เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 250 : การเปลี่ยนแปลง | บทที่ 251 : แนวคิดใหม่

บทที่ 250 : การเปลี่ยนแปลง | บทที่ 251 : แนวคิดใหม่

บทที่ 250 : การเปลี่ยนแปลง | บทที่ 251 : แนวคิดใหม่


บทที่ 250 : การเปลี่ยนแปลง

ในวินาทีนี้ พวกหงสือพลันเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อยแล้วว่าทำไมเจ้าคนอย่างเฮยมู่ถึงยังดูมีความสุขได้ขนาดนั้นหลังจากที่ค่ายของเขาถูกทำลาย

แต่การค้นพบนี้ หลังจากที่ครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วกลับทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บจี๊ดที่ใจอย่างรุนแรง

ชีวิตของพวกเขาในอดีตยังสู้ทาสที่นี่ไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?

“เอาล่ะ ไม่ต้องเลียจานกันแล้ว เอารวมจานไปใส่ไว้ในตะกร้านั่น แล้วตามข้ามา ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่นอน”

แรงงานทาสพวกนี้ย่อมไม่มีบ้านดินให้อยู่ ที่นอนของพวกเขาคือโรงเรือนขนาดใหญ่ข้างเหมือง

แต่ทางหมู่บ้านก็ยังให้ฟางข้าวแก่พวกเขามาบ้าง เพื่อให้ใช้เป็นทั้งที่นอนและผ้าห่ม

ยามค่ำคืนเวลานอน แค่ซุกตัวเข้าไปในกองฟาง ก็รู้สึกอุ่นสบายอย่างไม่น่าเชื่อ

ราตรีลึกล้ำขึ้น เฮยมู่ที่เหนื่อยมาทั้งวัน โดยทั่วไปแล้วแค่ล้มตัวลงนอนก็หลับได้ในทันที

แน่นอนว่าหงสือก็เหนื่อยแทบขาดใจเช่นกัน แต่ตอนนี้ในหัวของเขากลับเต็มไปด้วยเรื่องให้ขบคิด ทำให้ข่มตาหลับไม่ลง

เขาหันไปมองเฮยมู่ที่นอนกรนเสียงดังอยู่ข้างๆ แล้วตบอีกฝ่ายจนตื่น

“โธ่เว้ย ทำบ้าอะไรของเจ้าวะ?!”

เฮยมู่ที่ถูกตบจนตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ คนอื่นๆ ในโรงเรือนหลับสนิทกันไปหมดแล้ว ตอนนี้ภายในโรงเรือนมีเพียงเสียงกรนดังระงม ไม่มีใครสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้เลย

หลังจากมองไปรอบหนึ่ง สายตาของเฮยมู่ก็หยุดลงที่ใบหน้าของหงสือ

“สีหน้าเจ้าแบบนั้น จะไปขี้หรือไง? จะขี้ก็ไปข้างนอก เสร็จแล้วก็กลับมาเอง”

“...”

คำพูดของเฮยมู่ทำให้เขาไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดี

ในท้ายที่สุด หงสือจึงเมินเฉยต่อคำพูดของอีกฝ่าย แล้วถามคำถามที่ค้างคาใจออกมา

“ที่เจ้าขยันทำงานขนาดนี้ ก็เพื่ออาหารสองมื้อนี้งั้นรึ?”

หงสือที่พูดประโยคนี้ออกมา ในหัวก็พลันนึกถึงอาหารเย็นแสนอร่อยมื้อก่อนหน้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้น้ำเสียงของเขาแผ่วลงไปหลายส่วน ทั้งประโยคจึงฟังดูไม่หนักแน่นเหมือนตอนแรก

เมื่อได้ยินคำถามนี้ เฮยมู่ก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตา แล้วตอบกลับไปอย่างงัวเงีย

“ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว”

“แล้วเพื่ออะไรกันล่ะ?”

เมื่อเห็นหงสือที่ถามไม่เลิก เฮยมู่ที่ความง่วงหายไปหลายส่วนจึงใช้มือถูหน้าตัวเองเพื่อเรียกสติให้ตื่นตัว ตั้งใจว่าจะอธิบายเรื่องนี้ให้หงสือเข้าใจอย่างละเอียด

“พวกเราเป็นเชลยที่ถูกจับมา ข้อนี้เจ้าคงจะเข้าใจดีใช่หรือไม่?”

หงสือพยักหน้า

“เชลยจะต้องมาใช้แรงงานทาสที่นี่ พูดง่ายๆ ก็คือทำงานสกปรกและงานที่ใช้แรงทุกชนิด ตามกฎของที่นี่ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทำงานให้ดีเป็นเวลาสามปี ถึงจะมีโอกาสพ้นจากสถานะแรงงานทาส ตราบใดที่พ้นจากสถานะแรงงานทาสได้ ข้าก็จะสามารถเข้าร่วมเผ่านี้ได้อย่างเป็นทางการ”

“ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”

หงสือรู้สึกประหลาดใจ เดิมทีเขาคิดว่าสถานะทาสนี้จะติดตามตัวไปจนวันตายเสียอีก

ใครจะไปคิดว่ายังจะสามารถหลุดพ้นจากมันได้

เขารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาในทันที

“ที่เจ้าพูดว่าสามปีเมื่อครู่นี้หมายความว่าอย่างไร?”

“นี่เป็นวิธีการนับของที่นี่ เอาเป็นว่า ที่นี่หนึ่งปีมีสามร้อย... อ้อใช่ สามร้อยหกสิบห้าวัน ถ้าสามปีก็...”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เฮยมู่ก็นิ่งเงียบไปเกือบสิบวินาที สุดท้ายก็หันไปมองหงสือด้วยใบหน้าที่หงุดหงิด

“สามปีมีกี่วันเจ้าก็ไปคิดเอาเอง”

“...”

เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่หงสือจะคิดออกได้

“สรุปก็คือมันหลายวันมากๆ เลยสินะ นี่มันนานเกินไปแล้ว”

แม้ว่าจะไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยเวลานับ ‘ปี’ แต่พวกเขาก็ยังเข้าใจคำว่า ‘วัน’ เป็นอย่างดี

“ใช่แล้ว ข้าถึงต้องขยันทำงาน ทำงานให้ดีสามารถลดโทษได้ ก็คือลดจำนวนวันของสามปีนั่นลง พอถึงสิ้นเดือน ถ้าข้าได้รับรางวัลคนงานขยันดีเด่น ก็จะยิ่งลดได้มากขึ้นไปอีก ถึงตอนนั้น ยังไม่ถึงสามปี ข้าก็จะสามารถเข้าร่วมเผ่านี้ได้อย่างเป็นทางการแล้ว”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เฮยมู่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปรารถนา

“อยู่ที่นี่ ขนาดเป็นทาสยังมีชีวิตดีขนาดนี้ หลังจากที่ข้าได้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการแล้ว ชีวิตย่อมจะดีขึ้นกว่านี้อีก!”

“...”

หงสือที่ได้ฟังคำพูดเหล่านี้ก็ตกอยู่ในความเงียบ

พูดตามตรง ชีวิตที่ดีกว่านี้มันเป็นอย่างไรกันแน่? เขาพบว่าตนเองจินตนาการไม่ออกเลย

แต่สองวันให้หลัง หงสือก็เริ่มทำงานอย่างจริงจังมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเขามีพรสวรรค์ ‘พลังมหาศาล’ อยู่แล้ว พละกำลังไม่น้อย หลังจากได้กินข้าวอิ่มท้อง พอตั้งใจทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานก็แซงหน้าเฮยมู่ไปในทันที

เรื่องนี้ทำให้ช่วงนี้เฮยมู่รู้สึกกดดันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

“เจ้าหงสือเอ๊ย ก่อนหน้านี้ยังทำท่าทีไม่ใส่ใจอยู่เลย ตอนนี้คิดจะมาแย่งรางวัลคนงานขยันดีเด่นสิ้นเดือนกับข้างั้นรึ?”

เมื่อเผชิญหน้ากับคำพูดของเฮยมู่ หงสือซึ่งกำลังแบกตะกร้าหินจนเต็มเดินออกไปในตอนนั้น เหลือบมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไร หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็มีความคิดเช่นนั้นจริงๆ

หากได้เลื่อนขั้น ใครจะยังอยากเป็นทาสอยู่อีกล่ะ?

เมื่อเห็นเช่นนั้น เฮยหมู่ก็รีบกัดฟันและเริ่มลงแรงทำงานอย่างขะมักเขม้น

หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหงสือได้ปรับตัวเข้ากับชีวิตการเป็นแรงงานทาสในเหมืองแร่ได้แล้ว

เขาค้นพบว่าชีวิตแบบที่ตื่นมาก็มีข้าวกิน กินข้าวเสร็จก็ไปทำงาน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นใดเลยนั้น ช่างเป็นชีวิตที่ไม่เลวเลยทีเดียว

วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ หงสือก็เก็บถาดอาหาร หยิบตะกร้าสานขึ้นมาสะพายหลังแล้วเตรียมตัวไปทำงาน

เมื่อเฮยหมู่เห็นดังนั้น ก็รีบกินอาหารเช้าของตนอย่างไม่ยอมน้อยหน้า ก่อนจะคว้าตะกร้าสานแล้ววิ่งตามไป

เหมืองแร่ของพวกเขาตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายโกบีนอกหมู่บ้าน ข้างๆ กันนั้นคือเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อเดินทางจากหมู่บ้านเขาร้างไปยังหมู่บ้านทะเลสาบเกลือ

ในขณะนั้นเอง เกวียนวัวที่บรรทุกเชลยมาเต็มคันจากที่ไกลๆ ก็ขับเคลื่อนเข้ามา ดึงดูดความสนใจของพวกเขาทั้งสอง

เมื่อก่อนพวกเขาก็นั่งเกวียนวัว ถูกคุมตัวมาใช้แรงงานทาสที่นี่เช่นกัน

แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากปกติก็คือ บนเกวียนวัวครั้งนี้มีเสาไม้ปักอยู่ต้นหนึ่ง ดูแล้วแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

หงสือและเฮยหมู่มองตามเสาไม้นั้นขึ้นไปด้านบนตามสัญชาตญาณ

วินาทีต่อมา พร้อมกับม่านตาที่หดเล็กลงอย่างรุนแรง ในไม่ช้าพวกเขาก็พบว่า บนปลายเสานั้นมีศีรษะคนเสียบอยู่!

“ศะ-ศีรษะนั่น...ดูเหมือน ดูเหมือนจะเป็นของหมานสือ”

เพียงประโยคสั้นๆ แต่ในยามนี้เฮยหมู่กลับพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก ไม่เพียงแต่พูดติดอ่าง แต่เสียงของเขายังสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้

ในขณะเดียวกัน หงสือที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าฝืดเฝื่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อันที่จริงพวกเขาก็เริ่มตระหนักได้ลางๆ แล้วว่าเผ่านี้อาจจะแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้

แต่ความแข็งแกร่งของหมานสือนั้นฝังรากลึกอยู่ในใจของพวกเขามาโดยตลอด

แม้จะเดาได้ว่าเผ่านี้แข็งแกร่งมาก แต่พวกเขาก็ยังยากที่จะจินตนาการได้ว่าอีกฝ่ายจะสามารถเอาชนะเผ่าหมานสือได้ ไม่ต้องพูดถึงการฆ่าหมานสือและนำศีรษะของเขามาเสียบประจานบนเสาเช่นนี้

ในระหว่างนั้น ผู้คุมที่ทำหน้าที่ขับเกวียนก็สังเกตเห็นพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเห็นพวกเขาแล้ว ก็ได้ยินผู้คุมคนนั้นตะโกนขึ้นเสียงดังว่า...

“หมานสือผู้นำของศัตรูตายแล้ว! ฝ่ายเราได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่!!”

เสียงตะโกนนั้นราวกับค้อนยักษ์ล่องหนที่ทุบเข้าใส่กลางใจของหงสือและเฮยหมู่อย่างจัง

ทำให้คนทั้งสองตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่า ขุนเขาแห่งนี้กำลังจะพลิกฟ้าเปลี่ยนดินแล้ว!!

-------------------------------------------------------

บทที่ 251 : แนวคิดใหม่

ผู้คุมขบวนก็จากไปพร้อมกับตะโกนบอกข่าวไปตลอดทาง นำข่าวสารนี้ไปยังทุกหมู่บ้าน

ในเวลาเดียวกัน ที่ค่ายศิลาแดง หลังจากได้พักผ่อนมาทั้งคืน ดวงตาทั้งสองข้างที่ได้รับผลกระทบจากอาคมต้องห้ามของแท่นบูชาก็กลับมาเป็นปกติแล้ว ทำให้โจวซวี่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ในตอนนี้ที่แนวหน้า งานหลักทั้งหมดมีสือเหล่ยเป็นผู้รับผิดชอบ ทำให้ไม่มีเรื่องอะไรมากมายที่เขาต้องกังวลด้วยตัวเอง

นี่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับโจวซวี่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจ และฟื้นฟูพลังสัจจวาจาที่ใช้ไปในการต่อสู้ครั้งก่อนได้อย่างเต็มที่

หลังจากนอนหลับจนเต็มอิ่มแล้ว พลังสัจจวาจาก็ยังห่างไกลจากการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางโจวซวี่จากการหาอะไรทำ

เมื่อยึดเทือกเขานี้มาได้แล้ว ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องพัฒนา

ตอนนี้ทั้งหกชนเผ่าที่ตั้งรกรากอยู่ในเทือกเขาแห่งนี้ถูกพวกเขากำจัดไปทีละเผ่าแล้ว การจัดการงานหลังสงครามโดยพื้นฐานแล้วก็จะเสร็จสิ้นภายในหนึ่งหรือสองวันนี้

ปัญหาเรื่องการพัฒนาหลังจากนี้ ก็ถึงเวลาที่ต้องมาขบคิดกันแล้ว

แนวคิดนั้นมีอยู่แล้วแน่นอน

แต่ก่อนหน้านี้ สำหรับรายละเอียดของเทือกเขาแห่งนี้ ในใจของโจวซวี่ยังคงไม่มีภาพที่ชัดเจนนัก

เขาคงไม่สามารถวางแผนทุกอย่างโดยอาศัยจินตนาการล้วนๆ ได้ใช่ไหม?

ต่อไป เขาจะต้องสร้างหมู่บ้านในเทือกเขานี้อย่างแน่นอน แต่จะจัดวางตำแหน่งที่ตั้งของหมู่บ้านไว้ที่ใด เขายังต้องทำการสำรวจพื้นที่จริงอีกครั้งเสียก่อน

ภายใต้เงื่อนไขนี้ ที่ตั้งค่ายของทั้งหกชนเผ่า ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่สามารถหล่อเลี้ยงประชากรของทั้งหกเผ่าให้อยู่รอดได้ ย่อมต้องไม่เลวแน่นอน

แต่เห็นได้ชัดว่าโจวซวี่คงไม่สร้างหมู่บ้านหกแห่งที่นี่โดยตรง

ไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะเสียเวลาและแรงงาน กำลังคนที่อุตส่าห์ขยายเพิ่มขึ้นจากการรวบรวมประชากรก็จะกระจัดกระจายไปอย่างมาก ซึ่งไม่มีความหมายอะไรนัก

โจวซวี่ครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง

พื้นที่ของเทือกเขาแห่งนี้ใหญ่กว่าภูเขาโล้นลูกก่อนของพวกเขามาก อย่างน้อยก็ใหญ่กว่าสี่ถึงห้าเท่า มิฉะนั้นคงไม่สามารถรองรับการอยู่รอดของทั้งหกชนเผ่าได้

ในระยะนี้ พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด ก็คือพื้นที่ที่หมานสือเคยยึดครองตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

แต่พื้นที่นี้อยู่ไกลจากหมู่บ้านเขาร้างมากเกินไป

หากเขาสร้างหมู่บ้านขึ้นบนที่ตั้งค่ายเดิมของชนเผ่าศิลาเถื่อน เมื่อหมู่บ้านสร้างเสร็จ การเดินทางจากหมู่บ้านเขาร้างไปยังหมู่บ้านใหม่ ต้องข้ามเขาข้ามดอยไปตลอดทาง แม้แต่คนที่ชำนาญเส้นทางบนภูเขาก็คงต้องใช้เวลาสามถึงสี่วัน

นี่ยังไม่นับรวมกรณีที่ต้องขนส่งเสบียง

หากนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วย ก็ยากจะบอกได้ว่าจะต้องใช้เวลามากเท่าไร

สำหรับปัญหานี้ โจวซวี่ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ

"สือเหล่ย เจ้าว่าถ้าข้าย้ายหมู่บ้านเขาร้างเข้าไปด้านในของเทือกเขา ตรงที่ราบใกล้กับภูเขาใหญ่จะเป็นอย่างไร?"

ขณะที่พูด โจวซวี่ก็คลี่แผนที่หนังสัตว์ที่เขาวาดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาออกตรงหน้า แล้วชี้นิ้วไปยังตำแหน่งนั้น

สถานการณ์นี้ทำให้สือเหล่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย

"ท่านหัวหน้าคิดจะย้ายหมู่บ้านเขาร้างหรือ?"

"ใช่แล้ว"

ตามความคิดของสือเหล่ย หมู่บ้านเขาร้างเพิ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อต้นฤดูหนาวปีที่แล้ว เพิ่งจะผ่านไปฤดูหนาวเดียวก็จะย้ายแล้วหรือ?

ความวุ่นวายเช่นนี้ ต้องใช้เวลา กำลังคน และทรัพยากรอีกเท่าไรถึงจะสร้างหมู่บ้านใหม่ขึ้นมาได้?

แม้ว่าสือเหล่ยจะเป็นหนึ่งในคนยุคดึกดำบรรพ์กลุ่มแรกๆ ที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา แต่สัญชาตญาณบางอย่างของคนยุคดึกดำบรรพ์ หรือจะพูดว่าเป็นรูปแบบการทำงานและแนวคิด ก็ยังคงไม่สามารถเหมือนกับโจวซวี่ซึ่งเป็นคนยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

ในมุมมองของสือเหล่ย หมู่บ้านเขาร้างของพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาอย่างดีมากแล้ว

ภายใต้เงื่อนไขนี้ นอกจากหมู่บ้านเขาร้างจะประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่จนพังทลายแล้ว เขาก็จะไม่ย้ายที่ไปง่ายๆ เหตุผลหลักคือความเสียดาย

แต่แนวคิดของโจวซวี่กลับแตกต่างออกไป แนวคิดของเขาง่ายมาก นั่นคือถ้ามีที่ที่ดีกว่าก็ย้าย

ตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับสือเหล่ย เขาก็บอกความคิดของตัวเองออกไปโดยไม่ปิดบัง

"หมู่บ้านเขาร้างสร้างขึ้นบนพื้นฐานของที่ตั้งค่ายชนเผ่าเดิม ถึงแม้ว่าตอนนั้นข้าจะปรับปรุงครั้งใหญ่โดยผสมผสานแนวคิดของตัวเองเข้าไปด้วย แต่ปัญาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับปรุงครั้งใหญ่"

"ยกตัวอย่างเช่นภูมิประเทศนี้ มันอยู่บนกลางเนินเขา"

โจวซวี่พูดพลางชี้นิ้วไปที่ตำแหน่งของหมู่บ้านเขาร้างที่ระบุไว้บนแผนที่

"ภูมิประเทศบนภูเขานี้สูงๆ ต่ำๆ ไม่สม่ำเสมอ เดิมทีชนเผ่าดึกดำบรรพ์แค่ตั้งกระโจมง่ายๆ ก็ยังพอว่า แต่ในอนาคตข้าต้องพัฒนาอย่างแน่นอน ย่อมต้องมีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องขยับขยาย เพิ่มพื้นที่ของหมู่บ้าน การก่อสร้างบนกลางเนินเขาแบบนี้ ความยากและต้นทุนในการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ โจวซวี่ก็เปลี่ยนเรื่อง...

"ในทางกลับกัน พื้นที่ตรงนี้ เจ้าคงไม่แปลกหน้าสินะ?"

"นี่น่าจะเป็นเขตแดนระหว่างเรากับชนเผ่าไม้ดำเดิมใช่ไหม?"

"จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ผิด"

โจวซวี่พยักหน้า

"แต่ถ้าจะให้แม่นยำ ตำแหน่งที่ข้าชี้อยู่นี้ อยู่ใกล้กับตำแหน่งเดิมของชนเผ่าไม้ดำ อยู่ใกล้กับตีนเขาฝั่งนี้"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ โจวซวี่ก็ผ่อนลมหายใจเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อ

"พื้นที่ตรงนี้มีภูมิประเทศราบเรียบ อยู่ใกล้แม่น้ำและป่าไผ่ บริเวณใกล้เคียงก็มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย การย้ายหมู่บ้านเขาร้างมาที่นี่ เมื่อไม่มีผลกระทบจากภูมิประเทศ การก่อสร้างในอนาคตก็จะสำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้นเป็นสองเท่า"

ขณะที่พูด โจวซวี่ก็ชี้ไปยังอีกจุดหนึ่งบนแผนที่

"แล้วก็ตรงนี้ ข้าตั้งใจจะสร้างหมู่บ้านแห่งใหม่ขึ้นมา ตำแหน่งจะอยู่ใกล้กับจุดศูนย์กลางระหว่างชนเผ่าศิลาเถื่อนและชนเผ่าศิลาแดงเดิม"

เสียงของโจวซวี่หยุดลง แล้วเขาก็ชี้ไปที่จุดสองจุดบนแผนที่พลางลากนิ้วอย่างรวดเร็ว

“หากจัดเตรียมการตามนี้ ตามที่ข้าคาดการณ์ไว้ เวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางจากหมู่บ้านซินชุนไปยังหมู่บ้านเขาร้างจะสามารถควบคุมให้อยู่ภายในสามวันได้ นี่ก็คือเหตุผลที่ข้าต้องการให้หมู่บ้านเขาร้างย้ายที่”

“เพราะการเดินทางมาจากทางหมู่บ้านเหยียนหู พวกเราสามารถนั่งเกวียนวัวหรือแม้กระทั่งขี่ม้าได้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางและขนส่งได้อย่างมาก และภูเขาฮวงซานก็ค่อนข้างเตี้ย การข้ามยอดเขาก็ไม่ใช้เวลามากนัก แต่การจะมาถึงหมู่บ้านซินชุนกลับไกลเกินไป”

“เพื่อรับประกันความปลอดภัย ระหว่างหมู่บ้านซินชุนกับหมู่บ้านเขาร้างจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างใกล้ชิดกัน”

“แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเดินทางด้วยสัมภาระน้อย หากเกี่ยวข้องกับปัญหาการขนส่งก็จะช้าลงมาก แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ อย่างไรเสียก็อยู่ในภูเขาใหญ่ เว้นแต่จะสร้างถนน มิฉะนั้นปัญหานี้ก็ยากที่จะแก้ไขได้”

พอพูดถึงเรื่องนี้ โจวซวี่ก็รู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นมาในใจ

สร้างถนนในภูเขางั้นหรือ? เรื่องนี้พูดง่าย แต่จะให้ลงมือทำมันง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร?

อย่าว่าแต่ในยุคดึกดำบรรพ์นี้เลย แม้แต่ในโลกก่อนที่เขาจะข้ามมิติมา ถนนในพื้นที่ภูเขาห่างไกลบางแห่งก็ยังสร้างไม่เสร็จดีเลย

นี่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถจัดการได้ในเวลาอันสั้น

ภายใต้คำอธิบายอย่างใจเย็นของโจวซวี่ สือเหล่ยก็เข้าใจในความคิดของเขาอย่างเห็นได้ชัด

ต้องบอกเลยว่าเขาถูกโน้มน้าวใจแล้ว

สายตาของเขามองเห็นเพียงหมู่บ้านเขาร้าง แต่ท่านผู้นำของพวกเขากลับมองเห็นภาพรวมทั้งหมด!

“ท่านผู้นำปราดเปรื่องยิ่งนัก! เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้เองที่สายตาสั้น!”

เมื่อมองดูสือเหล่ยที่ทำหน้ายอมรับนับถือ โจวซวี่ก็ยิ้มออกมา

“เจ้าก็อย่าท้อแท้ไปเลย หมู่บ้านบนกลางเนินเขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ใช้แล้วโดยสิ้นเชิง สามารถเปลี่ยนเป็นป้อมสังเกตการณ์สำหรับประจำการทหารได้ เมื่อตั้งอยู่ในตำแหน่งนั้น ในอนาคตหากมีศัตรูจากภายนอกบุกรุกเข้ามา ที่นั่นจะสามารถใช้เป็นฐานรุกเมื่อบุก และเป็นฐานรับเมื่อถอยได้”

“ขอรับ!”

จบบทที่ บทที่ 250 : การเปลี่ยนแปลง | บทที่ 251 : แนวคิดใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว