- หน้าแรก
- ยืมดาบพิชิตฟ้า
- บทที่ 12 - ปรมาจารย์แห่งเต๋า
บทที่ 12 - ปรมาจารย์แห่งเต๋า
บทที่ 12 - ปรมาจารย์แห่งเต๋า
บทที่ 12 - ปรมาจารย์แห่งเต๋า
☆☆☆☆☆
ฉู่หวยสวี่มองสมุดบันทึกด้วยความงุนงง
เขาไม่เชื่อสายตา เลยเปิดหน้าต่อไป
ปรากฏว่า หน้านี้ก็มีแค่สองคำเหมือนกัน
— "เชื่อเถอะ!"
ดูจากลายมือแล้ว หน้าแรกกับหน้าสองน่าจะคนละคนเขียน
เล่นเอาฉู่หวยสวี่ไปไม่เป็นเลย
"เล่นบ้าอะไรกันเนี่ย สองคนนี้มาร้องลูกคู่กันเหรอ"
ฉู่หวยสวี่เปิดดูหน้าต่อๆ ไป พบว่าไม่มีอะไรแล้ว
"แค่นี้?" เขายิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่
"หรือว่านี่จะเป็นวิชาทะลวงชีพจรที่เพิ่งออกใหม่ เลยไม่ค่อยมีคนฝึก?" เขาเดาได้แค่นี้
ประตูแห่งเต๋าออกจะใหญ่โต ศิษย์สายนอกมีเป็นเบือ
ต่อให้คัดคนเข้มงวด รับแต่อัจฉริยะหนึ่งในหมื่น แต่ประชากรแคว้นจิ้งมีตั้งเท่าไหร่
ศิษย์จดชื่อตั้งเยอะแยะ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเลือกวิชานี้น้อยขนาดนี้มั้ง?
"หรือเพราะชื่อมันดูบ้านๆ ไม่ลิเกเหมือนวิชาอื่น?" ฉู่หวยสวี่คิด
"ก็ไม่น่าใช่นะ"
เพราะดาบเล่มนั้นก็อยู่ที่ประตูแห่งเต๋า!
ในประตูแห่งเต๋า กระแสฝึกดาบมาแรงจะตาย
ขอแค่วิชามีคำว่า "ดาบ" แปะอยู่ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ได้รับความนิยม
ฉู่หวยสวี่ชักกลัวว่าตัวเองจะเป็นหนูทดลองตัวที่สาม...
"แต่ยังไงซะ วิชานี้ก็มีความเข้ากันได้กับผมสูงสุดตั้ง 93%"
"ระบบบอกว่าไม่มีปัญหา งั้นก็ต้องไม่มีปัญหา"
ยังไงสำหรับเขา วิชาฝึกตนก็แค่หลุมให้ยัดค่าประสบการณ์ลงไปเท่านั้นแหละ
คิดได้ดังนั้น ฉู่หวยสวี่ก็โยนสมุดทิ้งไป หยิบหยกบันทึกวิชาขึ้นมา
ในฐานะผู้เล่นรุ่นเก๋า เขาพอมีความรู้เกี่ยวกับระบบการฝึกตนของโลกเสวียนหวงอยู่บ้าง
ในอดีต จริงๆ แล้วไม่มีระดับชั้น "ทะลวงชีพจร" นี้หรอก
ร่างกายมนุษย์มีทวารทั้งเก้า อาศัยเก้าทวารนี้ดูดซับพลังปราณจากฟ้าดิน
บางคนเกิดมาเก้าทวารเปิดโล่งหมด อย่างแม่สาวขายาวห้องข้างๆ
บางคนเกิดมาตันทุกรู อย่างฉู่หวยสวี่ในตอนนี้
คนอย่างหานซวงเจี้ยงที่เป็นลูกรักพระเจ้า ช่วงทะลวงชีพจรก็เหมือนเดินเล่น
เข้าใจง่ายๆ คือในเก้าทวารของเธอ มีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่นิดหน่อย ตอนนี้เธอแค่ต้องใช้วิชาชะล้างสิ่งสกปรกพวกนั้นออกไป
ไม่นานเธอก็จะบรรลุขั้นทะลวงชีพจรสมบูรณ์ แล้วเริ่มบุกทะลวงระดับหนึ่งได้เลย!
ในสมัยโบราณกาล มีแต่คนที่เกิดมาเก้าทวารเปิดโล่งเท่านั้นถึงจะฝึกตนได้ ทุกคนเริ่มสตาร์ตที่ระดับหนึ่งกันหมด
ดังนั้นในยุคนั้น เกณฑ์การเข้าสู่เส้นทางฝึกตนจึงสูงปรี๊ด จำนวนผู้ฝึกตนก็น้อยนิด
จนกระทั่งปรมาจารย์แห่งเต๋าถือกำเนิด!
ปรมาจารย์ผู้ไร้เทียมทานในโลกมนุษย์ ค้นพบความลับของเก้าทวาร และปรุงยาเม็ดทะลวงชีพจรขึ้นมาได้
พอกินยาเม็ดนี้เข้าไป ก็จะช่วยทะลวงจุดชีพจรที่ปิดตายได้
ไอ้วิชาทะลวงชีพจรที่ฝึกๆ กันเนี่ย จริงๆ แล้วมีไว้ช่วยดูดซับฤทธิ์ยา
โคจรวิชาไปด้วย ฤทธิ์ยาก็จะออกผลดีขึ้น ดูดซับเร็วขึ้น
ที่ชาวโลกยกย่องท่านว่าเป็น "ปรมาจารย์แห่งเต๋า" ก็เพราะท่านคิดค้นยาเม็ดนี้ และบุกเบิกขั้นทะลวงชีพจรขึ้นมานี่แหละ
ถ้าไม่มีท่าน หลายคนคงไม่มีโอกาสได้เป็นผู้ฝึกตน
ในกระเป๋าเก็บของของฉู่หวยสวี่ตอนนี้ ก็มียาเม็ดทะลวงชีพจรอยู่เม็ดหนึ่ง เป็นสวัสดิการที่ประตูแห่งเต๋าแจกฟรีให้ศิษย์จดชื่อทุกคน
"ต้องยอมรับว่าสวัสดิการสำนักใหญ่นี่ดีจริง" เขาคิด
"สำนักเล็กๆ บางแห่ง ศิษย์ต้องควักเงินซื้อยาเองด้วยซ้ำ"
ฉู่หวยสวี่หยิบยาเม็ดทะลวงชีพจรออกมา กลืนลงคอ แล้วกางหยกบันทึกวิชาไว้ตรงหน้า
"【ติ๊ง! ต้องการเรียนรู้วิชา——《เคล็ดหลอมดาบ》หรือไม่?】" เสียงระบบแจ้งเตือน
ถามได้?
เรียน!
"เอาล่ะ มาเริ่มฝึกกันเลย!"
...
ยอดเขาถามวิถี คือยอดเขาหลักของ【ภูเขาซ้อนภูเขา】
มหาวิหารแห่งประตูแห่งเต๋า ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขานี้
เวลานี้ ภายในวิหารมีคนอยู่หกคน
หนึ่งในนั้นคือผู้อาวุโสหก หลี่ชุนซง
คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เจ้าสำนัก คือเจ้าสำนักประตูแห่งเต๋ารุ่นปัจจุบัน——เซี่ยงเหยียน
คนผู้นี้ไม่มีราศีเซียนแม้แต่น้อย หน้าตาดูดุร้ายน่าเกลียดน่ากลัว หัวล้านเลี่ยนเตียนโล่ง ดูแล้วไม่น่าคบหาอย่างแรง
รูปลักษณ์ภายนอกต่างจากเจ้าสำนักในจินตนาการของผู้คนอย่างสิ้นเชิง
สองฝั่งของวิหารมีคนนั่งอยู่อีกสี่คน ได้แก่ ผู้อาวุโสหนึ่ง ลู่ผาน, ผู้อาวุโสห้า จ้าวซูฉี, ผู้อาวุโสเก้า หนานกงเย่ว์, และผู้อาวุโสสิบ ฉู่อินอิน
หลี่ชุนซงยืนอยู่กลางวิหาร ถูมือไปมาไม่หยุด หน้าแดงระเรื่อ อารมณ์พุ่งพล่าน อาการลงแดงพนันกำเริบ กำลังคิดว่าจะปูเรื่องยังไงดีถึงจะชวนพี่น้องลงเดิมพันได้
"คนที่ศิษย์อาเล็กสั่งให้ไปรับ ข้ารับกลับมาเรียบร้อยแล้ว" หลี่ชุนซงกระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยปาก
ผู้อาวุโสสิบ ฉู่อินอิน ถามสวนทันที "คนแบบไหน?"
แปลกแต่จริง ผู้บริหารระดับสูงของประตูแห่งเต๋าทุกคนล้วนดูเป็นวัยกลางคน มีแค่ผู้อาวุโสสิบ ฉู่อินอิน ที่ยังดูเป็นสาวน้อยแรกรุ่น อายุราวสิบสามสิบสี่ ร่างกายยังดูโตไม่เต็มที่
แต่ความจริงคือนางอายุสามสิบสองแล้ว
เรื่องนี้เกี่ยวกับวิชาที่นางฝึกและรากปราณของนาง
หลี่ชุนซงหันไปมองนางแวบหนึ่ง แล้วพูดตรงๆ ว่า "เรื่องของระดับเจ็ดขึ้นไป เจ้าแค่ระดับหกอย่าถาม"
สิ้นเสียง ทุกคนก็พากันหัวเราะ
ฉู่อินอินขมวดคิ้ว ตบโต๊ะข้างตัวดังปัง
"ไอ้ผีพนัน เจ้าหมายความว่าไง ดูถูกแม่อย่างงั้นรึ?"
หลี่ชุนซงรีบฉีกยิ้มประจบ "ใครจะกล้าล่ะจ๊ะศิษย์น้องเล็ก แต่เรื่องนี้ศิษย์อาเล็กกำชับว่าเป็นความลับสุดยอดของสำนัก เจ้าก็รู้กฎสำนักดี มีแต่ระดับเจ็ดขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์รู้"
"เจ้าเอากฎสำนักมาข่มแม่รึ?" ฉู่อินอินยังไม่ยอมจบ
ทำเอาหลี่ชุนซงต้องหาตัวช่วย หันไปมองผู้อาวุโสหนึ่ง ลู่ผาน "ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเป็นผู้คุมกฎ ท่านช่วยพูดหน่อยสิ"
ลู่ผานผู้มีบุคลิกเคร่งขรึม เงยหน้าขึ้น รอยย่นบนหน้าผากลึกราวกับถูกมีดแกะสลัก
"ตามกฎสำนัก ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ" เขาตอบอย่างจริงจัง
"ดี! ดีมาก! พวกเจ้ารุมหัวกันรังแกแม่!" ฉู่อินอินลุกพรวดขึ้นมา
เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนยกมือขึ้น กดลงเบาๆ เป็นเชิงให้ใจเย็น
ไอ้หัวล้านนี่นอกจากหน้าตาจะอัปลักษณ์แล้ว เสียงยังโคตรน่าเกลียด เหมือนเสียงไก่โอ๊กตอนถูกบีบ
"ศิษย์น้องเล็ก ช่วงนี้เจ้าขี้เกียจสันหลังยาวเกินไปแล้วนะ ท่านอาจารย์กับศิษย์อาเล็กก็บอกแล้วว่า ปลายทางแห่งมรรคาของเจ้าไกลกว่าพวกเราทุกคน แต่เจ้าก็ไม่ยอมตั้งใจฝึก"
ฉู่อินอินได้ยินดังนั้น ก็ก้มมองร่างกายตัวเอง ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ "ฝึกบ้าฝึกบออะไร! ดูซิข้าฝึกจนสภาพเป็นยังไงแล้ว?"
นางกวาดตามองทุกคน แล้วพูดด้วยความโมโห "พวกเจ้าไม่บอกก็ไม่ต้องบอก แม่ไม่อยากฟังแล้วก็ได้! ไปล่ะ!"
นางเดินจ้ำอ้าวไปถึงประตูวิหาร แล้วหยุดกึก หันกลับมามอง
"พวกเจ้าจะไม่บอกจริงๆ ใช่ไหม?"
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่มีใครพูดอะไร ได้แต่ยิ้มมองนางพร้อมกัน
ฉู่อินอินถึงได้สะบัดก้นเดินจากไป คราวนี้ไปจริง
ผู้อาวุโสเก้า หนานกงเย่ว์ หญิงสาวบุคลิกอ่อนโยน หน้าตาไม่ได้สวยจัดแต่หน้าอกหน้าใจล้นทะลัก ส่ายหัวยิ้มๆ "ศิษย์น้องเล็กนี่จริงๆ เล้ย โตขนาดนี้แล้ว นิสัยยังเหมือนหน้าตา ไม่รู้จักโตสักที"
"นางก็เป็นงี้มาตลอด ไม่เห็นเปลี่ยน" ผู้อาวุโสห้า จ้าวซูฉี ผายมือ
"นอกจากวิชาพิเศษของนางแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนิสัยเดิมของนางด้วยนั่นแหละ" ผู้อาวุโสหนึ่ง ลู่ผาน เสริม
พูดจบ เขาก็ร้องเอ๊ะเบาๆ "อ้าว ยังแอบฟังอยู่อีก?"
ในฐานะผู้คุมกฎ เขาเชี่ยวชาญเรื่องการตรวจสอบ
เขาโบกมือวูบเดียว ค่ายกลตัดเสียงก็ทำงาน กั้นเสียงภายในวิหารไม่ให้เล็ดลอดออกไปข้างนอก
"คราวนี้ไปจริงแล้ว" ลู่ผานส่งจิตสัมผัสออกไปสำรวจ แล้วยิ้มมุมปาก
เจ้าสำนักเซี่ยงเหยียนกระแอม แล้วใช้น้ำเสียงระคายหูพูดว่า "เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกัน"
หลี่ชุนซงรู้ว่าถึงคิวตัวเองแล้ว
"ข้าทำตามคำสั่งศิษย์อาเล็ก พาคนสองคนกลับมาจากลานปี้โหยวตีนเขาอูเหมิง"
"ผู้ชายชื่อฉู่หวยสวี่ ผู้หญิงชื่อหานซวงเจี้ยง"
"แม่หนูหานซวงเจี้ยงนี่ไม่ธรรมดานะ พวกท่านลองทายซิว่ารากปราณของนางคืออะไร" เขายังมีหน้ามาเล่นทายคำถาม
ทุกคนไม่พูดอะไร แค่จ้องหน้าเขาเงียบๆ
"พวกท่านนี่น่าเบื่อชะมัด!" หลี่ชุนซงบ่นอุบ
"รากปราณของนางมีชื่อเสียงเคียงคู่กับกายาสุริยันบริสุทธิ์ของปรมาจารย์! นางเป็นกายาหยินเร้นลับ!"
ทุกคนตื่นตะลึง "อะไรนะ!"
กายาหยินเร้นลับ ถึงกับเป็นกายาหยินเร้นลับ!
ผู้อาวุโสเก้า หนานกงเย่ว์ ยกแขนขึ้นกอดอก เนื้อนมนวลเนียนถูกดันขึ้นมาเกยบนท่อนแขน "พวกท่านว่าถ้าเป็นกายาหยินเร้นลับ จะมีโอกาสได้รับการยอมรับจาก 'สิ่งนั้น' หรือไม่?"
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง "สิ่งนั้น?"
แต่ทุกคนก็ตั้งสติได้ทันที เข้าใจว่า 'สิ่งนั้น' ที่หนานกงเย่ว์พูดถึงคืออะไร
มันคือดาบเล่มหนึ่ง
ดาบที่ปรมาจารย์แห่งเต๋าทิ้งไว้
[จบแล้ว]