เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 ลิขิตสวรรค์อยู่ฝ่ายฉิน

ตอนที่ 5 ลิขิตสวรรค์อยู่ฝ่ายฉิน

ตอนที่ 5 ลิขิตสวรรค์อยู่ฝ่ายฉิน


การได้มาพบกับองค์ชายแคว้นฉินในยามนี้ หากจะกล่าวว่าหานเฟยไม่เกิดความระแวงสงสัยในใจเลยแม้แต่น้อยก็คงเป็นไปไม่ได้

เขาจึงแอบคาดเดาในใจว่าการมาของอิ๋งเว่ยในครั้งนี้ อาจแฝงด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง

จากบทสนทนาในวงสุรา หานเฟยพบว่าองค์ชายแคว้นฉินผู้ไร้ชื่อในเจ็ดแคว้นผู้นี้ แท้จริงแล้วเฉลียวฉลาดเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก

แม้อายุยังน้อยแต่กลับเจรจาฉะฉาน มีเหตุมีผล วาทศิลป์คมคาย เอ่ยวาจาแต่ละทีดั่งบทกวี เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มีปัญญาเกินวัย

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ฉางอันจวินผู้นี้จะชวนคุยแต่เรื่องรักใคร่ในสายลมและแสงจันทร์ ทว่าแววตาของเขากลับใสกระจ่าง บุคลิกสุภาพอ่อนโยน กิริยาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งท่าทีของคนหมกมุ่นในสุรานารีจนสายตาล่อกแล่ก หรือความเสเพลของพวกถุงเหล้าถังข้าวที่ไร้ประโยชน์

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้อนุมานได้ว่า ไม่ว่าปากของฉางอันจวินจะพ่นวาจาเช่นไร แต่เนื้อแท้แล้วเขาเป็นคนเคร่งครัดในตนเองยิ่ง

ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับองค์ชายแคว้นฉินที่อายุน้อยกว่าตนหลายปีผู้นี้ หานเฟยจึงไม่กล้าจะประมาทแม้แต่น้อย

“องค์ชายเก้าคิดมากไปแล้ว ข้ากับท่านได้พบกันที่นี่เป็นเพียงความบังเอิญ อีกอย่าง องค์ชายเก้าไม่คิดว่าวาจาเมื่อครู่ ดูจะเสียมารยาทไปหน่อยหรือ?”

อิ๋งเว่ยแม้จะมีรอยยิ้มประดับหน้า หากน้ำเสียงกลับแฝงความไม่พอใจอยู่เล็กน้อย

หานเฟยสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเจื่อน “จวงจื่อเคยกล่าวไว้ใน ‘ฉีอู้ลุ่น’(คัมภีร์ว่าด้วยความเสมอแห่งสรรพสิ่ง) ว่า ‘บัณฑิตย่อมถือว่าวาจานั้นเลื่อนลอยเพ้อเจ้อ’ ฉางอันจวินกล่าวได้ถูกต้อง เป็นหานเฟยที่เสียมารยาทไป ขอไถ่โทษด้วยสุราจอกนี้”

กล่าวจบ หานเฟยก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดอีกครา

อิ๋งเว่ยเห็นดังนั้นก็ได้แต่ค่อนขอดในใจ หากหานเฟยได้อยู่ในยุคปัจจุบันต้องเป็นเซียนสุราโดยแท้ ดูเอาเถิด ช่างสรรหาข้ออ้างมาดื่มเหล้าได้เก่งนัก จอกแล้วจอกเล่าจนคนไม่อาจปฏิเสธได้

“แม้กองทัพฉินกำลังทำศึกกับกองทัพเว่ย แต่ข้าก็เป็นถึงองค์ชายแคว้นฉินผู้สง่างาม ต่อให้ต้องการสืบข่าวจริง ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเองกระมัง

ดั่งที่ข้าบอกองค์ชายเก้าไปก่อนหน้านี้ จุดหมายปลายทางของข้าคือจี้เซี่ยเสวียกงและเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงแห่งแคว้นฉี บังเอิญต้องผ่านต้าเหลียงแคว้นเว่ยในเวลานี้พอดี

ส่วนเรื่องอันตราย แท้จริงก็ไม่ได้ร้ายแรงนัก ข้าเป็นเพียงองค์ชายไร้อำนาจวาสนาคนหนึ่งของแคว้นฉิน ต่อให้เว่ยอ๋องทรงทราบว่าข้าอยู่ที่นี่และจับตัวข้าไป องค์ชายที่ไม่ได้มีความสำคัญต่อแคว้นฉินอย่างข้า ก็ไม่อาจทำให้แคว้นฉินยอมถอยทัพได้

มิหนำซ้ำ หากเว่ยอ๋องทำเช่นนั้นจริง มีแต่จะทำให้ทหารฉินโกรธแค้นจนอาจรวมใจเป็นหนึ่ง ปลุกขวัญกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

ในราชสำนักเว่ยย่อมมีคนฉลาดอยู่สองประเภท หนึ่งคือผู้ที่มองทะลุปรุโปร่งถึงกลไกนี้ และสองคือผู้ที่หวาดกลัวกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของฉิน คนทั้งสองประเภทนี้ย่อมเลือกทางที่ถูกต้อง”

การวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผลของอิ๋งเว่ย ทำให้หานเฟยต้องพยักหน้าเห็นด้วยในใจ

ทันใดนั้น หานเฟยก็เห็นองค์ชายแคว้นฉินผู้นี้ยิ้มให้เขา แล้วกล่าวต่อว่า “...และยิ่งได้พบองค์ชายเก้า ข้าก็ยิ่งมั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองมากขึ้น”

หานเฟยสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาตงิด ๆ จนอดถามไม่ได้ว่า “...ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือ?”

อิ๋งเว่ยไม่ตอบ แต่กลับถามย้อนว่า “...จุดหมายปลายทางขององค์ชายเก้าครั้งนี้คือที่ใด?”

หานเฟยไม่คิดปิดบัง ตอบไปว่า “...จุดหมายของข้าก็เหมือนกับฉางอันจวิน คือสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวง”

สิ้นเสียง หานเฟยก็ฉุกคิดขึ้นได้ พลันร้องแย่แล้วในใจ

เป็นดังคาด อิ๋งเว่ยยิ้มกว้างกล่าวว่า “...หานและเว่ยเป็นครอบครัวเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไร เล่อหลิงไทเฮาแห่งแคว้นเว่ยในปัจจุบันก็เป็นถึงเสด็จยาย (น้าของแม่) ขององค์ชายเก้า

ในเมื่อองค์ชายเก้ามีทางผ่านเดียวกันกับข้า เช่นนั้นใยมิร่วมทางไปด้วยกันเล่า หากเจอทหารเว่ยเรียกตรวจสอบจริง ๆ ก็ขอรบกวนองค์ชายเก้าช่วยพูดจาดี ๆ ให้ข้าสักหน่อย”

สิ้นคำของอิ๋งเว่ย มือของเหล่าองครักษ์ด้านหลังก็แตะลงบนด้ามกระบี่โดยพร้อมเพรียง

หานเฟยเห็นดังนั้นเหงื่อเย็นก็ผุดพรายเต็มหน้าผาก รีบยกสุราขึ้นดื่มปลอบขวัญ ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ “...ในเมื่อฉางอันจวินเอ่ยชวน หานเฟยจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร”

หานเฟยคิดไม่ถึงเลยว่า ชั่วพริบตาก่อนยังสนทนาเรื่องลมจันทร์บุปผางามราวกับสหายรู้ใจ ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมาอิ๋งเว่ยกลับแทบจะชักดาบข่มขู่จับเขาเป็นตัวประกันเสียแล้ว

ฉางอันจวินผู้นี้แปรเปลี่ยนอารมณ์รวดเร็วยิ่งนัก ทำเอาคนตั้งตัวไม่ติดจริง ๆ

“ฉางอันจวินช่างแตกต่างจากข่าวลือโดยสิ้นเชิง”

หานเฟยจนปัญญา จึงชวนคุยแก้เก้อ

“โอ้? องค์ชายเก้าหมายความว่าอย่างไรหรือ? ไม่ทราบว่าในข่าวลือข้าเป็นคนเยี่ยงไร?”

อิ๋งเว่ยถามกลับด้วยความสนใจ

หานเฟยชะงักกึก เมื่อครู่เป็นเพียงคำพูดลอย ๆ เพราะความจริงแล้ว ฉางอันจวินผู้นี้แทบไม่มีข่าวลือใดเลย

องค์ชายในแต่ละแคว้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงจริง ๆ กลับมีเพียงหยิบมือ

เช่นเดียวกับหานเฟยที่เป็นองค์ชายเก้า พี่น้องที่เกิดก่อนเขาก็มีมากมาย ทว่าองค์ชายแคว้นหานที่มีชื่อเสียงจริง ๆ นอกจากรัชทายาทแล้ว ก็มีเพียงองค์ชายสี่ผู้เป็นพี่ชาย ส่วนที่เหลือก็มีเพียงตำแหน่งองค์ชาย ไม่มีใครใส่ใจจดจำ

องค์ชายส่วนใหญ่ล้วนธรรมดาสามัญ ไม่อาจถูกจารึกชื่อไว้บนหน้าประวัติศาสตร์

และฉางอันจวินผู้นี้แท้จริงแล้วก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน ผู้คนในเจ็ดแคว้นเพียงรู้ว่ามีตัวตน แต่ไม่เคยให้ความสำคัญ

ทว่าเมื่อได้พบกันในวันนี้ หานเฟยก็ตระหนักได้ว่าฉางอันจวินผู้นี้ไม่อาจดูแคลนได้ ภายในทรงภูมิปัญญา ลึกซึ้งเกินคาด การที่ไร้ชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้ หาใช่เพราะด้อยความสามารถ แต่เป็นเพราะเก็บงำความรู้สึกและซ่อนคมได้ลึกซึ้งยิ่งนัก

เมื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในราชสำนักฉินยามนี้ หานเฟยก็พอจะเดาออกว่าเหตุใดอิ๋งเว่ยถึงไม่ยอมเผยตัวตน

ไม่กล้าพูดว่าฉางอันจวินผู้นี้กำลัง ‘อดทนรอวันล้างแค้น’ แต่ที่แน่ ๆ เขา ‘ซ่อนคมในฝัก รอเวลาเปล่งประกาย’ อย่างแน่นอน!

หานเฟยเผลอนึกเชื่อมโยงไปถึงฉินอ๋ององค์ปัจจุบัน แม้พระองค์จะยังไม่ได้ว่าราชการด้วยตนเอง แต่ก็มีข่าวลือว่าทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ อ่านฎีกาอย่างขยันขันแข็งทุกวันไม่เคยขาด

ในยุคสมัยที่แต่ละแคว้นต่างแข่งขันกันแย่งชิงความเสื่อมโทรม ฉินอ๋องผู้นี้นับว่าเหนือกว่ากษัตริย์แคว้นอื่น ๆ ไปไกลโข

กษัตริย์แคว้นฉินหลายชั่วรุ่นไม่มีใครโง่เขลาเบาปัญญาเลยสักคน แม้จะมีอยู่หนึ่งพระองค์ แต่ก็สิ้นพระชนม์ไปก่อนวัย

เมื่อนึกถึงความขยันหมั่นเพียรของฉินอ๋อง และได้มาเห็นฉางอันจวินผู้ซ่อนคมผู้นี้อีก หานเฟยถึงกับเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาในใจ...หรือแท้จริงแล้ว ลิขิตสวรรค์จะคงอยู่กับแคว้นฉิน?

หานเฟยส่ายหน้า สลัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วลดเสียงลงต่ำ “...ฉางอันจวินทราบหรือไม่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ แม่ทัพใหญ่แคว้นเว่ยถูกลอบสังหารที่แนวหน้า ว่ากันว่าเป็นฝีมือสังหารจากแคว้นฉิน”

อิ๋งเว่ยสีหน้าไม่เปลี่ยน กล่าวว่า “...เรื่องนี้ข้าไม่ทราบ ข้าเพิ่งมาถึงต้าเหลียง ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์แนวหน้าแม้แต่น้อย อีกอย่างการทหารในราชสำนักฉินก็ไกลตัวข้ามากนัก”

“แต่ข้าเคยได้ยินว่าแม่ทัพใหญ่แคว้นเว่ยผู้นั้นเป็นเจ้าสำนักวิชาเกราะเหล็ก ฝึกกายจนถึงขั้นไร้เทียมทาน ต่อให้เขาจะบาดเจ็บสาหัสในสนามรบจนเผยจุดตาย แต่ค่ายทหารก็ไม่ใช่สถานที่ที่มือสังหารจะแฝงตัวเข้าไปได้ง่าย ๆ ข้าเดาว่า สาเหตุที่แม่ทัพใหญ่ผู้นั้นถูกสังหาร น่าจะมีหนอนบ่อนไส้ในแคว้นเว่ย และหนอนตัวนั้นคงมีตำแหน่งไม่ต่ำเลยทีเดียว”

เมื่อได้ฟังวาจาของอิ๋งเว่ย หานเฟยก็พยักหน้ารับเบา ๆ เขาเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

แต่นี่เป็นเรื่องของแคว้นเว่ย หานเฟยยังไม่ได้เข้ารับราชการ อีกทั้งยังเป็นเพียงองค์ชายแคว้นหานที่ออกศึกษาหาความรู้ เรื่องพรรค์นี้มองอย่างไรก็ไม่ใช่กงการอะไรที่เขาจะต้องเข้าไปยุ่ง

ในขณะนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาปะทะกันในหัวสมองของอิ๋งเว่ย และกำลังชั่งใจว่าจะลองเสี่ยงดีหรือไม่ เพราะหากสำเร็จ เขาจะได้บริวารฝีมือดีมาครอบครอง

คำพูดของหานเฟยช่วยเตือนสติเขาได้เรื่องหนึ่ง ผู้ที่สังหารแม่ทัพใหญ่แคว้นเว่ยน่าจะเป็น ‘เสวียนเจี่ยน’ (กระบี่ดำขาว) และผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง ก็คือ ‘เว่ยยง’ เสนาบดีใหญ่แห่งแคว้นเว่ย

‘เมื่อก่อนตอนอยู่ในวังเสียนหยาง เพื่อไม่ให้หลี่ปู้เหว่ยจับตามอง ข้าจึงต้องอดทนอดกลั้นมาตลอด ตอนนี้ข้าออกจากราชสำนักฉินแล้ว เปรียบเสมือนปลาที่ได้แหวกว่ายในมหาสมุทร ดั่งนกที่ได้บินถลาบนนภากว้าง จะมัวทำตัวขี้ขลาดตาขาวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้’

เมื่อคิดได้ดังนี้ อิ๋งเว่ยก็มีคำตอบในใจ

สำหรับหลี่ปู้เหว่ย บุคคลอำมหิตที่สามารถเปลี่ยนตัวประกันให้กลายเป็นกษัตริย์ กุมอำนาจล้นฟ้าในแคว้นฉินที่แข็งแกร่งที่สุด จนแม้แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลยังต้องอัดอั้นตันใจนับสิบปี ไม่ใช่ผู้ที่ควรประมาทแม้แต่น้อย

หากอยากก้าวเดินต่อไป อิ๋งเว่ยรู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องมีบริวารที่ไว้ใจได้ ต้องมีคนของตัวเอง

เมื่อก่อนตอนอยู่เสียนหยางเขาไม่กล้าทำอะไรนอกลู่นอกทาง แต่ตอนนี้เขาสามารถทำได้แล้ว

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว อิ๋งเว่ยก็ถอนหายใจ กล่าวกับหานเฟยว่า “...องค์ชายเก้า วงสุราวันนี้พอแค่นี้ก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะออกจากเมืองต้าเหลียงไปพร้อมกับท่าน”

หานเฟยถามด้วยความสงสัย “...ฉางอันจวินเพิ่งมาถึงต้าเหลียง ไม่คิดจะเที่ยวชมเมืองสักหน่อยหรือ?”

อิ๋งเว่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “...เมิ่งจื่อเคยกล่าวไว้ว่า ‘ทุกสิ่งล้วนเป็นลิขิตฟ้า ดังนั้นผู้รู้ลิขิตฟ้าจะไม่ยืนใต้กำแพงที่จวนเจียนจะพังทลาย’ เมืองต้าเหลียงนี้ชักจะมีกลิ่นอายอันตราย ในสายตาข้า วิธีรับมือกับอันตรายที่ดีที่สุดก็คือรีบจากไปให้เร็วที่สุด”

พูดมาเสียยืดยาว หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายเพียงคำเดียว... ข้ากลัวแล้ว ข้าขอเผ่นก่อนล่ะ!

หานเฟยได้ฟังก็แอบขำในใจ รู้สึกเพียงว่าฉางอันจวินผู้นี้ช่างเป็นคนน่าขันและ ‘รู้จักรักษาตัวรอด’ ดีแท้!

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 5 ลิขิตสวรรค์อยู่ฝ่ายฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว