เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 216 : ของที่หายไปได้กลับคืน | บทที่ 217 : นักล่าโดยกำเนิด

บทที่ 216 : ของที่หายไปได้กลับคืน | บทที่ 217 : นักล่าโดยกำเนิด

บทที่ 216 : ของที่หายไปได้กลับคืน | บทที่ 217 : นักล่าโดยกำเนิด


บทที่ 216 : ของที่หายไปได้กลับคืน

ทางฝั่งของโจวซวี่ต่างคนต่างก็มีเรื่องยุ่งของตัวเอง แน่นอนว่าเขากังวลเรื่องเสือเขี้ยวดาบ ตราบใดที่ยังกำจัดเสือเขี้ยวดาบไม่ได้ สำหรับหมู่บ้านทุ่งหญ้าของพวกเขาก็ยังคงมีภัยแฝงที่มิอาจมองข้ามได้อยู่เสมอ หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของเขาก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่อาจวางลงได้อย่างสมบูรณ์

แต่เรื่องนี้ ต่อให้เขากังวลไปก็ไม่มีประโยชน์

จั๋วเกอและเย่จิงหงนำทีมออกไปตามหาแล้ว แต่ก็หาไม่เจอ เขาจะทำอะไรได้?

ด้วยเหตุนี้ โจวซวี่จึงทำได้เพียงทำใจให้สงบ และทำเรื่องที่อยู่ตรงหน้าให้ดีเสียก่อน

ในขณะเดียวกัน บนทุ่งหญ้า…

จั๋วเกอและเย่จิงหงกำลังนำทีมค้นหาร่องรอยของเสือเขี้ยวดาบ

เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปมากแล้ว ตลอดทั้งวันที่ผ่านมาไม่ได้อะไรกลับมาเลย ในใจของเย่จิงหงจึงรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง

“เจ้าเสือเขี้ยวดาบนี่สงสัยว่ากำลังหลบพวกเราอยู่!”

พื้นที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก เมื่อมีสัตว์ขี่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ ตลอดทั้งวันนี้บวกกับครึ่งวันของเมื่อวาน พวกเขาคาดว่าน่าจะค้นหาไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ แต่กลับไม่พบร่องรอยของเสือเขี้ยวดาบเลยแม้แต่น้อย

เมื่อได้ยินเช่นนี้ จั๋วเกอกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย

“เป็นเรื่องปกติ เจ้าเสือเขี้ยวดาบนั่นก็ไม่ได้โง่ มันรู้ว่าพวกเรากำลังตามหามัน และก็รู้ว่าตัวเองสู้พวกเราไม่ได้ ในขณะที่พวกเราเคลื่อนที่ มันก็เคลื่อนที่ด้วย มันไม่ยอมให้พวกเราหาเจอง่ายๆ หรอก”

การล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดานั้นยากลำบาก ไม่ใช่เพียงเพราะมันมีพละกำลังแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดานั้นฉลาดกว่าด้วย

ในสถานการณ์ที่มันจงใจหลบเลี่ยง บางครั้งท่านก็อาจจะหามันไม่เจอเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่กำลังจะกลับไปมือเปล่าอีกวัน ในตอนนั้นเอง ร่างหนึ่งที่อยู่สุดขอบสายตาก็ปรากฏขึ้นในม่านตาของเย่จิงหง

“นั่นมัน…”

ต้องขอบคุณพลังเสริมสายตาที่โจวซวี่มอบให้ ขอบเขตการมองเห็นของเย่จิงหงจึงกว้างกว่าทหารทั่วไปมาก ตอนนี้จึงมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ณ ชั่วขณะนั้น ในทุ่งหิมะอันไกลโพ้น มีม้าสีเหลืองตัวหนึ่งกำลังใช้กีบหน้าคุ้ยหิมะที่กองอยู่บนพื้น ราวกับกำลังหาของกินในกองหิมะ

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่บนตัวของม้าสีเหลืองตัวนั้นสวมใส่อุปกรณ์สำหรับม้าของพวกเขาอยู่!

หรือว่านี่จะเป็น…

ขณะที่ความคิดแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เย่จิงหงก็ตะโกนออกไปทันที

“เจ้าม้าโง่!”

ประสาทการได้ยินของม้านั้นพัฒนาไปอย่างมาก เมื่อได้ยินเสียง มันก็หันมามองทางนี้ทันที

ในขณะที่จั๋วเกอคิดว่าม้าสีเหลืองตัวนั้นจะตกใจวิ่งหนีไปเพราะเสียงตะโกนของเย่จิงหง พลันได้ยินม้าสีเหลืองตัวนั้นร้อง ‘ฮี้ๆๆ’ ออกมา จากนั้นมันกลับวิ่งตรงมาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว!

ในเวลาไม่นาน มันก็วิ่งมาถึงตรงหน้าพวกเขา

ตอนนี้อารมณ์ของมันยังไม่สงบ กีบเท้าของมันกระทืบพื้นไม่หยุด ให้ความรู้สึกว่ามันตื่นเต้นอย่างมาก ท่าทางนั้นราวกับเด็กที่พลัดหลงได้เจอครอบครัวในที่สุด ทำเอาจั๋วเกอที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับมองอย่างตะลึงงัน

เผ่าเซนทอร์ของพวกเขาไม่มีเรื่องของการฝึกสัตว์ให้เชื่อง สำหรับพวกเขาแล้ว สัตว์ป่าทุกชนิดคือเป้าหมายในการล่า และในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งสัตว์ป่าจะมาแสดงท่าทีเช่นนี้ต่อหน้าตนเอง

แม้ว่าท่าทีเช่นนี้จะไม่ได้แสดงต่อเขาก็ตาม…

ในทางกลับกัน เย่จิงหงกลับใจเย็นกว่ามาก

ในสายตาของเย่จิงหง เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่ม้าสีเหลืองตัวนี้จะแสดงท่าทีเช่นนี้

เพราะนี่คือม้าศึกที่ถูกฝึกให้เชื่องจากหมู่บ้านทุ่งหญ้าของพวกเขา มันใช้เวลาฝึกฝนร่วมกับทหารของพวกเขามาเป็นเวลานาน จนเกิดความไว้วางใจต่อกันขึ้นมานานแล้ว

แน่นอนว่านอกจากนั้น ม้าเหล่านี้ยังใช้ชีวิตโดยมีคนคอยให้อาหารเป็นเวลามาโดยตลอด ไม่จำเป็นต้องออกไปหาอาหารเองเลย

ภายใต้สภาพการเลี้ยงดูเช่นนี้ สัญชาตญาณป่าและความสามารถในการเอาชีวิตรอดในธรรมชาติของม้าก็จะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ในดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะเช่นนี้ ถ้ามันจะมีชีวิตที่ดีอยู่ได้ก็คงแปลกแล้ว

เย่จิงหงเอื้อมมือไปคว้าบังเหียนเอาไว้ แล้วลูบไปตามลำตัวของม้าสีเหลืองตัวนั้น ไม่ผิดจากที่คาด มันผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกไปแล้ว

เมื่อมองดูสภาพของม้าสีเหลืองในตอนนี้ เย่จิงหงก็รู้สึกทั้งโกรธทั้งขำ

“เจ้าม้าโง่ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าวิ่งมั่วซั่ว? ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วสินะ?!”

แต่เมื่อลองคิดในอีกมุมหนึ่ง การที่ม้าสีเหลืองตัวนี้สามารถรอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้หลังจากที่พลัดหลงไปในพายุหิมะแบบนั้น ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว

“ท่านหัวหน้าจั๋วเกอ ข้าว่าเวลาก็ไม่เช้าแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ พวกเรากลับค่ายกันก่อน”

“ได้”

หลังจากบรรลุข้อตกลงกันอย่างง่ายๆ ทั้งหมดก็รีบเดินทางกลับทันที

วันนี้พวกเขาเดินทางกลับเร็วกว่าปกติเล็กน้อย

ที่หน้าโต๊ะทำงาน โจวซวี่เมื่อทราบว่าพวกเย่จิงหงกลับมาเร็วกว่ากำหนดก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา เขานึกว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการล่าเสือเขี้ยวดาบจึงได้เสร็จงานก่อนกำหนด

แต่หลังจากได้รู้ว่าไม่ใช่เช่นนั้น ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

แต่โดยรวมแล้ว การได้ม้าศึกที่เคยพลัดหลงไปกลับคืนมา ก็ถือเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง

หลังจากฟ้ามืด หมู่บ้านทุ่งหญ้าท่ามกลางลมและหิมะก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเสียงระฆังทองแดงที่สั่นสะเทือนทุกเส้นประสาทของพวกเขาดังขึ้น ปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นมากลางดึก!

เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้น ร่างกายกำยำใหญ่โตของเสือเขี้ยวดาบปรากฏตัวขึ้นภายใต้ความมืดมิดของยามค่ำคืน

เสือเขี้ยวดาบที่เคยได้ลิ้มรสความสำเร็จจากหมู่บ้านทุ่งหญ้ามาก่อน บัดนี้ได้กลับมาเยือนอีกครั้ง จุดประสงค์ของมันชัดเจนในตัวเอง มันหิวแล้ว!

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การตัดสินใจให้เผ่าเซนทอร์มาประจำการอยู่ในหมู่บ้านโดยแลกกับอาหารและที่พัก ในที่สุดก็ได้แสดงคุณค่าของมันออกมาในชั่วขณะนี้

เผ่าเซนทอร์มีประสาทการได้ยินและการรับกลิ่นที่เฉียบไวมาก ในด้านการมองเห็นนั้น แม้จะไม่ได้ดีไปกว่ามนุษย์ แต่พวกมันก็มีความสามารถในการมองเห็นในที่มืด

ทำให้เจาซวี่ที่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถนี้ในตอนนั้นรู้สึกอิจฉาอยู่ไม่น้อย

บางเผ่าพันธุ์นั้นเรียกได้ว่าเกิดมาก็ชนะตั้งแต่จุดสตาร์ท โดยที่ยังไม่ต้องพยายามอะไรด้วยซ้ำ

ในชั่วขณะนั้น ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเผ่าเซนทอร์ก็ได้แสดงประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ทันทีที่รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหว พวกเขาก็ตื่นขึ้นมาในทันใด!

บุกกลางคืน!!

ท่ามกลางเสียงตะโกนของจั๋วเกอ เหล่านักรบเผ่าเซนทอร์คว้าอาวุธด้วยความเร็วสูงสุดและพุ่งออกจากกระท่อม

ภายในหมู่บ้าน คบเพลิงหลายดวงถูกชูขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่องสว่างให้แก่หมู่บ้านที่แต่เดิมเคยถูกปกคลุมด้วยม่านราตรี

พวกของจั๋วเกอมีความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม บัดนี้เมื่อมีแสงไฟจากคบเพลิงช่วยส่องสว่าง ก็ยิ่งทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นไปอีก

การมองเห็น การได้ยิน การรับรู้กลิ่น! จั๋วเกอปลุกเร้าประสาทสัมผัสของตนเองอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าก็ล็อกเป้าไปที่ร่องรอยของเสือเขี้ยวดาบได้สำเร็จ

จากนั้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็ยิงธนูออกไปทันทีหนึ่งดอก!

ลูกธนูของจั๋วเกอดอกนี้ทั้งรวดเร็วและรุนแรง เสือเขี้ยวดาบที่เพิ่งจะบุกเข้ามาก็ถูกยิงเข้าให้ มันทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวในทันที คำรามออกมาไม่หยุดหย่อน ราวกับกำลังข่มขวัญชาวบ้านและเหล่าทหารที่พุ่งออกมา

ในสถานการณ์เช่นนี้ จั๋วเกอไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย

เพราะเขาเป็นคนจริง ในเมื่อกินข้าวของคนอื่นแล้ว ก็ย่อมต้องทำงานที่รับปากไว้ให้สำเร็จ!

พวกเจ้าถอยไป!

เขารู้ว่ามนุษย์นั้นเสียเปรียบอย่างมากในการต่อสู้ตอนกลางคืนเพราะทัศนวิสัยที่ถูกจำกัด ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจรวบรับหน้าที่นี้ไว้กับตัวเอง

อีกด้านหนึ่ง เจาซวี่ที่ได้ยินเสียงตะโกนนั้นก็ไม่ลังเลเช่นกัน เขารีบออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว...

ชาวบ้านทุกคนอพยพหลบภัย ทหารไปประจำการรอบนอก มอบสนามรบหลักให้พวกจั๋วเกอ!

-------------------------------------------------------

บทที่ 217 : นักล่าโดยกำเนิด

เมื่อเทียบกับเผ่าดั้งเดิมทั่วไปแล้ว หมู่บ้านทุ่งหญ้าของพวกเขาถือว่ามีขนาดใหญ่มากอย่างแน่นอน แต่พื้นที่ภายในหมู่บ้านก็ยังคงมีจำกัด

เผ่าเซนทอร์ที่นำโดยจั๋วเกอ แต่ละคนล้วนมีรูปร่าง ‘สูงใหญ่ดั่งม้า’ อย่างแท้จริง การมีอยู่ของพวกเขาทำให้พื้นที่ที่เคยค่อนข้างกว้างขวางพลันแออัดขึ้นมาในทันใด

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากชาวบ้านธรรมดาและเหล่าทหารยังคงเบียดเสียดกันอยู่ที่นั่น ก็มีแต่จะเกะกะขวางทางกันและกันเท่านั้น

โจวซวี่เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดและทำการปรับเปลี่ยน โดยโยนสนามรบหลักให้กับพวกของจั๋วเกอโดยตรง

ขณะที่ออกคำสั่งนี้ เสียงของโจวซวี่ดังมาก พวกของจั๋วเกอได้ยินอย่างชัดเจน แต่ในใจกลับไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะนี่ก็เป็นความคิดของเขาเช่นกัน

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบด้านความคล่องตัวของเผ่าเซนทอร์ พวกของจั๋วเกอจึงใช้เสือเขี้ยวดาบเป็นศูนย์กลาง เคลื่อนที่เป็นวงกลมไปพร้อมกับง้างธนูยิงโจมตีมันอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จั๋วเกอเคยเป็นผู้ที่ล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดามาก่อน เขารู้ดีแก่ใจว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดาเช่นนี้ หากไม่จำเป็นต้องปะทะซึ่งหน้า ก็ไม่ควรปะทะซึ่งหน้า การค่อยๆ บั่นทอนกำลังจนมันตายไปเองคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

ในตอนนี้ กลยุทธ์ของเขาก็เป็นเช่นนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเทียบกับสัตว์ป่าทั่วไป แม้ว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดาจะฉลาดกว่าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องคิดว่าพวกมันจะฉลาดหลักแหลมอะไรขนาดนั้น

โดยพื้นฐานแล้ว พวกมันก็เป็นแค่สัตว์ป่าที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้นเอง

แม้แต่มนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นไพรเมต ก็ยังมักจะคลุ้มคลั่งเสียสติได้ นับประสาอะไรกับพวกมัน?

เมื่อต้องเผชิญกับกลยุทธ์นี้ของจั๋วเกอ เสือเขี้ยวดาบที่ถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอดก็เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด มันเริ่มกระโจนไปทางซ้ายทีขวาทีอย่างบ้าคลั่ง พยายามที่จะกระโจนกัดเซนทอร์สักตัว แล้วใช้เขี้ยวดาบของมันกัดให้ตายในคำเดียว เพื่อระบายความแค้นในใจ!

แต่เหล่าเซนทอร์นั้นดำรงชีวิตอยู่ในทุ่งหญ้ามาหลายชั่วอายุคน และสืบทอดเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงทุกวันนี้ด้วยทักษะการล่าสัตว์อันยอดเยี่ยม

แม้ว่าตอนนี้เป้าหมายจะเปลี่ยนจากสัตว์ป่าธรรมดามาเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดา ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็ยังคงเป็นสัตว์เดรัจฉาน ทักษะการล่าสัตว์ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนของเผ่าเซนทอร์ก็ยังคงใช้ได้ผลกับเสือเขี้ยวดาบเช่นกัน!

เมื่อปราศจากการแทรกแซงของพวกโจวซวี่ กลยุทธ์การล้อมล่าภายในเผ่าเซนทอร์ก็ถูกใช้ออกมาอย่างเข้าขากันเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาต่างคอยดึงเชิงและคุ้มกันให้กันและกัน ทำให้เสือเขี้ยวดาบที่ติดอยู่ตรงกลางตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ไม่ว่ามันจะพุ่งไปทางไหน ด้านอื่นๆ ก็จะระดมยิงโจมตีใส่มันทันที ในอดีตสมัยที่เผ่าเซนทอร์ยังใช้หัวลูกศรหิน มันอาจจะยังสามารถอาศัยหนังหนาเนื้อเหนียวของมันทนทานต่อไปได้

แต่ตอนนี้เผ่าเซนทอร์ใช้หัวลูกศรทองแดง และแต่ละดอกก็ถูกขัดจนแหลมคมอย่างยิ่ง

เมื่อลูกศรพุ่งมา มันก็ทะลวงผ่านขนของมันและฝังลึกลงไปในเนื้อหนังโดยตรง

แม้จะเป็นเพียงบาดแผลที่ผิวหนัง แต่มันก็ทำให้เลือดออกแล้ว ในเวลาไม่นาน การโจมตีด้วยลูกศรของเผ่าเซนทอร์ก็ทำให้มันบาดเจ็บไปทั่วทั้งตัว

เห็นได้ชัดว่ามันไม่คาดคิดว่าเผ่าเซนทอร์จะซุ่มซ่อนอยู่ในหมู่บ้านของมนุษย์กลุ่มนี้

ในระหว่างกระบวนการนี้ เสือเขี้ยวดาบที่เริ่มได้สติกลับคืนมาบ้างแล้วก็ตระหนักได้อย่างไม่ต้องสงสัยว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ตนเองคงจะต้องถูกบั่นทอนกำลังจนตายเป็นแน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น แววตาของเสือเขี้ยวดาบก็ฉายแววอำมหิตขึ้นมาทันที จากนั้นท่ามกลางเสียงคำราม มันก็กระโจนเข้าใส่เซนทอร์ตัวหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เพื่อรักษากลยุทธ์ของพวกเขาไว้ เมื่อเซนทอร์ตัวนั้นเห็นเสือเขี้ยวดาบกระโจนเข้ามาหาตน เขาก็รีบเก็บธนูแล้วถอยหลังอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน เซนทอร์จากทิศทางอื่นๆ ก็รีบเพิ่มแรงโจมตีเพื่อบีบให้เสือเขี้ยวดาบหันกลับมารับมือ

แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ ครั้งนี้เสือเขี้ยวดาบกลับไม่ได้หันหลังกลับมาเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับพุ่งเข้าใส่พวกพ้องของพวกเขาราวกับคลุ้มคลั่ง!

“วิ่ง! วิ่งตรงออกไปนอกหมู่บ้านเลย อย่าหันกลับมา!”

ในระหว่างนั้น จั๋วเกอมีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว ขณะที่ออกคำสั่งกับคนในเผ่า เขาก็ง้างธนูยิงซ้ำๆ โดยใช้ลูกศรโจมตีไปที่ขาของเสือเขี้ยวดาบ

จุดประสงค์ก็เพื่อทำลายความสามารถในการเคลื่อนที่ของอีกฝ่าย! เพื่อให้อีกฝ่ายถูกกลยุทธ์การล้อมล่าของพวกเขาขังไว้จนตายอย่างสิ้นเชิง!

แต่เมื่อเทียบกับร่างกายที่ใหญ่โตของมันแล้ว การจะยิงลูกศรให้โดนขานั้นมีความยากเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว

ตอนนี้เพิ่งจะยิงโดนขาหลังไปหนึ่งดอก แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเสือเขี้ยวดาบมากนัก อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยเพื่อให้บาดแผลของมันขยายใหญ่ขึ้น

ในระหว่างนั้น เซนทอร์ที่ได้รับคำสั่ง ขาทั้งสี่ของเขาก็เริ่มออกวิ่งอย่างบ้าคลั่งไปก่อนที่สมองจะทันได้ประมวลผล ด้วยระยะห่างที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง เขาสามารถหลบการกระโจนที่ร้ายแรงของเสือเขี้ยวดาบไปได้อย่างฉิวเฉียด!

ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์ที่มีต่อหัวหน้าเผ่าของพวกเขา

เมื่อสะบัดกีบทั้งสี่ออกวิ่งเต็มฝีเท้า ความเร็วของเซนทอร์นั้นค่อนข้างเร็วมาก แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวที่ไม่ธรรมดา

เสือเขี้ยวดาบที่มุ่งมั่นจะกัดเซนทอร์ตัวนั้นให้ตาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ความโกรธในใจก็ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด มันจึงรีบออกวิ่งไล่ตามทันที ท่าทางเหมือนกับว่าจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้กัดคอของอีกฝ่ายให้ขาด

และนี่ก็เท่ากับว่ามันได้หลงกลของจั๋วเกอเข้าแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

กลยุทธ์การล้อมล่าก่อนหน้านี้ หากสามารถดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ และบั่นทอนกำลังของเสือเขี้ยวดาบจนตายไปเช่นนั้นได้ ก็คงจะดีที่สุด

แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องราวจะสวยงามขนาดนั้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมดาไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น

แทบจะในทันทีที่เสือเขี้ยวดาบเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหว กลยุทธ์ของเขาก็ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

เมื่อวิ่งทะลุออกมาจากหมู่บ้านทุ่งหญ้า มาถึงพื้นที่ด้านนอกที่กว้างขวางกว่า เหล่าเซนทอร์ก็สามารถใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวและธนูของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในใจของเสือเขี้ยวดาบก็มีการคำนวณของมันเองอยู่เช่นกัน

ในมุมมองของเสือเขี้ยวดาบ ขอเพียงออกไปข้างนอกได้ ต่อให้สู้ไม่ได้ก็ยังหนีได้

แต่สำหรับเรื่องนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคิดสวยหรูเกินไป

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเผ่าเซนทอร์ เสือเขี้ยวดาบจะมีความเร็วที่ได้เปรียบกว่าเพียงเล็กน้อยก็ต่อเมื่อใช้พลังระเบิดของมันเท่านั้น แต่พลังระเบิดนั้นไม่ยั่งยืน ในการเคลื่อนที่ระยะไกล มันจะถูกเผ่าเซนทอร์ไล่ตามทันในไม่ช้า และไม่สามารถสลัดให้หลุดได้เลย!

และสำหรับเรื่องนี้ เสือเขี้ยวดาบก็จะได้สัมผัสด้วยตัวเองในไม่ช้า

มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตอนที่เสือเขี้ยวดาบบุกโจมตีค่ายของหมู่บ้านทุ่งหญ้ายามค่ำคืน ซึ่งตอนนั้นพวกของโจวซวี่แทบจะทำอะไรมันไม่ได้เลย

ทำไมตอนนั้นพวกของโจวซวี่ถึงรับมือเสือเขี้ยวดาบไม่ได้?

ด้านหนึ่งคือทัศนวิสัยในเวลากลางคืนมีจำกัด ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก

และอีกด้านหนึ่งก็คือ หากเสือเขี้ยวดาบอาศัยพลังระเบิดของมันเพื่อฝ่าวงล้อมออกไป พวกเขาก็ไม่มีปัญญาจะสกัดกั้นได้เลย ทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายไปมาได้อย่างอิสระ

แต่ปัญหาสองข้อนี้ สำหรับเผ่าเซนทอร์แล้ว ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

เมื่อดูจากคุณลักษณะของทั้งสองฝ่ายแล้ว เผ่าเซนทอร์คือนักล่าโดยกำเนิดอย่างแท้จริง สามารถข่มข้อได้เปรียบทั้งหมดของเสือเขี้ยวดาบได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในครั้งนี้เพื่อรับมือกับเสือเขี้ยวดาบ โจวซวี่ได้มอบลูกธนูเพิ่มให้แก่นักรบเซนทอร์แต่ละคนอีกหนึ่งกระบอก โดยถือว่าเป็นการให้พวกเขายืม

นี่จึงทำให้เหล่าเซนทอร์ที่นำโดยโดรโกยิ่งแผลงศรได้อย่างไม่ยั้งมือ เพียงชั่วพริบตาเดียว เสือเขี้ยวดาบขนาดมหึมาตัวนั้นก็เกือบจะถูกพวกเขายิงจนพรุนไปทั้งตัวราวกับเม่น!

จบบทที่ บทที่ 216 : ของที่หายไปได้กลับคืน | บทที่ 217 : นักล่าโดยกำเนิด

คัดลอกลิงก์แล้ว