- หน้าแรก
- โต้วหลัวราชามังกร อีกาทองผลาญฟ้า
- บทที่ 15 เข้าสู่แท่นเลื่อนวิญญาณอีกครั้ง
บทที่ 15 เข้าสู่แท่นเลื่อนวิญญาณอีกครั้ง
บทที่ 15 เข้าสู่แท่นเลื่อนวิญญาณอีกครั้ง
ยามเช้าตรู่ ณ สำนักงานใหญ่สมาคมช่างตีเหล็กเมืองเทียนโต้ว
รถลีมูซีนหรูหราค่อยๆ แล่นออกมาอย่างนุ่มนวล ภายในห้องโดยสาร กู่เยว่น่านั่งอยู่บนโซฟาหนานุ่ม แหงนหน้ามองเพดานประดับแสงดาว ดวงตาสีม่วงของนางทอประกายระยิบระยับล้อแสงไฟ
เหลิ่งเหยาจูมองกู่เยว่น่าแล้วยิ้มหวาน "น่าเอ๋อร์ ชอบเพดานแสงดาวนี่ไหม? ต่อไปนี้รถคันนี้จะเป็นรถส่วนตัวสำหรับเดินทางของเจ้านะ"
"ท่านอาจารย์ นี่มัน..." กู่เยว่น่ารู้สึกลำบากใจเล็กน้อย นางเพิ่งจะมาเป็นศิษย์ได้ไม่นาน ไฉนถึงได้รับรถหรูหราขนาดนี้?
ลูยาดูเหมือนจะมองเห็นความอึดอัดใจของกู่เยว่น่า จึงวางมือลงบนมือนางเบาๆ "ไม่ต้องกังวล เจ้าแค่มีสิทธิ์ใช้มัน รถคันนี้ยังเป็นของหอคอยบรรพชนวิญญาณ ในฐานะศิษย์ของรองเจ้าหอคอยเหลิ่ง ยานพาหนะก็ต้องสมฐานะหน่อย"
เขานึกย้อนไปถึงเมื่อคืนที่ปรึกษากับลุงใหญ่เรื่องการหาอาจารย์ดีๆ ให้น่าเอ๋อร์ล่วงหน้า ไม่นึกเลยว่าเจิ้นฮัวจะส่งนางเข้าหอคอยบรรพชนวิญญาณโดยตรง บางทีนี่อาจเป็นแรงผลักดันจากเจตจำนงของโลก หรือฝีมือของเทพสมุทรคนนั้น เนื้อเรื่องจึงดำเนินไปในทิศทางคล้ายต้นฉบับอีกครั้ง
ราชันย์เทพช่างร้ายกาจนักที่คำนวณมาถึงขั้นนี้ได้ ยอดฝีมือระดับราชันย์เทพนี่น่ากลัวจริงๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น กู่เยว่น่าก็พยักหน้า อาจเป็นเพราะอิทธิพลจากความทรงจำของน่าเอ๋อร์ ลึกๆ ในใจนางจึงรู้สึกเชื่อใจลูยาอย่างประหลาด
เหลิ่งเหยาจูมองดูเด็กทั้งสอง ราวกับกุมารทองและธิดาหยก ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นในดวงตา นางนึกสงสัยว่าศิษย์ของนางจะล่อลวงว่าที่กษาปณ์จารย์ในอนาคตให้มาเข้าพวกกับหอคอยบรรพชนวิญญาณได้หรือไม่
คิดได้ดังนั้น นางก็เอ่ยขึ้น "น่าเอ๋อร์ ไม่ต้องเกร็งหรอก ถือซะว่าเป็นของขวัญรับขวัญศิษย์จากอาจารย์ก็แล้วกัน แค่รถคันเดียว หอคอยบรรพชนวิญญาณมีถมเถไป"
ภายในรถ กู่เยว่น่ากล่าวเสียงเบา "ขอบคุณค่ะ ท่านอาจารย์"
เหลิ่งเหยาจูพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยิน ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เปี่ยมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
หลังจากรับของขวัญ นัยน์ตาของกู่เยว่น่าไหวระริกราวกับมีดวงดาวเริงระบำอยู่ภายใน
มองทิวทัศน์ที่ผ่านไปนอกหน้าต่างรถ แววตาประหลาดใจฉายชัด ความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกมนุษย์ทำให้นางหลงใหล ราวกับหลุดเข้ามาในโลกมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ไม่รู้จบ
รถเลี้ยวเข้าจอดในลานจอดรถในร่มอย่างนิ่มนวล คนขับรีบลงมาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม เหลิ่งเหยาจูก้าวลงมาอย่างสง่างามเป็นคนแรก ตามด้วยกู่เยว่น่าและลูยา ทั้งหมดเดินเข้าสู่หอคอยบรรพชนวิญญาณ
พวกเขาขึ้นลิฟต์ แทนที่จะขึ้นไปชั้นบนสุดที่เหลิ่งเหยาจูมักจะใช้สอนหนังสือ ลิฟต์กลับพาลงไปข้างล่างสุด
"พี่... อาจารย์ครับ ทำไมวันนี้เราลงไปข้างล่างล่ะ?" ลูยาถามด้วยความงุนงง แม้วิธีการสอนเขาและกู่เยว่น่าจะต่างกัน แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนี้
"ข้าอยากดูความสามารถของกู่เยว่น่าให้ละเอียด จะได้วางแผนการฝึกฝนให้นางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนเจ้า ก็แค่ตัวประกอบ จำไว้นะว่าต้องปกป้องน้องสาวให้ดี" เหลิ่งเหยาจูตอบพร้อมรอยยิ้มหวาน
ลูยาอึ้งไปเล็กน้อย ให้ข้าปกป้องประมุขร่วมแห่งเผ่าสัตว์วิญญาณไม่ให้ถูกสัตว์วิญญาณในแท่นเลื่อนวิญญาณทำร้ายเนี่ยนะ?! นี่มันเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนชัดๆ
ประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ลูยาจำใจเดินตามทั้งสองเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์
เขาลงไปนอนใน "โลงศพ" อย่างเงียบๆ และหลับตาลง หลังผ่านความมืดมิดชั่วครู่ เขาก็เข้าสู่อีกโลกหนึ่งอีกครั้ง
ลูยาก้าวเข้าสู่ผืนป่าในแท่นเลื่อนวิญญาณ ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า แสงแดดลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นหย่อมๆ
สิ้นเสียงตะโกนต่ำ วิญญาณภูต 'ต้าเผิง' ก็ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ ขนสีทองอร่ามตา ปีกกว้างราวกับจะบดบังดวงอาทิตย์ ลูยาเอ่ยเสียงเข้ม "ต้าเผิง ไปช่วยข้าตามหากู่เยว่น่าที"
ต้าเผิงส่งเสียงร้องกึกก้องจนต้นไม้สั่นสะเทือน ก่อนจะกระพือปีกสีทองสร้างพายุหมุนพัดวูบ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อบินขึ้นเหนือเมฆ สายตาของต้าเผิงดุจสายฟ้าฟาดกวาดมองไปรอบทิศ ครู่ต่อมา มันส่งเสียงร้องใสดั่งนกอินทรีทะลุฟ้า บินวนเพื่อล็อกทิศทางเป้าหมาย
มือกำน้ำเต้าสังหารเซียนไว้แน่น แววตาของลูยาแน่วแน่ เขาก้าวยาวๆ ตามการนำทางของต้าเผิง ร่างค่อยๆ เลือนหายไปในป่าลึก
อีกด้านหนึ่งของป่า กู่เยว่น่าเดินเข้าไปในป่าทึบกว้างใหญ่ที่แสงและเงาวูบไหว ดวงตาเปี่ยมด้วยความอัศจรรย์ใจขณะลูบไล้ต้นไม้โบราณ พึมพำกับตัวเอง "สมจริงขนาดนี้ แต่กลับรู้สึกเหมือนภาพมายา นี่คือผลึกแห่งภูมิปัญญาเทคโนโลยีเครื่องมือวิญญาณงั้นหรือ?" ความตื่นตะลึงนี้ทำให้นางยากจะสงบจิตใจ มนุษย์แข็งแกร่งกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดถึงความรับผิดชอบในฐานะประมุขร่วมแห่งเผ่าสัตว์วิญญาณ คำพูดของลูยายังดังก้องในหู นางเข้าใจดีว่าต้องละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัวและเห็นแก่เผ่าพันธุ์เป็นสำคัญ คิดได้ดังนั้น นางก็สูดหายใจลึก แววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น นางรู้ดีว่าความอยู่รอดของเผ่าสัตว์วิญญาณวางอยู่บนบ่าของนางแต่เพียงผู้เดียว
กู่เยว่น่าเดินหน้าต่อ ตระหนักดีถึงสถานการณ์เลวร้ายของเหล่าสัตว์วิญญาณในตอนนี้ ภายนอกป่าซิงโต่ว สามขั้วอำนาจใหญ่—เชร็ค สำนักถัง และหอคอยบรรพชนวิญญาณ—เฝ้ารอขย้ำดั่งฝูงหมาป่าหิวโซ หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวการโต้กลับจากตี้เทียนและสัตว์ร้ายตนอื่น ป่านนี้พื้นที่ที่เหลืออยู่ของป่าซิงโต่วคงถูกยึดครองไปหมดแล้ว
นางรู้ชัดว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกคือการหาสถานที่ปลอดภัยให้เหล่าสัตว์วิญญาณได้อยู่อาศัยและขยายเผ่าพันธุ์โดยไม่ต้องหวาดระแวง นางเข้าใจว่าการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่ให้ได้ก่อนเท่านั้น สัตว์วิญญาณถึงจะสั่งสมกำลังและรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อโต้กลับมนุษย์ได้
ด้วยพลังในตอนนี้ นางยังไม่อาจสร้างโลกใบเล็กเพื่อรองรับเผ่าสัตว์วิญญาณจำนวนมหาศาลขนาดนั้นได้
กู่เยว่น่าเดินผ่านป่าด้วยฝีเท้าเบาหวิว คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่กำลังพุ่งตรงมาหานางอย่างรวดเร็ว นางหยุดเดินและยืนนิ่งรอคอย
ไม่นานนัก เสียงกระพือปีกดังแว่วมาจากท้องฟ้า นกต้าเผิงบินวนเหนือศีรษะกู่เยว่น่าดั่งพายุสีทอง แรงลมจากการกระพือปีกขนาดมหึมาทำให้ใบไม้ปลิวว่อน
ทันใดนั้น ลูยาก็วิ่งออกมาจากป่า ฝีเท้าเร่งรีบและแววตาร้อนรน ตรงดิ่งมาหากู่เยว่น่า ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง
"น่าเอ๋อร์ ในที่สุดก็เจอเจ้าแล้ว!" น้ำเสียงของลูยาสงบนิ่งดั่งสายน้ำ ราวกับผิวน้ำในทะเลสาบยามฤดูใบไม้ร่วงที่ไร้ระลอกคลื่น การวิ่งระยะไกลไม่ได้ทิ้งร่องรอยความเหนื่อยล้าไว้บนตัวเขาแม้แต่น้อย
กู่เยว่น่ากอดอก สายตาเหลือบมอง เส้นผมสีเงินปลิวไสวตามลมดั่งแสงที่ไหลริน ผมสองปอยที่ชี้ตั้งบนศีรษะไหวไปตามสายลม
นางแค่นเสียงเบาๆ แล้วบ่นอย่างซึนเดเระ "ลูยา เจ้าช้าจัง" สีหน้าของนางเหมือนจะบอกว่า "คุณหนูผู้นี้รอตั้งนานแล้ว รู้ไหมว่าร้อนใจแค่ไหน?"
ถึงกระนั้น ความดีใจก็ยังซ่อนอยู่ในดวงตาสีม่วงคู่นั้น
ทั้งสองมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของแท่นเลื่อนวิญญาณด้วยกัน ร่างของพวกเขาค่อยๆ เลือนหายไปในระยะไกล
เหลิ่งเหยาจูในชุดคลุมผ้าโปร่งบางเดินเข้ามาในห้องมอนิเตอร์ สายลมอ่อนๆ พัดผ่านทำให้ชายผ้าพลิ้วไหว รูปร่างของนางงดงามราวกับเดินออกมาจากภาพวาด สง่างามและชวนมอง
ดวงตาลึกล้ำของนางราวกับบรรจุทะเลดาราไว้ภายใน ขณะจ้องมองร่างของเด็กทั้งสองเงียบๆ ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย
นางยกมือขึ้นแตะหน้าจอเบาๆ เกิดเสียงใสกังวาน ภาพซูมเข้าไปใกล้ สายตาของนางคมกริบขณะจับจ้องไปที่ทั้งสองบนหน้าจอ นางกระซิบแผ่วเบา "เจอกันแล้วสินะ? ไหนขอดูพรสวรรค์ของน่าเอ๋อร์กับความแข็งแกร่งของลูยาหน่อยซิ" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น แฝงด้วยความคาดหวังและความอยากรู้อยากเห็น
ทันใดนั้น เสียงคำรามต่ำก็ดังลอดออกมาจากมอนิเตอร์ สั่นสะเทือนจนใบไม้ไหว
ฝูงหมาป่าพุ่งทะยานออกมาดั่งเกลียวคลื่น หมาป่าทองคำสีเหลืองอร่ามและหมาป่าจันทราเงินสีเงินยวงเคลื่อนที่ประสานกัน ล้อมกรอบลูยาและกู่เยว่น่าไว้
หมาป่าทองคำมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เหมือนก้อนหินเดินได้ ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคง ส่วนหมาป่าจันทราเงินนั้นปราดเปรียว รายล้อมด้วยธาตุทั้งหก ได้แก่ น้ำ ไฟ ดิน ลม ความมืด และแสงสว่าง เปล่งประกายแสงลึกลับ นอกจากพวกมันจะใช้พลังมิติไม่ได้แล้ว พวกมันก็แทบจะเป็นราชามังกรเงินขนาดย่อมเลยทีเดียว
"ระวัง!" ลูยาตะโกนลั่น รีบเอาตัวเข้าบังกู่เยว่น่าไว้ด้านหลัง สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองฝูงหมาป่า
ดวงตาสีม่วงของกู่เยว่น่าสะท้อนภาพใบหน้าของลูยา นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเบา "แค่จัดการราชาหมาป่าจันทราเงินพันปีที่ซ่อนอยู่ในป่าตัวนั้น การโจมตีของฝูงหมาป่าก็จะพังทลาย แต่ว่า... เจ้าทำอะไรน่ะ?!"
ลูยาเมินเฉยต่อกู่เยว่น่า แล้วกระซิบเพียงแผ่วเบา "เชิญสมบัติ หันกลับมา"
กู่เยว่น่าชะงักไปเล็กน้อย แก้มเนียนซับสีระเรื่อ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านในใจ ถ้านับเวลาตอนเป็นน่าเอ๋อร์ด้วย เราเพิ่งรู้จักกันได้แค่เดือนกว่าๆ เรียกข้าแบบนั้นมันจะ... แต่ในวินาทีถัดมา ปากน้ำเต้าสังหารเซียนก็เปิดออกฉับพลัน ปราณโลหะเกิงพุ่งทะลักออกมาดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกรากสีทอง พร้อมกับมีดบินสีเงินขาวเล่มหนึ่งพุ่งสวนออกมาอย่างรวดเร็ว