- หน้าแรก
- คุณพ่อคนนี้ทะลุมิติเพื่อปั้นลูกสาวให้เป็นศิลปินก้องโลก
- บทที่ 10 - ซาบซึ้งใจ
บทที่ 10 - ซาบซึ้งใจ
บทที่ 10 - ซาบซึ้งใจ
บทที่ 10 - ซาบซึ้งใจ
ในเวลานี้ เจ้าตัวเล็กกำลังนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ จ้องมองทีวีตาไม่กะพริบ
เธอดูอย่างตั้งอกตั้งใจ นานๆ ทีก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา
ฉากนี้ทำเอาผู้ชมหลายคนในห้องไลฟ์สดเกิดอาการตาร้อนผ่าว
"วัยเด็กช่างไร้กังวล ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัว น่าอิจฉาจริงๆ"
"เฮ้อ วัยเยาว์ของฉัน ผ่านแล้วผ่านเลยไม่หวนคืน"
"นี่มันจะสบายเกินไปแล้ว ฉันดูไม่ไหวแล้ว รีบส่งเยว่เยว่ไปเรียนพิเศษเดี๋ยวนี้"
"ความเห็นบนป่วยเปล่าเนี่ย!"
...
ในห้องครัว หลินเฟิงกำลังแสดงอภินิหาร
เมนูกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา (ฉีกด้วยมือ) ดูเหมือนทำง่าย แต่จะทำให้รสชาติดีนั้นมีเคล็ดลับ
ข้อนี้หลินเฟิงรู้ดี
หลังจากฉีกกะหล่ำปลีเป็นชิ้นขนาดพอดีคำแล้ว ก็เริ่มผสมซอสปรุงรส
น้ำพริกเผาเล็กน้อย เติมจิ๊กโฉ่ว ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทรายในปริมาณที่เหมาะสม
เปิดไฟตั้งน้ำมัน แล้วควงกระทะเหล็กไปมาเพื่อให้ความร้อนทั่วถึง
พอน้ำมันร้อน ใส่พริกเสฉวน ต้นหอมซอย กระเทียมสับใส่ทีหลัง ไม่อย่างนั้นจะไหม้ติดกระทะ
จากนั้นเทกะหล่ำปลีที่ฉีกไว้ลงไป ตามด้วยซอสที่ผสมไว้ ผัดเร็วๆ สองนาที
หัวใจสำคัญของจานนี้ อยู่ที่เห็ดหอมหั่นเต๋าที่ใส่ลงไปในขั้นตอนสุดท้าย
พอใส่เห็ดหอมลงไป กลิ่นหอมก็ทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า
ใส่เห็ดหอมแล้วผัดต่ออีกหน่อย
มองดูหลินเฟิงกระดกกระทะอย่างคล่องแคล่ว ผู้ชมในห้องไลฟ์สดส่งเสียงกรีดร้องอีกครั้ง
"หลินเฟิงเท่ระเบิด!"
"ฉันจะเขียนบทละคร 'ยอดกุ๊กเทวดา' เชิญหลินเฟิงมาเป็นพระเอก"
"ท่าทางเท่ๆ นั่น ทำเอาน้ำลายฉันไหลย้อยเลย"
"ความเห็นบนแก่แดดนะยะ คนอื่นเขาดูทำอาหาร หล่อนดูผู้ชายใช่ไหม?"
"กะหล่ำปลีจานนี้ดูน่ากินจัง ถ่ายอย่างอื่นได้ไหม? เพิ่งกินข้าวอิ่ม ดูหลินเฟิงผัดกับข้าวแล้วหิวอีกแล้ว"
"รายการนี้ทำเอาเจริญอาหารจริงๆ!"
ไม่ถึงห้านาที กะหล่ำปลีผัดน้ำปลาที่แสนยั่วน้ำลายก็เสร็จเรียบร้อย
แค่ดูหน้าตาก็ทำเอาน้ำลายสอ
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดกลืนน้ำลายกันเอือกๆ
ช่างภาพที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งอาการหนัก ได้กลิ่นหอมของอาหาร ท้องเจ้ากรรมก็ร้องจ๊อกๆ ประท้วงขึ้นมา
เทกับข้าวใส่จานใบสวย หลินเฟิงใช้ตะเกียบจัดแต่งทรงนิดหน่อย จัดจานแบบง่ายๆ
มืออาชีพมาก!
ไม่กี่นาทีต่อมา มันฝรั่งเส้นผัดพริกแห้งรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมก็ออกจากกระทะ
เยว่เยว่ไม่ชอบกินผักใบเขียว แต่กลับโปรดปรานมันฝรั่งเส้นฝีมือหลินเฟิงจานนี้เป็นพิเศษ เจ้าตัวเล็กกินได้ทีละเกือบครึ่งจาน
ตอนนี้ กลิ่นหอมของมันฝรั่งเส้นลอยคลุ้งไปถึงห้องรับแขก
เยว่เยว่ได้กลิ่นหอม ก็วิ่งต๊อกแต๊กมาที่ห้องครัว เห็นมันฝรั่งเส้นวางอยู่บนเคาน์เตอร์ ดวงตาก็ลุกวาว
"ว้าว มันฝรั่งเส้น ของโปรดหนู!"
หลินเฟิงเหลือบมอง แมวตะกละตัวนี้ต้องหิวแล้วแน่ๆ
"เยว่เยว่รอแป๊บนะ กับข้าวใกล้เสร็จแล้ว"
"อื้อๆ" เยว่เยว่พยักหน้า แล้วถามต่อ "คุณป๋า งั้นหนูขอกินทุเรียนรองท้องก่อนได้ไหมคะ?"
"ไม่ได้! ก่อนกินข้าวห้ามกินผลไม้ เอาไว้กินตอนบ่าย!"
น้ำเสียงเด็ดขาดห้ามต่อรอง
เยว่เยว่เบะปากด้วยความผิดหวัง แอบชำเลืองมองทุเรียนบนโต๊ะอาหาร "ก็ได้ค่ะ เชื่อฟังคุณป๋าก็ได้"
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกไป
ครู่เดียว ก็วิ่งต๊อกแต๊กกลับมาใหม่
"คุณป๋า หนูชวนแม่ทูนหัวมาแบ่งกันกินทุเรียนได้ไหมคะ?"
หลินเฟิงหันมา "แม่ทูนหัวหนูช่วงนี้งานยุ่ง เหมือนจะไม่มีเวลามาเล่นกับหนูนะ"
"แต่เมื่อวานแม่ยังบอกว่าอีกสองวันจะมาเล่นกับหนูเลย งั้นมะรืนนี้แม่จะมาใช่ไหมคะ?"
"เอ่อ..." หลินเฟิงชะงัก
เด็กคนนี้ช่างจดจำและจริงจังเสียจริง ที่บอกว่าสองวัน ก็แค่พูดคร่าวๆ ไม่ได้แปลว่าจะมาในอีกสองวันเป๊ะๆ สักหน่อย
"เดี๋ยวรอกินข้าวเสร็จค่อยลองถามแม่ดูแล้วกัน เรื่องนี้ป๋าก็ไม่แน่ใจ" หลินเฟิงตอบเลี่ยงๆ
"จะไม่แน่ใจได้ยังไง แม่ทูนหัวไม่เคยโกหกหนู ไม่เหมือนป๋าสักหน่อย!" เยว่เยว่พูดหน้าตาย
หลินเฟิงถอนหายใจ "ที่ป๋าบอกว่าไม่แน่ใจ หมายถึงเผื่อแม่ทูนหัวของหนูจะมาก่อนกำหนดไง"
ประโยคเดียว ทำเอาเยว่เยว่เคลิ้มตาม
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ดีที่สุดเลยค่ะ"
เด็กสี่ขวบ ฟังความข้างเดียว ไม่ทันคิดอะไรซับซ้อน
หลินเฟิงแค่ตอบส่งๆ ไปเพื่อถ่วงเวลาเธอไว้ก่อน
เยว่เยว่กลับเชื่อสนิทใจ เดินกลับไปที่ห้องรับแขกด้วยความคาดหวัง
หลินเฟิงเริ่มเตรียมกับข้าวอีกหนึ่งอย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง
แตงกวาทุบกับซุปไข่ทำง่ายมากๆ
ตั้งแต่เตรียมของจนทำเสร็จ ใช้เวลาแค่สิบกว่านาที
เนื้อตุ๋นมะเขือเทศก็เปื่อยได้ที่ หลินเฟิงปิดไฟ ตักใส่ชามกระเบื้องใบใหญ่สองใบ
กับข้าวทุกอย่าง หลินเฟิงตักแบ่งไว้สองชุด
แม้แต่ข้าวสวย ก็ตักไว้ถึงแปดถ้วย
เขาแยกกับข้าวชุดหนึ่งไปวางไว้บนตู้ในครัว แล้วหันมาพูดกับช่างภาพว่า "เพื่อน ไปเรียกเพื่อนร่วมงานของคุณมากินข้าวด้วยกันสิ"
ได้ยินดังนั้น ช่างภาพถึงกับอึ้ง พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ "เตรียมมื้อเที่ยงให้พวกเราด้วยเหรอครับ?"
"อ้าว! ไม่งั้นเที่ยงนี้พวกคุณจะกินอะไรล่ะ รีบกินเถอะ ยุ่งมาทั้งเช้า ป่านนี้คงหิวกันแย่แล้ว"
ช่างภาพทั้งตื่นตระหนกและซาบซึ้งใจ "ครูหลิน จะดีเหรอครับ เกรงใจแย่เลย"
"มีอะไรต้องเกรงใจ? หรือพวกคุณจะไม่กินข้าวเที่ยง? อย่าลีลา รีบกินซะ" หลินเฟิงใช้น้ำเสียงเชิงคำสั่ง
ต้องบอกเลยว่า หลินเฟิงช่างรอบคอบใส่ใจจริงๆ ทำเอาทีมงานรายการซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาแทบไหล
ในห้องไลฟ์สด...
"อิจฉาจัง ทีมงานมีลาภปากแล้ว"
"หลินเฟิงใส่ใจรายละเอียดมาก ผู้ชายดีๆ แบบนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก"
"ดาราที่ติดดินขนาดนี้แบบหลินเฟิง หาคนที่สองในโลกไม่ได้แล้วมั้ง"
"พูดอีกก็ถูกอีก วงการบันเทิงสมัยนี้มีแต่เรื่องเน่าเฟะ หลินเฟิงนี่มันน้ำใสไหลเย็นชัดๆ!"
ช่างภาพมองหลินเฟิงด้วยสายตาซาบซึ้ง ในฐานะคนเบื้องหลังรายการบันเทิง หลายปีมานี้เขาเจอดารามาไม่น้อย
แต่ดาราที่เชิญพวกเขากินข้าว หลินเฟิงถือเป็นคนแรก
ทุกครั้งที่ดาราพวกนั้นกินข้าว พวกเขาได้แต่มองตาปริบๆ
โดยเฉพาะพวกดาราหน้าใหม่ที่กำลังดังๆ ตอนนี้ ที่เห็นหน้าจอนั่นคือสร้างภาพทั้งนั้น
หน้าจอเก๊กหล่อวางมาดคุณชาย แลับหลังโสโครกจะตาย
อย่าว่าแต่เรื่องมารยาทเลย แม้แต่สามัญสำนึกพื้นฐานยังไม่มี
เขายังจำได้แม่น มีครั้งหนึ่งไปถ่ายรายการให้ดาราหน้าใหม่คนหนึ่ง เพราะยังไม่ได้กินข้าวเลยเกิดอาการน้ำตาลตก หน้ามืดตาลายจนเขาทรุดฮวบคุกเข่าต่อหน้าหมอนั่น
ดาราคนนั้นไม่เพียงไม่ช่วยพยุง กลับหัวเราะเยาะเย้ย
"ไม่ใช่เทศกาลอะไรสักหน่อย จะกราบเบญจางคประดิษฐ์ทำไม?"
"ฮ่าๆ เดี๋ยวไปขออั่งเปาร้อยนึงกับผู้ช่วยฉันนะ ถือซะว่าเป็นแต๊ะเอีย ฮ่าๆ"
ฟังดูสิ!
นั่นภาษาคนเหรอ? ใครอยากได้เงินร้อยนึงของมันกัน
กลับกัน หลินเฟิงก็เป็นดาราเหมือนกัน ถึงจะตกอับไปแล้ว แต่เขาไม่ถือตัวเลยสักนิด แถมยังใจดีทำข้าวเที่ยงให้ทีมงานกินอีก
ทำไมความเป็นคนมันถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้นะ
ดาราแบบหลินเฟิงนี่แหละ สมควรแก่การเป็นติ่งไปชั่วชีวิต
คิดได้ดังนั้น ความเคารพที่ช่างภาพมีต่อหลินเฟิงก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน
เห็นช่างภาพเงียบไป เยว่เยว่นึกว่าเขาเขิน เลยวิ่งเข้ามาเกลี้ยกล่อม "คุณลุงช่างภาพขา ไม่ต้องเกรงใจที่กินข้าวบ้านหนูหรอกค่ะ ลุงมาถ่ายรายการให้เรา ป๋าทำกับข้าวให้กินก็ถูกแล้ว เราไม่ติดค้างอะไรกันนะคะ"
"ถ้าลุงรู้สึกเกรงใจที่กินข้าวบ้านหนู งั้นเดี๋ยวช่วยถ่ายหนูให้สวยๆ หน่อยได้ไหมคะ? คำขอนี้ไม่มากไปใช่ไหมเอ่ย?"
เยว่เยว่กะพริบตากลมโตแสนไร้เดียงสามองเขา
(จบแล้ว)