- หน้าแรก
- ราชันปืน กลืนยุทธภพเซียน
- บทที่ 4 พันธมิตรและเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร
บทที่ 4 พันธมิตรและเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร
บทที่ 4 พันธมิตรและเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร
บทที่ 4 พันธมิตรและเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร
“มู่ฉางฮั่ว? ฉางฮั่ว...” อาโฉ่วเกาหัวที่เหมือนรังนกของตนเอง “ชื่อแปลกดี”
(ฉางฮั่วหากแปลหตรงตัวแปลว่าแหล่งเก็บเพลิง แต่ในบริบทของพระเอกจะแปลว่า คลังแสง)
“ช่างเถอะ ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าอาฮั่วแล้วกัน ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่าอาโฉ่ว” หลังจากสรุปจบ อาโฉ่วก็วางชามเปล่าในมือลง แล้วยกหม้อขึ้นมาโดยตรง ใช้ทัพพีใหญ่ตักโจ๊กที่เหลืออยู่กินอย่างสบายอารมณ์
ฉางฮั่วแย้มยิ้มเล็กน้อย ก้มหน้าลงซดโจ๊กผักคำหนึ่ง แล้วจึงถามอาโฉ่ว
“จริงสิ ข้ามีข้อสงสัย ในเมื่อในเมืองลำบากถึงเพียงนั้น และนอกเมืองก็สามารถหาของกินได้ ทำไมพวกผู้ใหญ่เหล่านั้นถึงไม่ออกมาหาผักป่ากินนอกเมืองเหมือนเจ้าเล่า?”
“เจ้าคิดว่านอกเมืองมันอยู่รอดง่ายนักรึ?” อาโฉ่วกล่าวอย่างดูแคลน
“นอกเมืองฮวงเปียนของเรา ในเขตปลอดภัยรัศมีห้าลี้ แม้แต่หญ้าที่กินได้สักต้นก็หาไม่เจอแล้ว มีเพียงแถบชานภูเขาแดนร้างอุดรเท่านั้นถึงจะหาของกินได้ แต่เมื่อห่างจากเมืองเกินห้าลี้ไปแล้วก็เริ่มมีสัตว์ป่าปรากฏตัว อันตรายอย่างยิ่ง คนทั่วไปใครจะกล้าออกไป?”
ยังไม่ทันที่ฉางฮั่วจะเอ่ยถาม อาโฉ่วก็ถามอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง “เจ้าคงอยากจะถามใช่หรือไม่ ว่าทำไมข้าถึงไม่กลัวสัตว์ป่านอกเมือง?”
ฉางฮั่วพยักหน้า
“นั่นเป็นเพราะข้าผู้นี้โชคดีเหนือฟ้า ได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์” อาโฉ่วเริ่มเล่าเรื่องราว...
เดิมที มีครั้งหนึ่งในเมืองมีคนใจดีเห็นอาโฉ่วแล้วนึกสงสาร จึงให้เศษเงินเขามาหนึ่งชิ้น หลังจากอาโฉ่วมอบให้พรรคหมาป่าโลหิตแล้ว จ้าวลิ่วผู้นั้นดีใจจึงรางวัลให้เขาเป็นน่องไก่หนึ่งชิ้น
พอพวกจ้าวลิ่วจากไป ขอทานคนอื่นๆ ก็จะเข้ามาแย่งน่องไก่ของอาโฉ่ว อาโฉ่วที่เตรียมตัวไว้แล้วก็รีบวิ่งหนีทันที เขาหนีอย่างไม่คิดชีวิตมาตลอดทางจนถึงบริเวณป่ารอบนอกของภูเขาแดนร้างอุดร พวกผู้ใหญ่เหล่านั้นย่อมไม่กล้าไล่ตามมา
และเมื่ออาโฉ่วได้สติ เขาก็พบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในบริเวณรอบนอกของภูเขาแดนร้างอุดรซึ่งมีสัตว์ป่าปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้งแล้ว
จากนั้นอาโฉ่วก็หนีอย่างไม่คิดชีวิตอีกครั้ง โดยไม่ได้ตั้งใจก็หนีมาถึงใต้สะพานร้างที่พวกเขาอยู่ตอนนี้
พูดไปก็น่าแปลก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด หลังจากอาโฉ่วหนีมาถึงใต้สะพาน เขาก็พบว่าสะพานแห่งนี้ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างคอยปกป้องอยู่ ในรัศมียี่สิบจั้งโดยรอบกลับไม่มีสัตว์ป่าตัวไหนกล้าเข้ามาใกล้ แม้แต่ต้นไม้ก็ยังน้อยลงไปมาก
“แล้วต่อมาเจ้าได้พบหรือไม่ว่า มันเป็นเพราะเหตุใด?” ฉางฮั่วถาม
“ไม่เลย” อาโฉ่วส่ายหน้า “ข้าสำรวจทั่วทั้งสะพานอย่างละเอียดแล้ว ก็ไม่พบสถานที่พิเศษอันใด”
ฉางฮั่วกวาดตามองไปรอบๆ หนึ่งรอบ นอกจากลำธารที่ไหลรินอยู่ใกล้ๆ และเสียงร้องของสัตว์ป่าที่ดังแว่วมาจากแดนไกลแล้ว เขาก็มองไม่เห็นความพิเศษอื่นใดจริงๆ
ทั้งสองคนกินอาหารเย็นเสร็จ อาโฉ่วเก็บภาชนะไปล้างที่ริมลำธาร ส่วนฉางฮั่วก็นั่งขัดสมาธิเข้าฌาน
เรื่องที่เพิ่งจะตกลงร่วมมือกับอาโฉ่วไปนั้น ฉางฮั่วไม่ได้คิดจะไปขอทานหรือทำไร่ไถนากับเขาจริงๆ
ในชาติก่อนเขาเป็นถึงราชันนักฆ่า ฉางฮั่วนับว่ามีวิธีการมากมายที่จะทำให้ตนเองกับอาโฉ่วอยู่รอดในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ได้ ทั้งยังสามารถอยู่ได้อย่างดีอีกด้วย ฉางฮั่วเชื่อว่าตนเองมีความสามารถเช่นนั้น
เพียงแต่ร่างกายของขอทานน้อยในชาตินี้ช่างอ่อนแอเกินไป เป้าหมายอันดับแรกคือต้องใช้วิชาบำเพ็ญเพียรที่เรียนรู้มาจากชาติก่อนฝึกฝนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย นี่คือหลักประกันพื้นฐานที่สุดในการอยู่รอด หากต้องการอยู่รอด ก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นก่อน!
ในชาติก่อนตอนที่เป็นนักฆ่า พ่อบุญธรรมของฉางฮั่วได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาลมปราณให้ฉางฮั่วชุดหนึ่ง นั่นคือเคล็ดวิชาลมปราณไร้นามที่ใช้คู่กับเพลงมวยโบราณสำหรับการลอบสังหารที่เรียกว่าดรรชนีตัดชีพจร
ใช่แล้ว มันคือเคล็ดวิชาไร้นาม ส่วนเหตุผลที่เคล็ดวิชานี้สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสำนักนักฆ่าของฉางฮั่ว แต่กลับไม่มีชื่อเรียกที่โดดเด่นนั้น เขาก็มิอาจทราบได้
อย่างไรก็ตาม มันสืบทอดกันมาเช่นนี้ จึงไม่มีผู้ใดคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะพวกเขาเป็นนักฆ่า ไม่จำเป็นต้องไปป่าวประกาศให้ใครรู้ว่าตนเองได้เรียนยอดวิชาไร้เทียมทานอย่างแส้สายฟ้าห้าประสานอะไรเทือกนั้น
ในชาติก่อน ฉางฮั่วได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณชุดนี้จนถึงขั้นที่สามแล้ว
แม้จะไม่สามารถทำได้อย่างที่ในนิยายกำลังภายในกล่าวไว้ว่าเด็ดบุปผาโปรยใบไม้ ทำลายศิลาได้ แต่การเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงนั้นไม่มีปัญหา เมื่อฝึกถึงขั้นที่สาม ก็จะมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปถึงเจ็ดแปดเท่า ทั้งยังสามารถส่งพลังไปถึงปลายนิ้วได้แล้ว ขอเพียงถูกจี้ถูกจุดสำคัญ เบาะๆ ก็พิการ หนักเข้าก็ถึงตาย
และเป็นเพราะได้ฝึกฝนเพลงมวยลอบสังหารชุดนี้ ฉางฮั่วจึงสามารถเป็นนักฆ่าระดับราชันย์ชั้นแนวหน้าที่ไม่มีจุดอ่อนทั้งการซุ่มยิงระยะไกลและการต่อสู้ระยะประชิด!
เพราะมีประสบการณ์การฝึกฝนเกือบยี่สิบปีจากชาติก่อน ในตอนนี้เมื่อฉางฮั่วโคจรเคล็ดวิชาไร้นาม จึงทำได้อย่างคล่องแคล่วคุ้นเคย
เพียงแต่สิ่งที่ฉางฮั่วคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่เริ่มโคจรเคล็ดวิชา เขาก็พบว่าพลังปราณสวรรค์และปฐพีของโลกนี้ช่างหนาแน่นอย่างน่าตกใจ!
ในชาติก่อนที่อยู่บนโลก เขาต้องใช้เวลาฝึกฝนถึงสามปีเต็มจึงจะบรรลุถึงปลายสุดขั้นที่หนึ่ง กว่าจะถึงปลายสุดขั้นที่สองก็ใช้เวลาไปหกปี หลังจากนั้นในแต่ละขั้น เวลาที่ต้องใช้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
แต่ในตอนนี้ที่เพิ่งจะเริ่มฝึกฝน เขาก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณสวรรค์และปฐพีอันหนาแน่นของโลกนี้ ราวกับแม่น้ำที่ไหลย้อนกลับ ทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างมหาศาล แปรเปลี่ยนเป็นกำลังภายใน ไหลเข้าสู่ตันเถียน เมื่อโคจรครบหนึ่งรอบ กลับบรรลุถึงปลายสุดขั้นที่หนึ่งไปแล้ว!
เขาห่างจากขั้นที่สองเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ฉางฮั่วหยุดลง ในตอนนี้ เขารู้สึกว่าตันเถียนของตนเองเปี่ยมล้นอย่างยิ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยพละกำลัง!
ต้องรู้ไว้ว่า เท่าที่ฉางฮั่วทราบ ผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณของดรรชนีตัดชีพจรได้สูงสุดในชาติก่อน ก็คือพ่อบุญธรรมของเขา แต่ก็เป็นเพียงเพิ่งจะสัมผัสถึงขอบเขตขั้นที่สี่เท่านั้น
แม้สำหรับคนทั่วไปจะถือว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์ ยังไม่ถึงระดับเหนือมนุษย์ ซึ่งนี่ก็เกี่ยวข้องกับพลังปราณที่เบาบางของโลกด้วย เมื่อกำลังภายในถึงขั้นที่สี่แล้วก็ใกล้จะถึงขีดจำกัด ยากที่จะก้าวหน้าต่อไปได้อีก
แต่ทว่า ในตอนนั้นพ่อบุญธรรมเคยบอกกับเขาว่า เคล็ดวิชาลมปราณชุดนี้สามารถฝึกฝนได้สูงสุดถึงสิบสองชั้นฟ้าในตำนาน บรรลุถึงขอบเขตก่อนสวรรค์กำเนิด
และขอเพียงทะลวงถึงขั้นที่หก ก็จะสามารถทำได้อย่างในนิยายกำลังภายในจริงๆ คือสามารถทำลายศิลา เด็ดบุปผาโปรยใบไม้ได้ในทุกท่วงท่า!
หากสามารถฝึกฝนถึงระดับสูงสุดในตำนานคือสิบสองชั้นฟ้าได้ ไม่เพียงแต่จะสามารถเหินหาวได้เท่านั้น ว่ากันว่ายังสามารถใช้กำลังภายในแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้สารพัด เมื่อถึงตอนนั้นก็จะเป็นบุคคลระดับเซียนในตำนานไปแล้ว
ฉางฮั่วกำหมัดแน่น ดวงตาค่อยๆ เปล่งประกาย ที่โลกนั้นบางทีขั้นที่หกอาจเป็นเพียงตำนาน แต่ในโลกที่พลังปราณอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าจะบรรลุถึงขอบเขตก่อนสวรรค์กำเนิดขั้นที่สิบสองหรือไม่ ฉางฮั่วมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถฝึกฝนถึงขอบเขตก่อนสวรรค์กำเนิดขั้นที่เก้าได้!
เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ามือทะลวงอากาศ ดรรชนีหกชีพจร ปราณกระบี่ ปราณดาบ และอื่นๆ ล้วนไม่ใช่เรื่องยาก!
“เจ้า... กำลังฝึกยุทธ์รึ?”
เสียงหนึ่งขัดจังหวะความคิดอันพลุ่งพล่านในใจของฉางฮั่ว
ฉางฮั่วหันไปมอง ที่แท้อาโฉ่วไม่รู้ว่ามานั่งอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ใช้มือเท้าคาง จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
“ถูกต้อง นั่งสมาธิฝึกยุทธ์ สามารถเร่งการรักษาอาการบาดเจ็บของข้าได้”
ฉางฮั่วเก็บพลังแล้วลุกขึ้นยอมรับอย่างเปิดเผย การฝึกฝนเมื่อครู่นี้ เขาพบว่าความเจ็บปวดบนร่างกายและหน้าอกของตนเองดีขึ้นกว่าครึ่งแล้ว ตอนนี้สามารถฝืนยืนขึ้นได้บ้าง บนร่างกายก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
“แค่รักษาอาการบาดเจ็บเท่านั้นรึ? แล้วมันทำให้คนแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่? เก่งกาจขึ้นมากๆ น่ะ?”
ฉางฮั่วชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตอบ
“แน่นอนว่าได้”
เมื่อได้ยินคำตอบที่แน่ชัดของฉางฮั่ว อาโฉ่วก็กระโดดขึ้นอย่างตื่นเต้น ไม่ได้ถามว่าทำไมขอทานน้อยอย่างฉางฮั่วถึงฝึกยุทธ์เป็น เพียงแต่ถามอย่างจริงจังว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าช่วยสอนข้าได้หรือไม่?”
“เจ้าอยากฝึกวรยุทธ์?”
“ใช่แล้ว เจ้าสอนข้าได้หรือไม่?”