- หน้าแรก
- ข้ามเวลาสู่ต้าฉิน เต๋าเป็นจิต กฎหมายเป็นแก่น ขงจื๊อหุ้มเปลือก
- ตอนที่ 3 ความสุขจากสาวงามที่ข้าโปรดปราน!
ตอนที่ 3 ความสุขจากสาวงามที่ข้าโปรดปราน!
ตอนที่ 3 ความสุขจากสาวงามที่ข้าโปรดปราน!
สิ้นเสียงของหานเฟย เหล่าองครักษ์ที่ติดตามอิ๋งเว่ยพลันสีหน้าตึงเครียดขึ้นทันที มือแตะด้ามกระบี่ที่เอวโดยไม่รู้ตัว
อิ๋งเว่ยยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้พวกเขาไม่ต้องตื่นตระหนก ก่อนจะหันไปพิจารณาชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีม่วงตรงหน้า เพียงครู่หนึ่งเขาก็ยิ้มบาง ๆ ลอบคิดในใจว่าตนไม่ได้จำคนผิด บุรุษผู้นี้คือหานเฟยอย่างแน่นอน
ส่วนฉางอันจวินที่หานเฟยกล่าวถึง ก็คือบรรดาศักดิ์ของเขาเอง
ว่ากันตามตรง ตั้งแต่รู้ว่าตนได้รับบรรดาศักดิ์นี้มาตั้งแต่ถือกำเนิด อิ๋งเว่ยก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ เพราะเดิมทีตำแหน่งฉางอันจวินควรเป็นของเฉิงเจียว น้องชายร่วมสายโลหิตในชาตินี้
และจุดจบของเฉิงเจียวนั้น...มิอาจเรียกได้ว่าดีงามแต่อย่างใด
บัดนี้ตนกลับได้รับบรรดาศักดิ์ฉางอันจวิน ศักดินาที่ได้รับก็คือพื้นที่ซึ่งภายหน้าจะพัฒนาเป็นเมืองฉางอัน ส่วนเฉิงเจียวถูกเปลี่ยนไปครองดินแดนอื่น ทำให้อิ๋งเว่ยอดระแวงไม่ได้ว่าตนจะต้องมารับเคราะห์กรรมแทนเฉิงเจียวหรือไม่?
แต่ไม่ว่าอย่างไร การที่เกิดมาก็ได้บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าเมือง ครองตำแหน่งขุนนางชั้นสูงสุดเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่าอิ๋งเว่ยได้มายืนตรงเส้นชัยที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝันตั้งแต่เริ่มลืมตาดูโลก
สำหรับคนทั่วไปแล้ว การได้บรรดาศักดิ์เป็นโหว(บรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสูง) หรือถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพ คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ที่ซึ่งไม่รู้ว่าต้องทุ่มเทความพยายามและอาศัยโชควาสนามากเพียงใดกว่าจะได้มา
แม้แต่หลี่ปู้เหว่ยผู้ยอมเดิมพันทุกอย่างกับราชบัลลังก์ ก็เพื่อหวังจะได้เป็นอัครมหาเสนาบดีในภายภาคหน้า
เป้าหมายที่ผู้คนนับไม่ถ้วนยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อไขว่คว้า กลับมีบางคนที่ได้มันมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า เรียนดีมิสู้เกิดดีจริง ๆ!
ชาตินี้ อิ๋งเว่ยยอมรับว่าเขาเกิดมาโชคดีนัก!
สาเหตุที่เขาได้รับบรรดาศักดิ์จวิน ส่วนหนึ่งก็เพราะมารดาสิ้นใจจากการคลอดยาก ประกอบกับพี่น้องมีน้อย เสด็จพ่อของเขาอาจรู้สึกผิด จึงพระราชทานทั้งบรรดาศักดิ์และศักดินาให้
มิเช่นนั้น องค์ชายที่ไร้อำนาจ ไร้บารมี และไร้เบื้องหลังอย่างเขา เกรงว่าทั้งชีวิตก็คงไม่อาจได้ครอบครองสิ่งใด
ตัวอย่างก็เห็นได้ชัด องค์ชายเก้าแห่งแคว้นหานอย่างหานเฟยตรงหน้า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีบรรดาศักดิ์ติดตัว อาจเพราะแคว้นหานเล็กเกินไป จนไม่มีที่ดินเหลือให้แบ่ง
“รู้จักข้าได้อย่างไร?”
อิ๋งเว่ยนั่งคุกเข่าลงตรงข้าม เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้คือสำนักเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงในแถบแคว้นฉีและแคว้นลู่ ทว่าความจริงแล้วเสี่ยวเซิ่งเสียนจวงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เป้าหมายของอิ๋งเว่ยตั้งแต่ต้นคือหานเฟย
แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้มาพบกันที่ต้าเหลียงแห่งแคว้นเว่ยเช่นนี้ ช่างบังเอิญเสียจริง
แม้อิ๋งเว่ยจะเติบโตในวังหลวงมาตั้งแต่เกิด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกเสียเลย
เขาค้นพบมานานแล้วว่า โลกใบนี้ไม่ใช่ยุคก่อนราชวงศ์ฉินตามประวัติศาสตร์แท้จริง แต่มีความเกี่ยวข้องกับอนิเมะเรื่องหนึ่งที่เขาเคยดูต่างหาก!
อย่างน้อยที่สุด หานเฟยในประวัติศาสตร์จริงเวลานี้ควรจะมีอายุสามสิบกว่าปี ไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปีเช่นนี้
หานเฟยใคร่ครวญถ้อยคำเล็กน้อย ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า “...แม้ผู้ติดตามด้านหลังฉางอันจวินจะไม่ได้สวมเกราะ แต่ข้าสังเกตจากกิริยาท่าทาง ย่อมต้องเป็นยอดทหาร และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นทหารรักษาพระองค์ในวังหลวง”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “ข้าเคยได้ยินมาว่าฉางอันจวินแห่งแคว้นฉินได้ทูลลาฉินอ๋องเมื่อปีก่อนเพื่อออกเดินทางศึกษาหาความรู้ และผู้ที่สามารถมีทหารรักษาพระองค์คอยคุ้มกันได้เช่นนี้ ข้าจึงคาดเดาอย่างกล้าหาญออกไป...”
หยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง หานเฟยเลื่อนสายตาลงต่ำไปหยุดอยู่ที่เอวของอิ๋งเว่ย “...แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือหยกพกที่เอวของท่าน”
อิ๋งเว่ยก้มมองตาม หยกพกที่เอวสลักเสลาอย่างประณีตห้อยอยู่ บนเนื้อหยกสลักอักษร ‘เว่ย’ ซึ่งเป็นของที่พระเจ้าจวงเซียงประทานให้
หยกพกเดิมทีมีสองด้าน เมื่อครู่อิ๋งเว่ยคงเดินเหินด้วยท่วงท่าที่กว้างไปบ้าง จึงทำให้ด้านหลังของหยกพลิกออกมาให้เห็น
อิ๋งเว่ยลูบคลำหยกพกที่เอว พลางหัวเราะ “...องค์ชายเก้าสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก รายละเอียดเล็กน้อยเพียงนี้ก็ยังสังเกตเห็น”
“ดูเหมือนฉางอันจวินจะจำข้าได้ก่อนแล้ว จึงได้ช่วยแก้สถานการณ์ให้ ไม่ทราบว่าฉางอันจวินรู้จักข้าได้อย่างไรหรือ?” หานเฟยถามด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
เขาเดินทางตัวคนเดียวจากแคว้นหานมายังแคว้นเว่ย ไม่คิดว่าตนจะมีจุดเด่นอะไรให้ใครจับได้
อิ๋งเว่ยยิ้มแต่ไม่ตอบ ‘จะให้บอกได้อย่างไรว่าข้ารู้จักเจ้าจากการ์ตูน?’
เขาเปลี่ยนเรื่องคุย หัวเราะอย่างเปิดเผยว่า “...เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้องค์ชายเก้าไยต้องเก็บมาใส่ใจ”
“ในบันทึกจั่วซื่อชุนชิว ปีที่ยี่สิบเก้าแห่งรัชศกเซียงกง จี้จาส่งทูตไปแคว้นเจิ้ง เมื่อพบจื่อฉานก็รู้สึกเหมือนสหายเก่าที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน ข้ากับองค์ชายเก้าก็เฉกเช่นเพียงพบแล้วถูกชะตา ไม่ทราบว่าองค์ชายเก้าจะให้เกียรติดื่มกับข้าสักจอกได้หรือไม่?”
พอได้ยินอิ๋งเว่ยชวนดื่มเหล้า ดวงตาของหานเฟยก็เป็นประกาย กล่าวด้วยความยินดีปรีดาว่า “...ฉางอันจวินเอ่ยปากชวนเช่นนี้ หานเฟยจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร!”
หลังจากหยุดคิดครู่หนึ่ง หานเฟยก็ถามต่อว่า “...ในเมื่อฉางอันจวินออกมาเพื่อศึกษาหาความรู้ ไม่ทราบว่าต่อไปท่านเตรียมจะเดินทางไปที่ใดหรือ?”
อิ๋งเว่ยยืดตัวตรง มองหานเฟยแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “...ก่วนจ้งเคยกล่าวไว้ หากคิดจะทำให้แคว้นมั่งคั่ง ต้องเริ่มจากการค้า การค้าจะรุ่งเรือง ต้องอาศัยการต้อนรับแขก และการต้อนรับแขกที่ดีที่สุด…อยู่ที่ความรื่นรมย์จากสาวงาม”
“แคว้นฉีขึ้นชื่อเรื่องนี้ ข้าย่อมต้องไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย”
พอได้ฟังวาจาของอิ๋งเว่ย หานเฟยก็เข้าใจได้ทันที อิ๋งเว่ยกำลังจะไปแคว้นฉีนั่นเอง
ส่วนเรื่องมารยาทการต้อนรับแขก ความสุขจากสาวงามนั้น...หลังจากก่วนจ้งกล่าวประโยคนี้ เขาก็ริเริ่มสถานที่บำเรอแขกขึ้นในแคว้นฉี และแคว้นอื่น ๆ ก็พากันเลียนแบบตามอย่างดุเดือด
แท้จริงแล้วสถานที่บำเรอแขกก็คือหอนางโลมในยุคหลัง และก่วนจ้งก็คือปรมาจารย์แห่งหอนางโลมอย่างแท้จริง!
การไปเยือนถิ่นกำเนิดแคว้นฉีครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงความเคารพต่อปรมาจารย์อย่างสุดซึ้ง!
เวลานี้หานเฟยมองอิ๋งเว่ยด้วยความรู้สึกถูกชะตายิ่งขึ้น เขาไม่มีความชอบอะไรเป็นพิเศษ ไม่สนการแย่งชิงอำนาจ สนใจเพียงสุรารสเลิศและสาวงาม โดยเฉพาะสาวงามเป็นเรื่องรอง แต่สุราต้องมาก่อน
ในฐานะองค์ชายแคว้นฉิน อิ๋งเว่ยก็เหมือนกับเขา ที่ละทิ้งความหรูหราฟุ้งเฟ้อในวัง ออกเดินทางรอนแรมไปทั่วสารทิศเพื่อแสวงหาความรู้ อีกทั้งยังชื่นชอบสุราและนารี นี่ไหนเลยจะเป็นเพียงพบแล้วถูกชะตา แต่นี่มันคือสหายรู้ใจชัด ๆ!
[จบแล้ว]