เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 องค์ชายแห่งฉิน ‘เว่ย’

ตอนที่ 1 องค์ชายแห่งฉิน ‘เว่ย’

ตอนที่ 1 องค์ชายแห่งฉิน ‘เว่ย’


ตอนที่ 1 องค์ชายแห่งฉิน ‘เว่ย’

ปีที่สี่แห่งรัชสมัยฉินอ๋องเจิ้ง (จิ๋นซีฮ่องเต้)

แม่ทัพใหญ่เหมิงอ่าวแห่งแคว้นฉินนำทัพนับแสนบุกโจมตีแคว้นหาน ยึดเมืองได้ถึงสิบสามแห่ง และในเดือนสิบของปีเดียวกันนั้น เหมิงอ่าวยังยกทัพโจมตีเมืองซื่อเซินและโหย่วกุ่ยของแคว้นเว่ย

แม่ทัพใหญ่แคว้นเว่ยนำทหารเว่ยอู๋จูทำศึกใหญ่กับกองทัพฉินที่ผิงหยาง สังหารข้าศึกได้กว่าห้าพันคน จนกองทัพฉินจำต้องถอยทัพ ร่นออกไกลไปร้อยลี้ เมื่อเว่ยอ๋องทรงทราบข่าวก็ปีติยินดียิ่ง จึงประทานกระบี่ประจำพระองค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพ

……

นครหลวงแคว้นเว่ย ต้าเหลียง

ต้าเหลียงตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำฮวงโห จากที่นี่จะสามารถมองเห็นอันอี้ เมืองหลวงเก่าของแคว้นเว่ยซึ่งตั้งอยู่ฝั่งเหนือได้แต่ไกล ตัวเมืองโอ่อ่าใหญ่โต สมฐานะนครหลวงอย่างแท้จริง

รถม้าคันหนึ่งที่ซึ่งภายนอกแม้ดูเรียบง่าย ทว่ารายละเอียดกลับประณีตงดงามแล่นเข้าสู่ประตูเมือง องครักษ์กว่าสิบคนจับด้ามกระบี่ยืนขนาบข้างรถม้า ก้าวเดินองอาจ ดวงตาดุจพยัคฆ์กวาดมองรอบด้าน แฝงเร้นจิตสังหารจาง ๆ รอบตัว

เมื่อชาวเมืองต้าเหลียงเห็นเช่นนั้นต่างพากันหลีกทาง ด้วยเกรงว่าตนอาจจะกำลังไปขวางเส้นทางของผู้สูงศักดิ์ เด็กน้อยชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น หญิงผู้เป็นแม่รีบดึงเข้ามาแนบตัว ดุด่าเบา ๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าพาจากไป

รถม้าแล่นเข้าสู่ตัวเมืองเรื่อย ๆ ก่อนจะจอดสนิท องครักษ์ผู้หนึ่งก้าวมาข้างรถ โน้มกายก้มหน้า ประสานมือคารวะ แล้วกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “...องค์ชาย รถม้ามาถึงต้าเหลียงแล้วขอรับ”

สิ้นเสียง ม่านหน้าต่างรถถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่ง

บุรุษผู้นี้อายุยังไม่มาก ราวสิบสามหรือสิบสี่ปีเห็นจะได้ แม้เค้าโครงจะยังเยาว์วัย หากกลับแฝงความสง่างามสูงศักดิ์จนยากจะพรรณนา

“หาโรงเตี๊ยมสักแห่ง พักผ่อนกันชั่วคราวก่อน” อิ๋งเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ขอรับ!”

องครักษ์ขานรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปกระซิบสั่งการพวกพ้องด้วยเสียงแผ่ว

อิ๋งเว่ยทอดสายตามองเมืองต้าเหลียงผ่านหน้าต่างรถม้า

แม้แนวหน้าแคว้นเว่ยกำลังทำศึกกับทัพฉิน แต่ในเมืองกลับยังคลาคล่ำ ผู้คนเบียดเสียด เหงื่อไหลไคลย้อย ภาพเมืองแห่งความรุ่งเรืองยังคงปรากฏเด่นชัด

เขาปล่อยม่านลง เอนกายนั่งอย่างผ่อนคลายในรถม้าที่ปูด้วยเบาะนุ่มและประดับด้วยผ้าไหมหลากสี

“ต้าเหลียงเป็นสถานที่ที่ดีจริง ๆ ทิศเหนือติดแม่น้ำฮวงโห ทิศใต้ติดทะเลสาบใหญ่ ทางน้ำทางบกล้วนสะดวกสบาย เป็นศูนย์กลางการค้าของจงหยวน ช่างฝีมือมากมายเข้ามาตั้งหลักแหล่ง พ่อค้าวาณิชเดินทางไม่ขาด เพียงแต่น่าเสียดาย...เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบ ไร้ชัยภูมิให้ตั้งรับ”

อิ๋งเว่ยพึมพำด้วยเสียงที่มีเพียงตนได้ยิน ก่อนจะบ่นอุบต่อ “...การทำให้รางรถมีขนาดเดียวกันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ไปถึงแคว้นใดก็ต้องเปลี่ยนรถม้าอยู่ร่ำไป น่ารำคาญเสียจริง”

ยุคสมัยนี้ยังไม่มีซีเมนต์ แม้แต่ทางหลวงก็เป็นเพียงถนนดินหรือถนนหินโคลน นานวันเข้าล้อรถย่อมทิ้งร่องลึกไว้บนพื้นถนน จึงเรียกกันว่าร่องล้อ

เนื่องจากร่องล้อของแต่ละแคว้นไม่เท่ากัน รถจากแคว้นอื่นจึงยากจะสัญจร ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันการรุกรานจากต่างแคว้น

กระทั่งภายหลัง จิ๋นซีฮ่องเต้รวมหกแคว้นเป็นหนึ่ง จึงทรงมีพระบัญชาให้กำหนดระยะห่างล้อรถให้เท่ากันทั่วแผ่นดิน เช่นนี้รถเสบียงจึงสามารถเดินทางได้อย่างอิสระในทุกเส้นทาง

สิ่งนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ การทหาร และชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมแผ่นดิน

“มาอยู่ในยุคก่อนราชวงศ์ฉินนี้...ก็สิบกว่าปีแล้วสินะ”

อิ๋งเว่ยนั่งมองเพดานรถม้าอย่างเหม่อลอย

เดิมทีเขาเป็นคนจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แม้จะไม่ใช่ผู้มั่งคั่งล้นฟ้า แต่หน้าที่การงานก็ถือว่ากำลังไปได้สวย ทว่ากลับได้มาเกิดใหม่ในยุคก่อนราชวงศ์ฉินอย่างไม่ทราบสาเหตุ กลายเป็นโอรสของพระเจ้าจวงเซียงแห่งฉิน และมีพี่ชายผู้โด่งดังคับฟ้า

การตั้งชื่อในยุคนี้ต้องยึดหลักห้ากฎหกข้อห้าม อิ๋งเจิ้งประสูติในเดือนเจิ้ง จึงได้รับพระนามว่าเจิ้ง

อิ๋งเว่ยก็เช่นกัน เขาประสูติในเดือนเว่ย จึงชื่อว่าเว่ย

ต่างจากอิ๋งเจิ้ง อิ๋งเว่ยไม่ได้ถือกำเนิดในแคว้นจ้าว แต่เกิดหลังจากพระเจ้าจวงเซียงเสด็จกลับแคว้นฉินแล้ว จึงเติบโตในวังเสียนหยางมาตั้งแต่วัยเยาว์

แม้จะได้เกิดเป็นน้องชายของจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต อิ๋งเว่ยกลับไม่รู้สึกดีใจสักนิด ตรงกันข้าม เขาหวาดหวั่นพรั่นพรึง จึงทำตัวสงบเสงี่ยม ใช้ชีวิตอย่างต่ำต้อยมาตั้งแต่เด็ก ไม่กล้าแสดงความโดดเด่นใด ๆ

แม้ในโลกเดิม อิ๋งเว่ยจะไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์โดยตรง แต่ท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่หาได้โดยง่าย เขาก็พอจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับยุคก่อนราชวงศ์ฉินอยู่บ้าง ชื่อเสียงของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด เรื่องแค่นี้เขาย่อมรู้ดี

ยุคจั้นกั๋วเต็มไปด้วยการแต่งงานทางการเมือง ก่อให้เกิดเครือญาติที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน

ในช่วงที่อิ๋งเว่ยประสูตินั้น แคว้นฉินมีขั้วอำนาจหลักสามกลุ่ม

หนึ่ง กลุ่มแคว้นหานที่มีพระนางเซี่ยจี พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระเจ้าจวงเซียงเป็นผู้นำ

สอง กลุ่มแคว้นฉู่ที่มีฮวาหยางไทเฮา พระมารดาบุญธรรมของพระเจ้าจวงเซียงเป็นผู้นำ

และสาม กลุ่มแคว้นจ้าวที่มีหลี่ปู้เหว่ยกับพระนางจ้าวจีเป็นศูนย์กลางอำนาจ

โดยเฉพาะหลี่ปู้เหว่ยผู้มองการณ์ไกล จากตัวประกันธรรมดา เขาสามารถผลักดันพระเจ้าจวงเซียงขึ้นเป็นฉินอ๋อง ผู้กุมอำนาจล้นฟ้า และทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนักฉินยามนี้

ส่วนมารดาผู้ให้กำเนิดอิ๋งเว่ยหาใช่เจ้าหญิงจากแคว้นใด เป็นเพียงสนมที่พระเจ้าจวงเซียงโปรดปรานเพราะความงาม และสิ้นใจจากการคลอดบุตรที่ยากลำบาก

กล่าวได้ว่า แม้อิ๋งเว่ยจะเป็นองค์ชายแคว้นฉิน แต่กลับไร้ซึ่งฐานอำนาจใด ๆ

สำหรับตำแหน่งฉินอ๋อง เขาเองก็เคยแอบคิดอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงความคิดชั่ววูบ ไม่กล้าเผยความทะเยอทะยานออกมาแม้แต่น้อย

เขาตระหนักดีว่าหากประวัติศาสตร์ยังคงดำเนินไปดังเดิม บัลลังก์ย่อมเป็นของอิ๋งเจิ้ง

ประการแรก อิ๋งเจิ้งเป็นบุตรชายคนโต จ้าวจีเป็นฮูหยินแห่งแคว้นฉิน ย่อมมีความได้เปรียบในการสืบทอดราชสมบัติ

ประการต่อมา อิ๋งเจิ้งเป็นบุตรของพระเจ้าจวงเซียงกับจ้าวจี ซึ่งจ้าวจีเดิมทีเป็นสนมของหลี่ปู้เหว่ย และมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ หลี่ปู้เหว่ยย่อมต้องผลักดันอิ๋งเจิ้งขึ้นครองราชย์ หากมีอุปสรรคใดล้วนต้องถูกกำจัดสิ้น

ผู้เดียวที่จะต่อกรกับอำนาจของหลี่ปู้เหว่ยได้ คือกลุ่มแคว้นฉู่ของฮวาหยางไทเฮา แต่การเมืองคือศิลปะแห่งการประนีประนอม เพียงให้อิ๋งเจิ้งอภิเษกกับเจ้าหญิงแคว้นฉู่ ย่อมต้องได้รับแรงสนับสนุนจากฮวาหยางไทเฮากลับมา

ภายใต้แรงหนุนของสองขั้วอำนาจใหญ่ การขึ้นครองราชย์ของอิ๋งเจิ้งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเขากล้าแสดงความสามารถหรือสติปัญญาที่เหนือกว่าผู้อื่น ย่อมต้องกลายเป็นหนามยอกอกของหลี่ปู้เหว่ย และถูกหาทางกำจัดทิ้งแน่

แน่นอนว่านี่คือในกรณีที่ประวัติศาสตร์ดำเนินไปตามปกติ หากประวัติศาสตร์เกิดผิดเพี้ยน เช่น จ้าวจีและอิ๋งเจิ้งถูกแคว้นจ้าวกักตัวไว้จนไม่ได้กลับมาอีกเลย หรือสิ้นใจตายในแคว้นจ้าว เมื่อนั้นอิ๋งเว่ยย่อมรู้ว่าโอกาสของตนมาถึงแล้ว

เขาไม่รังเกียจที่จะกอดขาหลี่ปู้เหว่ยแล้วตะโกนเรียก ‘ท่านลุง’ และเชื่อว่าภาพลักษ์องค์ชายที่ ‘ดาษดื่น’ เช่นเขา ย่อมได้รับการสนับสนุนจากหลี่ปู้เหว่ยให้ขึ้นครองราชย์ เพราะคนธรรมดาจะควบคุมสั่งการได้ง่ายกว่า

น่าเสียดายที่ฟ้าไม่เป็นใจ กงล้อประวัติศาสตร์ยังคงหมุนไปตามครรลอง จ้าวจีและอิ๋งเจิ้งถูกแคว้นจ้าวส่งตัวกลับมาเมื่อหลายปีก่อน จนกระทั่งพระเจ้าจวงเซียงสวรรคต อิ๋งเจิ้งจึงสืบราชสมบัติ

ฉินอ๋องในวัยสิบสาม แม้ได้ครองราชย์แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นเชิด อำนาจแท้จริงล้วนอยู่ในมือหลี่ปู้เหว่ยและจ้าวจี

แม้อิ๋งเจิ้งจะครองราชย์มานานหลายปีแต่สถานการณ์ก็ยังคงเป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

อิ๋งเว่ยไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน และตัดสินใจถอยออกจากศูนย์กลางอำนาจ องค์ชายที่ไร้อำนาจ ไร้พวกพ้อง ไร้เบื้องหลังเช่นเขา อาจหัวหลุดจากบ่า หรืออาจถูกโยนความผิดให้เป็นแพะรับบาปได้ทุกเมื่อ

ดังนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาจึงทูลลาผู้เป็นพี่ ขอออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อศึกษาหาความรู้ พาตัวเองออกจากวังวนอำนาจของแคว้นฉินชั่วคราว เตรียมหลบไปให้พ้นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดนี้

เมื่อรู้ว่าไม่อาจสืบทอดบัลลังก์ได้ อิ๋งเว่ยจึงเปลี่ยนแผน พลิกแพลงความคิด ตัดสินใจเกาะขาพี่เจิ้งให้แน่น

ไม่ว่าในอนาคตอิ๋งเจิ้งจะเก่งกาจเพียงใด แต่อิ๋งเจิ้งในวัยสิบกว่าปีจะมีความคิดความอ่านเกินวัยได้แค่ไหนกัน ท้ายที่สุดเขาก็เป็นแค่เด็กที่ยังอ่อนต่อโลก ยังห่างไกลจากตำแหน่งจิ๋นซีฮ่องเต้อีกมากโข

ยิ่งไปกว่านั้น อิ๋งเจิ้งกลับมาแคว้นฉินตอนอายุเก้าขวบ ด้วยความคิดแบบผู้ใหญ่ของอิ๋งเว่ย การจะผูกมิตรกับเขาย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ

ยามว่างก็ไปหาอิ๋งเจิ้งเพื่อเล่นสนุก ประลองกระบี่กันบ้าง สำหรับอิ๋งเจิ้งที่เติบโตในต่างแดนและมีวัยเด็กที่ขมขื่น ความสุขประสาเด็กเช่นนี้ย่อมตราตรึงไปชั่วชีวิต

สองพันปีให้หลัง นักจิตวิทยาที่ชื่อซิกมันด์ ฟรอยด์ เคยกล่าวไว้ว่า วัยเด็กของคนคนหนึ่งจะส่งผลต่อคน ๆ นั้นทั้งชีวิต

เมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่อิ๋งเว่ยทูลลาขอออกท่องเที่ยวและศึกษา อิ๋งเจิ้งไม่อยากให้ไป แต่เมื่อเห็นอิ๋งเว่ยยืนกรานหนักแน่นจึงจำต้องอนุญาต

แม้ฉินอ๋องผู้นี้จะไร้อำนาจบาตรใหญ่ แต่ก็พอมีอำนาจเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง จึงประทานเงินทองข้าวของเครื่องใช้ให้อิ๋งเว่ย พร้อมทั้งแบ่งทหารองครักษ์จากเสียนหยางจำนวนหนึ่งให้มาคุ้มกัน

หลี่ปู้เหว่ยไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธองค์ชายไร้ชื่อที่อยากออกไปหาความรู้

ส่วนองครักษ์จำนวนเล็กน้อยที่ถูกดึงตัวมา ก็ไม่คิดเก็บมาใส่ใจ ในฐานะองค์ชายแคว้นฉิน ย่อมต้องมีผู้คุ้มกันติดตามเป็นเรื่องปกติ

ตราบใดที่ฉินอ๋องไม่พยายามควบคุมอำนาจทางทหาร หลี่ปู้เหว่ยก็ไม่จำเป็นต้องโต้ตอบที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ

“องค์ชาย มาถึงโรงเตี๊ยมแล้วขอรับ”

ขณะที่อิ๋งเว่ยกำลังครุ่นคิดถึงการเมืองในแคว้นฉิน เสียงขององครักษ์นอกรถก็เรียกสติเขากลับมา

อิ๋งเว่ยตั้งสติ นัยน์ตาเป็นประกายวูบไหว พึมพำเสียงเบา “...การแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมืองนั้นอันตรายแสนสาหัส คลื่นลมแปรปรวนยากคาดเดา หากประมาทเพียงนิดอาจถึงคราวพินาศย่อยยับ”

“ทว่าบุรุษย่อมไม่อาจไร้อำนาจได้แม้วันเดียว เมื่อถึงกาลอันเหมาะสม ข้าจะกลับศูนย์กลางแห่งจักรวรรดิ และเข้าร่วมการช่วงชิงอำนาจนั้นด้วยตนเอง!”

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 1 องค์ชายแห่งฉิน ‘เว่ย’

คัดลอกลิงก์แล้ว