมาเลย”

ว่าแล้ว เธอก็เดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องด้านใน เคาะเบา ๆ พลางเอ่ยเสียงนุ่มนวล

“หลี่เฉิง คุณหมอโจวมาหาแล้วนะลูก”

ภายในเงียบสนิท

“งั้นให้ผมลองดู” หลินเจวี๋ยเดินไปใกล้ ตะโกนเรียกเสียงดัง

“หลี่เฉิง ผมคือคุณหมอโจว ถ้ามีปัญหาอะไรก็บอกมาได้เลย ผมจะช่วยคุณเอง”

ห้องนั้นยังคงไร้เสียงตอบ แต่ไม่นานประตูก็เปิดแง้มออกเล็กน้อย เสียงของหลี่เฉิงดังลอดออกมา

“คุณเข้ามาได้คนเดียวเท่านั้น”

หลินเจวี๋ยสบตากับแม่ของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไป แล้วปิดกลอนตามหลัง

ห้องนี้ไม่กว้างนัก ตกแต่งเรียบง่าย มีเพียงเตียงหนึ่งใบ ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเขียนหนังสือหนึ่งตัว

เด็กหนุ่มกำลังนั่งขดอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ร่างกายขดงอ หัวซุกเข้าไปในตักตนเอง ราวนกกระจอกเทศที่เจอภัยอันตรายก็เอาแต่ซ่อนหัวลงไปในดิน

“ทำไมถึงไปนั่งอยู่บนโต๊ะล่ะ?” หลินเจวี๋ยถามขึ้นด้วยความฉงน ปกติไม่มีใครทำแบบนี้หรอก

“ตรงนี้ปลอดภัยกว่า” น้ำเสียงของหลี่เฉิงสั่นเครือ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

ปลอดภัย?

หลินเจวี๋ยขมวดคิ้ว มองไปยังโต๊ะที่อยู่ติดหน้าต่าง ที่ตรงนั้นดูยังไงก็ไม่ปลอดภัยเลย แค่พลั้งเผลอนิดเดียวก็อาจตกลงไปด้านล่างได้

เขานั่งลงบนขอบเตียง ค่อย ๆ จัดคำพูดแล้วถามว่า “คุณคิดว่าแม่ของคุณไม่ปกติใช่ไหม?”

“คุณหมอก็คิดแบบนั้นใช่ไหม?” หลี่เฉิงเงยหน้าขึ้น ขอบตาดำคล้ำ ชัดเจนว่าช่วงนี้แทบไม่ได้นอน

“มีใครบ้างที่มีสติปกติแล้วจะคิดว่าเลือดเป็นสีเขียว? แล้วใครบ้างที่คิดว่าหมอในคลินิกจะรักษาเลือดสีเขียวได้?”

คำพูดนั้นทำให้หลี่เฉิงอึ้งไป “แต่ว่าตอนนั้นคุณยัง…”

หลินเจวี๋ยดันแว่นขึ้นเล็กน้อย สีหน้าจริงจังแบบมืออาชีพ “ตามการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว แม่ของคุณคงมีปัญหาด้านจิตใจ จึงแสดงอาการผิดปกติแบบนั้นออกมา ตอนนั้นผมเพียงแค่เออออไป เพื่อไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ”

หลี่เฉิงมีสีหน้าเหมือนพบคนที่เข้าใจตนเอง แต่ก็ยังอ้ำอึ้ง สายตาลอบมองไปทางประตูบ่อยครั้ง เหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ไม่กล้า เพราะกลัวมีใครแอบได้ยิน

“ไม่เป็นไร บอกมาเถอะ ประตูก็ปิดแล้ว ถ้าเคุณพูดเบา ๆ เธอไม่มีทางได้ยินหรอก”

“ก็ได้…” หลี่เฉิงกัดฟันพูดออกมาในที่สุด

“จริง ๆ แล้ว…ผมคิดว่าคนคนนั้น ไม่ใช่แม่ของผม”

จบบทที่ บทที่ 2 บทละครที่สาม

คัดลอกลิงก์แล้ว