เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 ปรมาจารย์ปืนเทวะ

บทที่ 1 ปรมาจารย์ปืนเทวะ

บทที่ 1 ปรมาจารย์ปืนเทวะ


บทที่ 1 ปรมาจารย์ปืนเทวะ

แกรก... ขบวนรถยนต์ขบวนหนึ่งหยุดลงเบื้องหน้าโรงแรมระดับห้าดาว

จากนั้น ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาของเหล่าบอดี้การ์ดผู้มีสีหน้าดุดันนับสิบคน ชายวัยกลางคนผมสีทองตาสีฟ้าในชุดสูทภูมิฐาน ผู้เปี่ยมด้วยรัศมีสง่างาม ก็ก้าวลงมาจากรถ

แต่ทันทีที่ชายวัยกลางคนก้าวลงจากรถ ยังไม่ทันได้ยืนตัวตรงดี พลันเกิดเสียงระเบิดดัง ‘ปัง’ ขึ้น ศีรษะครึ่งซีกของชายวัยกลางคนระเบิดกระจาย!

ชั่วพริบตา ที่เกิดเหตุโกลาหลวุ่นวาย บ้างก้มลงไปดูผู้เสียชีวิต บ้างรีบหาที่กำบังเพื่อหลบซ่อน บ้างก็รีบชักปืนขึ้นมาสอดส่ายสายตามองหาเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน ณ ตึกสูงที่อยู่ห่างออกไปถึงสามพันหกร้อยเมตร!

มีชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ ผมสั้นสีดำ ใบหน้าเย็นชา กำลังซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงเตี้ยๆ บนดาดฟ้า พลางถอดชิ้นส่วนปืนไรเฟิลซุ่มยิงกระบอกหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เห็นได้ชัดว่า บุคคลผู้นี้คือมือปืนซุ่มยิงที่ก่อเหตุการณ์นองเลือดซึ่งอยู่ห่างออกไปสามพันหกร้อยเมตรนั่นเอง

ผู้ที่มีความรู้เรื่องอาวุธปืนอยู่บ้างย่อมทราบดีว่า ก่อนหน้านี้ สถิติการลอบสังหารจากระยะไกลที่สุดในสมรภูมิจริงของโลก ถูกสร้างขึ้นโดยพลซุ่มยิงชาวแคนาดา ด้วยปืนไรเฟิลซุ่มยิงรุ่น TAC - 50 ด้วยระยะทางสามพันห้าร้อยสี่สิบเมตร

แต่วันนี้ ชายหนุ่มที่ดูเหมือนอายุเพียงยี่สิบปีเศษคนนี้ ได้ทำลายสถิตินั้นลงแล้ว!

และอาวุธที่เขาใช้ ก็คือปืนไรเฟิลซุ่มยิงบาร์เร็ตต์ M82A1!

หากเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับปืนไรเฟิลซุ่มยิงบาร์เร็ตต์เป็นอย่างดี ก็จะพบว่าปืนบาร์เร็ตต์ที่กำลังถูกถอดชิ้นส่วนอย่างรวดเร็วกระบอกนี้ ยังเป็นปืนที่ผ่านการดัดแปลงมาแล้ว!

ในฐานะนักฆ่า การที่สามารถดัดแปลงปืนบาร์เร็ตต์ ทั้งยังใช้มันยิงเป้าหมายจากระยะสามพันหกร้อยเมตรได้สำเร็จ ทำลายสถิติโลก นี่นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก

แต่ทว่า ชายหนุ่มผู้นี้กลับทำได้!

เพราะเขาคือปรมาจารย์ปืนเทวะและนักฆ่าที่เก่งกาจที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน “โหยวหลิง(ภูตวิญญาณ)”!

ณ เวลานี้ โหยวหลิงใช้เวลาไม่ถึงสองนาที เขาก็ถอดชิ้นส่วนปืนบาร์เร็ตต์ดัดแปลงออกเป็นชิ้นๆ ยัดใส่ลงในกระเป๋าเป้สีดำใบหนึ่ง จากนั้นก็สะพายขึ้นหลัง แล้วออกตัววิ่งทะยานข้ามไปมาระหว่างตึกสูงระฟ้า

คาดไม่ถึงว่า ราชันนักฆ่าในตำนานคนนี้ จะเป็นยอดฝีมือด้านปากัวร์อีกด้วย!

โหยวหลิงวิ่งกระโจนไปตลอดทาง ในเวลาไม่นานก็หนีห่างจากที่เกิดเหตุไปหลายช่วงตึกแล้ว จากนั้นจึงแวบเข้าไปในอาคารเก่าแก่หลังหนึ่ง

ตอนที่โหยวหลิงเข้าไปในอาคาร เขาก็กลับด้านเสื้อแจ็กเก็ตสีดำออกมาใส่ สวมแว่นกันแดด ในพริบตาก็กลายร่างเป็นนักเดินทางสะพายเป้ที่ไม่เป็นที่น่าสังเกต

โหยวหลิงลงลิฟต์มายังชั้นหนึ่ง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวามาถึงหน้าบริษัทขนส่งพัสดุแห่งหนึ่ง เขาแกว่งกระเป๋าเป้ในมือไปมาอย่างสบายๆ พลางสังเกตการณ์รอบด้านอย่างไม่จงใจ

เมื่อเข้าใกล้รถไปรษณีย์คันหนึ่งที่จอดอยู่ในช่องจอดรถหน้าประตู เขาก็ย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว มุดเข้าไปใต้ท้องรถไปรษณีย์ที่อยู่ข้างๆ แล้วเหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นไปติดไว้กับแชสซีของรถ

ที่แท้ บนกระเป๋าเป้มีแม่เหล็กติดตั้งอยู่ มันจึงยึดติดกับแชสซีของรถไปรษณีย์อย่างแน่นหนาในทันที

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น โหยวหลิงก็มุดออกมาจากอีกด้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินไปยังรถสปอร์ตคันหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วขับรถจากไปอย่างสง่างาม

ส่วนปืนบาร์เร็ตต์ดัดแปลงกระบอกนั้น เมื่อถึงที่หมายก็ย่อมมีคนคอยจัดการเก็บกวาดอยู่แล้ว

โหยวหลิงขับรถมาตลอดทางจนถึงท่าเรือร้างห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่ง

ขณะนี้ ณ ริมท่าเรือมีรถเก๋งสีดำคันหนึ่งจอดอยู่แล้ว ข้างรถมีชายวัยกลางคนสวมเสื้อโค้ตสีเทายืนอยู่

ขมับทั้งสองข้างของชายวัยกลางคนผู้นี้เริ่มมีผมขาวแซมอยู่บ้าง แต่กลับดูมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะดวงตาของเขาที่ราวกับมีประกายแสงคมกริบสองสาย ทว่าภายใต้ประกายแสงนั้นกลับซ่อนแววหม่นหมองไว้จางๆ

โหยวหลิงลงจากรถ เดินมาอยู่หน้าชายวัยกลางคน ดวงตาหลังแว่นกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณอาชีพ จากนั้นจึงถอดแว่นออกอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเอ่ยเรียกชายวัยกลางคนอย่างนอบน้อมว่า “พ่อบุญธรรม”

“อืม”

ชายวัยกลางคนขานรับ พยักหน้าเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “จัดการเรียบร้อยแล้ว?”

“ครับ” โหยวหลิงพยักหน้าตอบ

ชายวัยกลางคนหัวเราะฮ่าๆ “ดีมาก ตั้งแต่เล็กจนโตลูกไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังเลย! ในวงการนักฆ่า ลูกคืออันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย!”

โหยวหลิงไม่ได้ตอบอะไร เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น... ตามสัญญา ผม...”

เมื่อชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้น รอยยิ้มก็พลันหุบลงทันที ดวงตาทั้งสองจ้องเขม็งมาที่โหยวหลิงแล้วกล่าวว่า “ลูก... ตัดสินใจจะไปจริงๆ ใช่ไหม?”

“ครับ” โหยวหลิงสบตากับชายวัยกลางคนอย่างสงบ ตอบกลับอย่างหนักแน่น

ชายวัยกลางคนจ้องมองโหยวหลิงอย่างล้ำลึก เป็นเวลานานกว่าจะส่ายหน้าช้าๆ แล้วถอนหายใจ “เฮ้อ ช่างเถอะ! ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้ว งั้นก็ไปเถอะ เพียงแต่หลังจากนี้ ไม่รู้ว่าเราสองพ่อลูกจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่?”

เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนพูดเช่นนี้ ในใจของโหยวหลิงก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่งไม่ได้

เขาเคยคิดถึงผลลัพธ์ไว้มากมาย เขาคิดว่าพ่อบุญธรรมอาจจะไม่รักษาสัญญา ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งบีบบังคับให้เขาอยู่ต่อ หรือกระทั่งอาจจะซุ่มคนไว้จัดการเขาเพื่อไม่ให้จากไป

แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่าพ่อบุญธรรมจะพูดถ้อยคำเช่นนี้ออกมา

“ผม... ผมจะกลับมาเยี่ยมท่านในภายภาคหน้า...”

“ไม่ต้อง” ชายวัยกลางคนขัดจังหวะด้วยสีหน้าหงอยเหงา

“นิสัยของลูกพ่อรู้ดี วันนี้เมื่อจากกันไปแล้ว พ่อบุญธรรมคนนี้เกรงว่าจะไม่ได้พบลูกอีกตลอดกาล”

“เฮ้อ ถึงลูกจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อ แต่พ่อก็ดูแลเหมือนลูกในไส้มาตลอด บางทีลูกอาจจะรู้สึกว่าพ่อเข้มงวดกับลูกเกินไป แต่นั่นก็เพราะพ่อหวังว่าลูกจะสามารถสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างของพ่อได้!”

“พ่อบุญธรรม ผม...”

“พอเถอะ” ชายวัยกลางคนโบกมือ “พ่อรู้ว่าความปรารถนาของลูกไม่ได้อยู่ที่นี่ ดั่งคำกล่าวที่ว่าไม่มีใครรู้จักลูกดีเท่าพ่อ พ่อรู้จักนิสัยของลูกดี เมื่อตัดสินใจเรื่องใดแล้ว ลูกไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

“การจากกันในวันนี้ บางทีเราอาจจะไม่ได้พบกันอีกตลอดไปจริงๆ ความต้องการของพ่อก็ไม่มาก แค่อยาก... แค่อยากจะกอดลูกสักครั้ง มาคิดดูตอนนี้ ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อดูเหมือนจะยังไม่เคยกอดลูกดีๆ เลยสักครั้งนี่ ใช่ไหม?”

ขณะที่พูด ชายวัยกลางคนผู้ดูราวกับชราภาพลงไปมากในทันที จากนั้นก็ค่อยๆ กางแขนทั้งสองข้างออกอย่างสั่นเทา

“พ่อบุญธรรม!” โหยวหลิงอดรนทนไม่ไหว โผเข้ากอดชายวัยกลางคนไว้แน่น

ตั้งแต่เล็กจนโต เขาต้องเข้ารับการฝึกฝนทักษะนักฆ่าอันโหดเหี้ยมสารพัดรูปแบบ เฉียดตายครั้งแล้วครั้งเล่า

แม้ว่าหลังจากได้เป็นนักฆ่าแล้ว พ่อบุญธรรมจะดีกับเขาไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยแสดงความรักฉันพ่อลูกต่อหน้าเขาเช่นวันนี้มาก่อน

ชั่วขณะหนึ่ง ในใจของโหยวหลิงที่ได้สัมผัสกับความรักของครอบครัวเป็นครั้งแรก ในใจก็เริ่มสับสนวุ่นวายขึ้นมาบ้าง

ทันใดนั้น สัญญาณเตือนภัยก็ปรากฏขึ้นในใจของโหยวหลิง สัญชาตญาณระวังภัยที่ฝึกฝนมาจากการเป็นนักฆ่านานปี ทำให้เขากำลังจะเคลื่อนไหว ทว่ามันสายเกินไปแล้ว

ในขณะที่โหยวหลิงรู้สึกเจ็บแปลบที่หลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ เขาก็ซัดเท้าเตะชายวัยกลางคนกระเด็นออกไป

“พรวด!” ชายวัยกลางคนพ่นเลือดออกมาคำหนึ่ง แล้วอาศัยแรงนั้นถอยหลังไปห้าก้าว รักษาระยะห่างที่ค่อนข้างปลอดภัยกับโหยวหลิงแล้วจึงหยุดลง

โหยวหลิงกุมลำคอของตนเอง เขารู้ว่าตนเองถูกพิษร้ายแรงอย่างยิ่งยวดเข้าแล้ว!

โหยวหลิงเงยหน้าขึ้น มองไปยังมือขวาของชายวัยกลางคนที่สวมแหวนอยู่ด้วยความเจ็บปวด บนเข็มเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากแหวนโบราณวงนั้น กำลังส่องประกายสีน้ำเงินจางๆ

“ทำไม?”

“ทำไม? ทำไมเนี้ยนะ? ฮ่าฮ่าฮ่า...” ชายวัยกลางคนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

“แกรู้หรือไหมว่าเพื่อที่จะฝึกฝนแกให้เป็นราชันนักฆ่ารุ่นใหม่ ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากเท่าไหร่? แกคือผลงานชิ้นเอกที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยพลังทั้งชีวิต! เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!”

ชายวัยกลางคนคำราม ใบหน้าบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ “แต่ตอนนี้! แกกลับบอกว่าจะจากฉันไป? ไปไล่ตามเป้าหมายชีวิตบ้าบออะไรนั่น!”

“ฉันให้โอกาสแกแล้ว ขอเพียงแกยอมอยู่ต่อ ในอนาคตทุกสิ่งทุกอย่างของฉันก็จะเป็นของแก!”

“แต่แกก็ยังคิดจะตีจากฉันไป! นี่คือการทรยศ! ทรยศอย่างโหดเหี้ยม!!”

“เฮะๆๆ...”

พลันเห็นเขาชักปืนพกออกมาหนึ่งกระบอก เล็งไปที่โหยวหลิงแล้วยิ้มอย่างเย็นยะเยือก “ดังนั้น ฉันต้องการให้แกตาย! หลังจากแกตายแล้ว ฉันจะนำแกไปสตาฟฟ์ แบบนั้น แกก็จะไม่มีวันจากฉันไปไหนอีกแล้ว! ฮ่า... ฮ่าฮ่าฮ่า...”

“...”

โหยวหลิงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องมองชายวัยกลางคนอย่างเงียบงัน

จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น “ปัง!” หนึ่งนัด เบื้องหน้าของโหยวหลิงพลันมืดดับลง แล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

จบบทที่ บทที่ 1 ปรมาจารย์ปืนเทวะ

คัดลอกลิงก์แล้ว