- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 74 - ราชาแห่งกระบี่
บทที่ 74 - ราชาแห่งกระบี่
บทที่ 74 - ราชาแห่งกระบี่
บทที่ 74 - ราชาแห่งกระบี่
☆☆☆☆☆
ตีนเขาซ่อนวิญญาณ หลี่ชุนซงและคนอื่นๆ แหงนมองขึ้นไป เห็นฉู่หวยสวี่เดินตัวปลิวเหมือนเหาะ
"แรงกดดันวิญญาณบนเขา ดูจะไม่มีผลกับเขาเลยนะ" หนานกงเยว่หัวเราะเบาๆ เสียงนุ่มนวลชวนฝัน
"เรื่องปกติ นี่มันเพิ่งโซนตีนเขา ความรู้สึกอึดอัดแค่นั้นทำอะไรเขาไม่ได้หรอก" หลี่ชุนซงบอก
หนานกงเยว่หันมามองเขา ถามว่า "ศิษย์พี่หกดูจะใส่ใจเขาเป็นพิเศษนะ เป็นเพราะเจ้าพาเขามาเอง หรือเพราะเขาช่วยเจ้าชนะพนันกันแน่"
นางแกล้งแหย่
ใครจะนึกว่า ผีพนันผู้นี้กลับตอบอย่างเปิดเผย
"พวกเขาเป็นคนที่ข้าไปรับมาตามคำสั่งศิษย์อาเล็ก นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่แน่นอน หลักๆ คือเขาช่วยข้าชนะพนัน ข้าถูกชะตากับไอ้หนูนี่มาก!"
"ศิษย์น้องเก้า เจ้าก็รู้ ข้าน่ะเล่นทีไรก็แพ้ตลอด"
"ครั้งล่าสุดที่ชนะ ต้องย้อนไป... นานมากแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ หลี่ชุนซงหันไปยิ้มให้หนานกงเยว่
หนานกงเยว่มองรอยยิ้มนั้น แล้วจู่ๆ ก็เศร้าขึ้นมา นึกถึงคนที่ไม่อยู่แล้ว
กลายเป็นว่าไอ้ผีพนันกลับต้องยื่นมือมาตบไหล่ปลอบใจนางเบาๆ
ครั้งหนึ่ง พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์สายตรงของประตูแห่งเต๋า
ในประตูแห่งเต๋า ศิษย์สายในมีเยอะแยะ แต่ศิษย์สายตรงมีโควตาแค่สามสิบสามคน
เจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งสิบ รับศิษย์ได้คนละ 3 คน นี่คือทำเนียบสายตรง
เพียงแต่การฝึกตนคือการฝืนลิขิตฟ้า บวกกับโลกเสวียนหวงวุ่นวาย ปีศาจอาละวาด ย่อมมีการสูญเสีย
สามสิบสามศิษย์สายตรงในวันวาน วันนี้เหลือเพียงครึ่งเดียว
หลี่ชุนซงผู้แพ้ตลอดกาล ครั้งล่าสุดที่ชนะ คือเมื่อยี่สิบปีก่อน
วันนั้นเป็นช่วงบ่ายที่คึกคักมาก ศิษย์สายตรงทุกคนมารวมตัวกันหน้าตำหนักใหญ่บนเขาถามไถ่ อาจารย์หลายท่านก็แตกตื่นมามุงดู
ปีนั้น ศิษย์อาเล็กยังเป็นหนุ่มนักดาบมาดกวน เขาเองก็รีบมาดู คาบหญ้าหางหมา นั่งกอดอกดูอยู่บนต้นไม้หน้าตำหนัก
ความวุ่นวายทั้งหมด เริ่มจากวงพนันวงหนึ่ง
"ศิษย์พี่หก ข้ารู้ว่าท่านชอบข้า เรามาทอยลูกเต๋ากัน ห้ามใช้พลังปราณ ห้ามโกง เราวัดดวงกัน ใครแต้มเยอะกว่าชนะ ให้พี่น้องทุกคนและอาจารย์เป็นพยาน! ถ้าแต้มท่านมากกว่าข้า ข้าจะยอมคบกับท่าน!"
ศิษย์น้องหญิงลำดับที่สิบเอ็ดในทำเนียบสายตรง เชิดหน้าขึ้น ดูสดใสร่าเริงและซุกซน
หลี่ชุนซงได้ยินดังนั้น แทบอยากจะตะโกนก้องฟ้า มือไม้ถูไปมาไม่หยุด
เขาแอบชอบศิษย์น้องสิบเอ็ดมานานแล้ว นานจนจำไม่ได้ว่ากี่ปี
ประตูแห่งเต๋าก็แปลก เหมือนจะไม่มีมาดขรึมๆ กันสักคน ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์พากันส่งเสียงเชียร์
แม้แต่ศิษย์อาเล็กบนต้นไม้ยังตาโต ถุยหญ้าในปากทิ้ง แล้วตั้งใจดู
ตามกฎสำนัก เล่นพนันต้องโดนปรับเงิน ค่าปรับนี้ศิษย์อาเล็กยังตะโกนบอกว่าจะจ่ายให้เอง
หลี่ชุนซงงงเป็นไก่ตาแตก โดนพี่ๆ น้องๆ ผลักดันจนมายืนอยู่ข้างหน้า
เขาถูมือยิกๆ เหมือนแมลงวัน เป่าลมใส่มือเรียกโชค
แต่น่าเสียดาย คนเรามันจะซวยอะไรขนาดนั้น ท่ามกลางเสียงเชียร์ เขา... ทอยได้ 2 แต้ม!
หลี่ชุนซงทรุดฮวบลงบนเก้าอี้หิน วิญญาณหลุดไปครึ่งร่าง
ส่วนศิษย์น้องสิบเอ็ดโยนลูกเต๋าลอยละลิ่ว ตกลงมาเป็น 6 แต้ม!
ดวงดีชะมัด
แต่ทว่า นางกลับใช้นิ้วดีดเบาๆ ต่อหน้าต่อตาผู้คน พลิกลูกเต๋าให้กลายเป็น 1 แต้ม
นางโกง! แถมโกงแบบหน้าด้านๆ!
ไหนบอกวัดดวงไง?
แต่วันนั้น ทุกคนรวมถึงศิษย์อาเล็ก ต่างตัดสินว่าหลี่ชุนซงชนะ
ผีพนันหลี่ชุนซงผู้แพ้มาทั้งชีวิต ชนะครั้งเดียวในรอบยี่สิบปี ก็เพราะอีกฝ่ายจงใจโกงให้เขาชนะ
หลี่ชุนซงไม่มีวันลืมวันนั้น
หญิงสาวดวงตาสุกใส มุมปากยกยิ้ม โค้งคำนับเขา แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า:
"ศิษย์พี่หกเก่งจัง ศิษย์น้องยอมแพ้แล้ว!"
ยี่สิบปีก่อน วันนั้นท้องฟ้ามืดครึ้ม
พอกระดานพนันจบลง ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่
หลี่ชุนซงเงยหน้ามองฟ้า
แต่ในความทรงจำของเขา วันนั้นแดดจ้า ฟ้าใสไร้เมฆ
เวลานี้ หานซวงเจี้ยงยืนอยู่ข้างๆ นางไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ผู้อาวุโสเก้าถึงเศร้า และทำไมผู้อาวุโสหกถึงยิ้ม
เวลาหนึ่งก้านธูปใกล้จะหมดแล้ว
นางก็ต้องขึ้นเขาแล้วเหมือนกัน
ก่อนจะเริ่มปีนเขา นางได้ยินสองผู้อาวุโสคุยกัน
"เจ้าหนูฉู่ ใบหน้าร้อน ทำไมเดินช้านัก เดินๆ หยุดๆ ธูปหมดดอกแล้วยังเดินไม่ถึงโซนที่มีอาวุธเลย" หลี่ชุนซงขมวดคิ้ว
เขาซ่อนวิญญาณโซนตีนเขามี 3333 ขั้น ตั้งแต่ขั้นที่ 1111 เป็นต้นไป ถึงจะมีอาวุธวางเรียงรายให้เลือก
ถ้าศิษย์ที่ขึ้นเขามาทนแรงกดดันไม่ไหว เดินไปไม่ถึงตรงนั้น ก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า
แต่ไม่นาน หลี่ชุนซงก็นึกอะไรออก
เขาขยิบตาให้หานซวงเจี้ยง แล้วทำเสียง จุ๊ๆๆ
"เจ้าเด็กนี่ตั้งใจรอเจ้าอยู่หรือเปล่าเนี่ย? ฮึ?" เขาเริ่มจับคู่อีกแล้ว
และไม่รู้ทำไม วันนี้เขาดูจะคึกคักเรื่องนี้เป็นพิเศษ
แม้แต่หนานกงเยว่พอได้ยิน ก็หันมายิ้มหวานให้หานซวงเจี้ยง เหมือนได้ย้อนกลับไปในบ่ายวันนั้น
ความเย็นชาบนหน้ายัยก้อนน้ำแข็งละลายหายไปทันที พอโดนผู้ใหญ่มองแบบนี้ ก็อดก้มหน้าไม่ได้ แก้มแดงระเรื่อ
"ข้า... ข้าจะไปรู้ได้ไงว่าทำไมเขาเดินช้า!" นางเถียงในใจ
นางไม่เคยเดาใจเจ้าจิ้งจอกนั่นถูกเลยสักครั้ง
สุดท้าย หนานกงเยว่ก็หุบยิ้ม บอกว่า "เอาล่ะ ซวงเจี้ยง เจ้าขึ้นเขาได้แล้ว"
"เจ้าค่ะ" หานซวงเจี้ยงรับคำ เดินขึ้นบันได
พอก้าวขึ้นขั้นแรก นางก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
นางเข้าใจแล้วว่าแรงกดดันวิญญาณคืออะไร
ความรู้สึกกดดันทางร่างกายเป็นเรื่องรอง หลักๆ คือมันกดดันไปที่ห้วงจิต
แต่โชคดีที่ความอึดอัดนี้เบาบางมากสำหรับนาง
ยัยก้อนน้ำแข็งสีหน้าปกติ รีบสาวเท้าขึ้นไปข้างบน
"ถ้าเดินเร็วหน่อย อาจจะตามทันก็ได้?" นางคิด
หลี่ชุนซงเห็นหานซวงเจี้ยงเริ่มปีนแล้ว ผีพนันก็เริ่มถูมือยิกๆ
"ศิษย์น้องเก้า ไปกันเถอะ! ไปที่ตำหนักใหญ่กัน!"
หนานกงเยว่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ รู้ว่าศิษย์พี่หกคงจะไปชวนคนอื่นพนันอีกแน่
ทั้งสองเหาะขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ตำหนักใหญ่บนยอดเขาถามไถ่
เจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นรอพวกเขาอยู่ที่นั่นแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ฉู่หวยสวี่เดินมาถึงขั้นที่เก้าร้อยกว่าแล้ว
"จำได้ว่ามีกระทู้บอกว่า บันไดเขาซ่อนวิญญาณ ทุกๆ 111 ขั้น แรงกดดันจะเพิ่มขึ้น"
ดังนั้น เขาเลยเดินๆ หยุดๆ เพื่อสัมผัสความรู้สึก
ธูปหมดดอกแล้ว ยังเดินไม่ถึงโซนอาวุธเลย
"แปลกว่ะ ทำไมข้าไม่รู้สึกอะไรเลย?" ฉู่หวยสวี่งง
เขาไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด
กลับกัน เขารู้สึกว่ายืนอยู่บนเขานี้แล้ว สดชื่นกระปรี้กระเปร่า!
"สบายตัวบอกไม่ถูก"
"เหมือนอยู่เมืองฝุ่นควันเยอะๆ แล้วหนีไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนเขา"
"ถึงขั้นอากาศหวานไหมไม่รู้ แต่โล่งปอด สบายตัวสุดๆ!"
ฉู่หวยสวี่รู้ดีว่าแรงกดดันวิญญาณกดทับทั้งกายและจิต โดยเน้นที่จิต
คนที่มาปีนเขามีแค่ระดับหนึ่ง ร่างกายเขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นเยอะ ไม่แปลกที่จะไม่รู้สึกทางกาย
เขาเลยลองสงบใจ สังเกตห้วงจิตตัวเอง
กระบี่ดำเล่มเล็กในห้วงจิต ยังคงดูป่วยไข้เหมือนเดิม
พอระดับพลังเขาเพิ่มขึ้น อาการของมันก็ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังดูซึมๆ เปลี่ยนไปแค่นิดเดียว
"แต่ดูเหมือนจะสดชื่นกว่าวันก่อนๆ นะ?" ฉู่หวยสวี่คิด
เขาสื่อจิตถึงมันได้ การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแค่นี้เขารู้สึกได้หมด
" [กระบี่ฟาดฟันกายเนื้อ ใจฟาดฟันวิญญาณ]"
"หรืออาจเป็นเพราะมัน แรงกดดันที่พุ่งเป้ามาที่ห้วงจิตเลยทำอะไรข้าไม่ได้?" เขาเริ่มได้คำตอบลางๆ
"ยังไงศักดิ์ศรีมันก็สูงส่ง มี [ใจกระบี่กระจ่างแจ้ง] ติดตัวเชียวนะ"
คิดได้ดังนั้น เขาก็เลิกวิจัย เลิกเดินๆ หยุดๆ
ฉู่หวยสวี่เร่งฝีเท้า พุ่งทะยานขึ้นเขา
อาวุธโซนตีนเขา เขาไม่คิดจะแลด้วยซ้ำ
"ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ น่าจะเริ่มปีนแล้วมั้ง?"
"ฮึๆ! ข้าต้องรีบหน่อย!"
"ยัยก้อนน้ำแข็ง ตามดมฝุ่นพี่ไปเถอะน้อง!"
ฉู่หวยสวี่หัวเราะร่า วิ่งขึ้นเขาอย่างบ้าคลั่ง
ลมตีเสื้อคลุมดังพั่บๆ
ยิ่งวิ่งยิ่งคึก เหมือนยิ่งแรงกดดันเยอะ เขายิ่งตื่นเต้น
ไม่นาน ฉู่หวยสวี่ก็วิ่งรวดเดียวมาถึงขั้นที่ 1111
จากตรงนี้ไป สองข้างทางจะมีอาวุธวางระเกะระกะ ไม่มีระเบียบ
ตามแผนเดิม เขาจะวิ่งผ่านโซนกลางเขาไปเลย
ของที่วางอยู่ตรงนี้ เขาไม่คิดจะหยิบ ไม่อยากเสียเวลา
แต่ฝีเท้าของเขากลับหยุดชะงัก
ฉู่หวยสวี่ยืนอยู่บนขั้นที่ 1111 มองขึ้นไปข้างบน
เขาซ่อนวิญญาณมีหมอกหนาตลอดปี มองเห็นแค่ระยะสิบกว่าเมตร สูงขึ้นไปก็เลือนราง
เวลานี้ เขาเหม่อลอยเล็กน้อย
เพราะข้างบันไดตรงหน้า มีกระบี่เล่มหนึ่งวางอยู่
ดูธรรมดามาก เหมือนกระบี่เหล็กทั่วไปในแดนมนุษย์
สูงขึ้นไปอีกไม่กี่ขั้น ก็มีอีกเล่ม เป็นกระบี่สั้น
ในม่านหมอกที่พอมองเห็นลางๆ ก็ดูเหมือนจะมีเงากระบี่ซ่อนอยู่
กระบี่พวกนี้ กำลังสั่นระริก!
ฉู่หวยสวี่ตอนนี้หูตาไวมาก ได้ยินเสียงชัดเจน
เขาเงี่ยหูฟัง เสียงสั่นสะเทือนดังมาจากในหมอกด้านบนด้วย จำนวนมหาศาล!
และต้นเหตุของเรื่องนี้ เพียงเพราะกระบี่ดำเล่มเล็กในห้วงจิต —— สั่นเบาๆ หนึ่งครั้ง
แค่ขยับนิดเดียว ก็ทำให้กระบี่ทั้งโซนสั่นไม่หยุด! และสั่นต่อเนื่องไม่ยอมหยุด
มันเหมือนราชาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กระบี่
แม้จะดูหมดอาลัยตายอยาก แม้จะดูป่วยไข้ แต่แค่ปรายตามองลงมาอย่างเกียจคร้าน เหล่าบริวารที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่าง ก็พากันหวาดกลัวจนตัวสั่น
[จบแล้ว]