- หน้าแรก
- ราชันย์อารยธรรมเหนือสรรพสิ่ง
- บทที่ 75 : ข้ารู้
บทที่ 75 : ข้ารู้
บทที่ 75 : ข้ารู้
มื้ออาหารสุดพิเศษที่ไม่คาดคิด ในตอนเช้ามีกระต่ายย่างเพิ่มขึ้นมาสองตัว สำหรับโจวซวี่ที่กินปลามาเป็นเวลานานแล้ว นี่เป็นรสชาติที่อร่อยล้ำเลิศอย่างแท้จริง
เหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการตลอดทั้งวันของพวกเขา
หลังจากอาหารเช้า ทั้งเผ่าก็เริ่มดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามปกติ
ในปัจจุบัน งานของแต่ละแผนกดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก ไม่มีอะไรที่โจวซวี่ต้องเป็นกังวลเป็นพิเศษ
เมื่อเวลาใกล้เที่ยง ที่บริเวณรอบนอกของค่ายจันทราทมิฬ ร่างของเย่จิงหงและคนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น
วันเวลาแห่งการออกไปสำรวจภายนอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากน้ำจืดและอาหารที่พกพาไปนั้นมีจำกัดอย่างยิ่ง เพื่อที่จะเดินทางไปให้ไกลที่สุดและสำรวจพื้นที่ได้มากขึ้น พวกเขาจึงต้องประหยัดอาหารในทุกมื้อ
อีกทั้งการที่ต้องกินนอนกลางดินกลางทรายในป่า โดยไม่มีที่พักพิงของค่าย พวกเขาจึงไม่สามารถผ่อนคลายและพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า สภาพจิตใจและร่างกายของแต่ละคนจึงถูกบั่นทอนอย่างรุนแรง
ในตอนนี้ เย่จิงหงและคนอื่นๆ ที่เดินทางฝ่าฟันความลำบากมาตลอดทางและในที่สุดก็มาถึงค่ายได้ ต่างก็มีสภาพที่เหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
เมื่อเห็นสภาพของเย่จิงหงและคนอื่นๆ โจวซวี่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาสั่งให้คนในค่ายก่อไฟทำอาหารให้พวกเขาทันที
ในระหว่างที่รออาหาร เย่จิงหงก็ได้แสดงฝีมือในฐานะ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการ’ ของเขาออกมา เขาใช้เวลาทุกนาทีให้เป็นประโยชน์เพื่อรายงานสถานการณ์ให้โจวซวี่ฟัง
สิ่งแรกที่นำมามอบให้คือตะกร้าที่เต็มไปด้วยพืชพรรณต่างๆ
เนื่องจากพืชเหล่านั้นอาจเป็นสมุนไพร ก่อนออกเดินทางโจวซวี่จึงได้กำชับให้พวกเขาเก็บพืชที่ไม่เคยเห็นกลับมาด้วย
พืชที่อาจเป็นสมุนไพรเหล่านี้ โจวซวี่ไม่สามารถแยกแยะได้เลย ดังนั้นจึงควรส่งมอบให้แผนกการแพทย์นำไปศึกษาอย่างละเอียดต่อไป
ระหว่างนั้น โจวซวี่ก็เหลือบไปเห็นพุ่มไม้ที่ดูสะดุดตาผิดปกติในตะกร้าสาน พร้อมกับผลไม้สีแดงที่ขึ้นอยู่บนนั้น
“นี่ไปเจอที่ไหนมา?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เย่จิงหงก็รีบเล่าสถานการณ์ในตอนนั้นให้ฟังอย่างรวดเร็ว
ทำให้โจวซวี่ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าข้อมูลที่เย่จิงหงนำกลับมาในครั้งนี้ มีมากกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ
[จากคำอธิบายแล้ว น่าจะเป็นสัตว์ที่คล้ายกับแอนทิโลป ต้องได้เห็นกับตาถึงจะรู้แน่ชัด เป็นสัตว์กินพืชเหมือนกัน ถ้าหากจะนำมาเพาะพันธุ์ล่ะก็…]
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โจวซวี่ก็ถอนหายใจยาวออกมา แล้วไม่ได้คิดอะไรต่อ
[เรื่องนี้รอให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้คิดไปมากก็ไม่มีประโยชน์]
นี่คงเป็นผลข้างเคียงจากการที่เขาหมกมุ่นอยู่กับการพัฒนามาเป็นเวลานาน ตอนนี้ไม่ว่าจะเห็นสัตว์อะไร ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือมันสามารถนำมาเลี้ยงเพื่อเพาะขยายพันธุ์ได้หรือไม่
สัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าอะไรกินได้และอะไรกินไม่ได้ในสภาพแวดล้อมดั้งเดิมของพวกมัน
การที่พวกมันกินผลไม้นี้ ก็หมายความว่าผลไม้นี้ไม่มีปัญหา
แต่เพื่อความรอบคอบ...
โจวซวี่เด็ดผลไม้มาหนึ่งผล แล้ววิ่งไปยังแผนกการแพทย์
เขามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อให้เย่เหยียนวิจัยผลไม้นี้ แต่เพื่อมายืมหนูสักตัว
โจวซวี่ยกหิ้วกรงหนูขึ้นมา แล้วโยนผลไม้ในมือเข้าไปในกรงทันที
หนูในกรงนี้หิวมานานแล้ว พอเห็นอาหารตกลงมาจากฟ้า มันก็รีบพุ่งเข้าไปใช้ขาหน้าทั้งสองข้างกอดผลไม้ไว้แล้วแทะอย่างบ้าคลั่ง
หนูแบบนี้ทางแผนกการแพทย์มีอยู่ไม่น้อย พวกมันคือ ‘หนูทดลอง’ ของพวกเขานั่นเอง
เพราะการทดสอบสมุนไพรจำเป็นต้องมีตัวอย่างทดลอง การทดลองที่มีความเสี่ยงเช่นนี้ย่อมไม่สามารถใช้กับกำลังคนอันมีค่าของพวกเขาได้
ภายใต้เงื่อนไขนี้ เป้าหมายการทดลองที่ดีที่สุดก็คือหนู
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสั่งให้หน่วยขนส่งช่วยส่งสารไปบอกสือเหล่ยที่ค่ายทะเลสาบเกลือ ให้ส่งคนไปจับหนูจำนวนหนึ่งมา
หนูที่กินผลไม้เข้าไปถูกแยกไว้ต่างหาก จากนั้นก็แค่คอยสังเกตอาการของมันไปเรื่อยๆ
การสังเกตการณ์นี้อาจใช้เวลาหนึ่งถึงสามวัน หรืออาจจะนานกว่านั้น เพราะพวกเขาต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของพิษที่ออกฤทธิ์ช้าด้วย
แต่ในช่วงเวลานี้ พุ่มเบอร์รีที่เย่จิงหงและคนอื่นๆ ขุดกลับมาแล้ว คงจะปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้
ดังนั้นโจวซวี่จึงเรียกหวังต้าซู่ หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรรมมาทันที และสั่งให้เขานำพุ่มเบอร์รีเหล่านี้ไปปลูกก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะรอดชีวิต
เห็นได้ชัดว่าหวังต้าซู่ไม่คาดคิดว่าเพิ่งจะได้รับงานปลูกสมุนไพรไปหยกๆ แต่ในพริบตาเดียวก็มีงานใหม่เข้ามาอีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ นอกจากพรวนดินและหมักปุ๋ยแล้ว ก็ไม่มีงานอื่นใดเลย
แต่ตอนนี้ งานต่างๆ กลับหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ในที่สุดก็ถึงเวลาทดสอบความสามารถของกลุ่มเกษตรกรรมของพวกเขาแล้ว!
พอคิดถึงตรงนี้ หวังต้าซู่ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เมื่อคิดอีกที สมุนไพรที่ท่านผู้นำสั่งให้ปลูกก่อนหน้านี้ก็ปลูกมาได้สักพักแล้วและไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ครั้งนี้น่าจะไม่มีปัญหาเช่นกัน
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา หวังต้าซู่ก็สงบลงได้หลายส่วนในทันที
ระหว่างนั้น หน่วยสำรวจที่นำโดยเย่จิงหงหลังจากกินข้าวเสร็จ ก็กลับไปนอนหลับสนิทอยู่ในกระโจมของตน
ช่วงเวลาที่ออกไปสำรวจภายนอกทำให้ร่างกายและจิตใจของพวกเขาสะสมความเหนื่อยล้าไว้มากเกินไป ในเวลาอาหารเย็น หากไม่มีใครมาเรียกพวกเขา การนอนครั้งนี้คงยาวไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน
“จิงหง ภารกิจสำรวจครั้งนี้พวกเจ้าลำบากกันมากแล้ว ข้าขอประกาศว่าสมาชิกทุกคนของหน่วยสำรวจจะได้รับปลาเผาทั้งตัวคนละหนึ่งตัว!”
ในยุคสมัยนี้ ไม่มีรางวัลใดจะจับต้องได้เท่าของกินอีกแล้ว
ปลาเผาเป็นอาหารหลักของพวกเขา สมาชิกเผ่าแต่ละคนจะได้รับส่วนแบ่งเพียงครึ่งตัวต่อมื้อ การได้ครอบครองปลาเผาทั้งตัวเพียงลำพังนั้นเป็นสิ่งยั่วยวนที่มากพอจะทำให้สมาชิกเผ่าคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ มองมาด้วยสายตาอิจฉา
แต่ใครก็ตามที่ได้เห็นสภาพของเย่จิงหงและคนอื่นๆ ตอนที่เพิ่งกลับมา ก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ
หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารค่ำมื้ออร่อยแล้ว ผู้คนในเผ่าก็ใกล้จะเตรียมตัวพักผ่อนกันแล้ว
และในขณะนั้นเอง สายตาของโจวซวี่ก็จับจ้องไปที่ร่างของหมาป่าร้าย
ว่าแต่ว่าหมาป่าร้าย บาดแผลบนตัวเจ้าน่าจะใกล้หายดีแล้วสินะ?
ในการต่อสู้คราวนั้น หมาป่าร้ายเนื้อตัวโชกเลือด ดูน่ากลัวยิ่งนัก แต่ความจริงแล้วล้วนเป็นเพียงบาดแผลภายนอก ประกอบกับพลังของทหารโครงกระดูกที่ค่อนข้างจำกัด บาดแผลจึงไม่นับว่าลึกเท่าใดนัก
หลังจากทายารักษาแผลของเย่เหยียนแล้ว พอได้พักผ่อนไประยะหนึ่ง บาดแผลส่วนใหญ่ก็ตกสะเก็ดหมดแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมาป่าร้ายก็รู้ได้ในทันทีว่าผู้นำคนใหม่ของพวกเขากำลังจะพูดอะไร
พูดตามตรง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในค่ายจันทราทมิฬมาระยะหนึ่ง ในใจของเขาก็ยอมรับสถานะผู้นำของโจวซวี่โดยสมบูรณ์แล้ว ความคิดที่จะท้าทายเขาในตอนแรกได้หายไปจนหมดสิ้น
บัดนี้เมื่อโจวซวี่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา หมาป่าร้ายก็ไม่ได้รู้สึกเสียหน้าแต่อย่างใด เขาเอ่ยปากตอบโดยตรงว่า…
ตอนนี้ข้าไม่คิดจะท้าประลองแล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวซวี่ก็พยักหน้าอย่างสงบ
อ้อ งั้นเจ้าก็ออกไปเตรียมตัวข้างนอกเถอะ ส่วนอาวุธ เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ ก็ให้ใช้ท่อนไม้ก็แล้วกัน
เอ๊ะ ไม่ใช่ขอรับท่านผู้นำ ข้าไม่อยากสู้แล้ว
ในตอนนี้ เมื่อมองไปยังหมาป่าร้ายที่ทำหน้าสับสนงุนงง โจวซวี่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งดังเดิม
ข้ารู้ แต่ข้าอยากสู้
สิ้นเสียงของเขา ท่วงทำนองโบราณก็แผ่ขยายออกไปพร้อมกับพลังแห่งสัจวาจา
ในชั่วพริบตา เปลวไฟวิญญาณพลันลุกโชนขึ้นในเบ้าตาที่ว่างเปล่าของเหล่าโครงกระดูก พร้อมกับเสียง ‘กรอบแกรบ’ ทหารโครงกระดูกราวห้าหกสิบร่างภายในค่ายก็ลุกขึ้นมาจากพื้น!