- หน้าแรก
- มีแมวเป็นอุ่นไอ ไม่ต้องมีใครมาเคียงข้าง
- บทที่ 14 ท่านี้ไม่ค่อยเหมาะมั้ง
บทที่ 14 ท่านี้ไม่ค่อยเหมาะมั้ง
บทที่ 14 ท่านี้ไม่ค่อยเหมาะมั้ง
บทที่ 14 ท่านี้ไม่ค่อยเหมาะมั้ง
วันที่ 4 มีนาคม เวลาเที่ยงตรง
อ้ายชิงยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างโต๊ะกินข้าว เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วถอนหายใจเบาๆ ขณะจ้องมองเสี่ยวอวี่ที่กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเครื่องให้อาหารสัตว์อัตโนมัติบนโต๊ะ
ได้เวลาอาหารแล้ว อาหารเม็ดก็เทออกมาเรียบร้อย พร้อมทั้งผสมอาหารเสริมสารพัดชนิดลงไปแล้ว
ตัวเขาเองก็เพิ่งทำมื้อเที่ยงเสร็จ และเตรียมจะลงมือทาน
แต่พอหันหน้ากลับมา เสี่ยวอวี่ที่เมื่อครู่ยังเป็นแมว ตอนนี้กลับกลายร่างเป็นเด็กสาวไปเสียแล้ว
ประเด็นสำคัญคือ ต่อให้กลายร่างเป็นคนแล้ว เธอก็ยังนั่งยองๆ อยู่หน้าชามอาหารแมวบนโต๊ะกินข้าว เหมือนตั้งใจจะกินทั้งอย่างนั้น
"ช่วยลงมาจากโต๊ะก่อนได้ไหม?" อ้ายชิงเดินเข้าไปข้างโต๊ะ แตะไหล่เสี่ยวอวี่เบาๆ พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผล
เสี่ยวอวี่เงยหน้ามองอ้ายชิงด้วยความงุนงง คิดว่าเขาอยากให้เธอหมอบลง
เธอจึงขยับขาเล็กๆ ยื่นก้นไปด้านหลัง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าจนสุด
องศานี้ช่วยให้เธอกินอาหารแมวได้ถนัดขึ้นจริงๆ นั่นแหละ
แต่ใครเขากินข้าวกันท่านี้บ้างเล่า?!
ถ้าคนนอกมาเห็นเข้า คงนึกว่าเขากำลังเล่นเกมฝึกสัตว์เลี้ยงพิสดารอะไรอยู่แน่!
แล้วกลายเป็นคนแล้วยังจะกินอาหารแมวได้อยู่อีกเหรอ?
ไม่ควรต้องกินอาหารคนหรอกหรือ?
อ้ายชิงมึนตึ้บไปชั่วขณะ
แต่เสี่ยวอวี่บนโต๊ะไม่รอช้า เธอก้มหน้าลงไปงับอาหารทันที
ว่ากันตามตรง ลิ้นของแมวมีหนามเล็กๆ อยู่ ทำให้สามารถใช้ลิ้นตวัดอาหารเข้าปากได้ง่าย
แต่พอกลายร่างเป็นคน ลิ้นของเธอก็เรียบเนียนเหมือนมนุษย์ การจะกินด้วยวิธีเดิมๆ จึงไม่สะดวกอีกต่อไป
เสี่ยวอวี่ก้มหน้าก้มตาพยายามงับอยู่นาน แต่กินไปได้แค่ไม่กี่เม็ด
ยิ่งชามอาหารแมวถูกออกแบบมาให้กว้างและตื้น ยิ่งไม่เหมาะกับการก้มลงไปใช้ปากงับโดยตรงอย่างแรง
เมื่อเห็นว่าไม่มีทางอื่น อ้ายชิงจึงรีบยื่นมือเข้าไปโอบเอวบางร่างน้อย แล้วอุ้มเธอลงมาจากโต๊ะกินข้าว
เสี่ยวอวี่ที่จู่ๆ ก็ตัวลอยคว้างกลางอากาศสะดุ้งเล็กน้อย พยายามดิ้นขลุกขลักในอ้อมแขนอ้ายชิง แต่พอรู้ว่าปลอดภัยดี เธอก็ซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของเขาอย่างว่านอนสอนง่าย ปล่อยให้เขาอุ้มแต่โดยดี
"หนักเหมือนกันแฮะ" อ้ายชิงลองกะน้ำหนักดู เทียบกับตอนเป็นแมวแล้ว เธอหนักขึ้นโขเลยทีเดียว
แต่ตัวเธอก็หอมจริงๆ
เขาไม่แน่ใจว่าเป็นกลิ่นอะไร มันหอมจางๆ ลอยออกมาจากเส้นผมและซอกคอของเสี่ยวอวี่
ยามอุ้มเธอไว้ ร่างกายนุ่มนิ่มนั่นทำให้อ้ายชิงรู้สึกไม่อยากปล่อยมือเลยจริงๆ
ทว่า เขาลืมไปเรื่องหนึ่ง
เสี่ยวอวี่ยังเดินไม่ได้
ดังนั้นพออ้ายชิงปล่อยมือ เสี่ยวอวี่ก็ร่วงตุ๊บลงไปกองคุกเข่าอยู่กับพื้น
อ้ายชิง "..."
หนทางนี้ช่างยาวไกลและยากลำบากจริงๆ
"เอางี้ ท่าเดินมันยากไป เดี๋ยวค่อยฝึกทีหลัง" อ้ายชิงนั่งยองๆ ลงไปอุ้มเสี่ยวอวี่ขึ้นมาใหม่ "ฝึกนั่งก่อนแล้วกัน"
พูดจบ เขาก็พาเธอไปวางบนเก้าอี้ใกล้ๆ
เขาพยายามจัดท่าให้เธอนั่งดีๆ
แต่ทันทีที่ก้นแตะเก้าอี้ เสี่ยวอวี่ก็ยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาบนที่นั่ง ใช้มือยันขอบเก้าอี้ไว้ อยู่ในท่ากึ่งนั่งยองกึ่งหมอบเหมือนเดิม
"ยืดหลังตรง ยื่นมือออกมา วางบนโต๊ะ" อ้ายชิงสวมวิญญาณคุณพ่อ จับมือเล็กๆ สองข้างของเสี่ยวอวี่มาวางบนโต๊ะ จัดให้ตัวเธอตั้งตรง อกผายไหล่ผึ่ง
เสี่ยวอวี่ไม่คุ้นกับท่าทางนี้อย่างเห็นได้ชัด แขนของเธอพยายามดึงกลับตลอดเวลาเพื่อจะเอามือออก
"ทนหน่อยนะ เด็กดี" อ้ายชิงลูบหัวให้กำลังใจ พร้อมกับยกชามอาหารแมวมาวางตรงหน้าเธอ
พอเห็นอาหารแมว เสี่ยวอวี่ก็เสียสมาธิทันที
มือน้อยๆ กดลงกับโต๊ะ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขอบโต๊ะเพื่อสูดกลิ่นหอมของอาหาร
อ้ายชิงลองจับมือเธอแยกออกไปวางไว้ข้างชามอาหาร ให้เธอจับขอบชามไว้
คราวนี้เสี่ยวอวี่ลืมดึงมือกลับ
ดีๆ แบบนี้แหละใช้ได้
อ้ายชิงถอยหลังออกมาสองก้าว ยืนมองผลงานชิ้นเอกของตัวเอง
เด็กสาวผมขาวในเสื้อโค้ตตัวโคร่งสีน้ำเงินนั่งเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ (แม้เท้าจะอยู่บนเบาะ)
สองมือประคองชามอาหารแมว ยืดคอไปข้างหน้า หมายมั่นจะลิ้มรสอาหารกลางวันแสนอร่อย
ทว่า อ้ายชิงภูมิใจได้ไม่ทันไร เพียงแค่กะพริบตา เสี่ยวอวี่ก็หายตัวไปแล้ว
เขารีบชะโงกหน้าไปดู ก็เห็นหน้าแมวเหมียวโผล่ออกมาจากใต้โต๊ะ จากนั้นเสี่ยวอวี่ก็กระโดดแผล็วจากเก้าอี้ขึ้นไปบนโต๊ะ ซุกหน้าลงในชาม แล้วเริ่มหม่ำอย่างเอร็ดอร่อย
เฮ้อ ที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า
กินข้าวเถอะ กินข้าว
แต่ก่อนจะกิน... อ้ายชิงรีบพุ่งเข้าห้องน้ำไปกวักน้ำเย็นล้างหน้าเรียกสติ
ให้ตายเถอะ!
สาวน้อยตัวนุ่มนิ่มกลิ่นหอมกรุ่น อยู่กับเขาแบบไม่ระวังตัวเลยสักนิด ยอมให้เขาจับทำอะไรก็ได้โดยไม่อิดออด
นี่มันดาเมจแรงเกินต้านทานสำหรับหนุ่มซิงอย่างเขาจริงๆ
ยิ่งเป็นสาวผมขาวตาสองสีด้วย
ออปชั่นเสริมมาเต็มพิกัดสุดๆ
สิ่งที่ค้ำจุนจิตใจของอ้ายชิงในตอนนี้ มีเพียงการศึกษาอันยอดเยี่ยมที่เขาได้รับมาในฐานะทายาทสังคมนิยมตลอดกว่ายี่สิบปี ซึ่งช่วยให้เขายังคงไว้ซึ่งคุณธรรมและศีลธรรมอันสูงส่ง ไม่กลายร่างเป็นสัตว์ป่าไปเสียก่อน
เทียบกับการทำตามสัญชาตญาณดิบแล้ว หลังจากได้ใช้ชีวิตร่วมกับเสี่ยวอวี่ในร่างมนุษย์มาหลายวัน อ้ายชิงกลับรู้สึกอยากเห็นพัฒนาการของเธอมากกว่า ว่าเขาจะช่วยให้เธอค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ได้มากแค่ไหน
ฟังดูเหนื่อยพิลึก
แต่อ้ายชิงก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย
อย่างน้อยๆ การเขียนนิยายเรื่องใหม่นี้ก็ลื่นไหลกว่าตอนเตรียมพล็อตช่วงแรกมาก
ถ้านิยายเรื่องนี้ดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาเพราะเหตุนี้ ก็ถือว่าเป็นโบนัสที่คาดไม่ถึง
แต่ตอนนี้มีปัญหาหลักใหม่เข้ามาแล้ว
อ้ายชิงยังจับกฎเกณฑ์ที่แน่นอนไม่ได้เลยว่า อะไรเป็นปัจจัยที่กำหนดเวลาและรูปแบบการกลายร่างของเสี่ยวอวี่
เรื่องนี้ทำให้อ้ายชิงร้อนใจหน่อยๆ
เพราะตอนเย็นวันนี้เขาต้องกลับไปกินข้าวที่บ้าน และต้องพาเสี่ยวอวี่ไปค้างคืนที่บ้านพ่อแม่ด้วย
เดิมที ประสบการณ์จากวันก่อนๆ ทำให้อ้ายชิงเข้าใจผิดว่าเสี่ยวอวี่จะกลายร่างเป็นคนเฉพาะตอนบ่าย 3 โมง และตี 3 เท่านั้น
แต่เมื่อคืน อ้ายชิงตั้งนาฬิกาปลุกมารอเก้อ ตอนตี 3 ไม่ยักกะมีสาวหูแมวผมขาวมานอนข้างๆ
เขานั่งจ้องหน้าเสี่ยวอวี่ตาปริบๆ อยู่ตั้งยี่สิบกว่านาที
แล้ววันนี้ จู่ๆ ตอนจะกินมื้อเที่ยง เสี่ยวอวี่ก็ดันกลายร่างซะงั้น
ตอนนี้อ้ายชิงเลยกังวลมากว่า ถ้าเกิดตอนบ่าย 3 โมงเสี่ยวอวี่ไม่กลายร่าง แต่ดันไปกลายร่างตอนที่เขาพาเธอไปถึงบ้านแล้วล่ะก็ เขาจะทำยังไง?
เขายังไม่รู้เลยว่าการกลายร่างนี้ เสี่ยวอวี่ควบคุมเองได้ หรือมันเกิดขึ้นแบบสุ่มโดยที่เธอเองก็คุมไม่ได้
และเพื่อให้รู้คำตอบทั้งหมด มันต้องมีเงื่อนไขพื้นฐานอย่างหนึ่งก่อน
นั่นคือ เสี่ยวอวี่ต้องพูดได้
หรืออย่างน้อยที่สุด เธอก็ต้องฟังสิ่งที่เขาพูดรู้เรื่อง
คิดได้ดังนั้น อ้ายชิงก็เช็ดหน้าให้แห้ง เดินออกจากห้องน้ำมานั่งลงที่โต๊ะกินข้าว หยิบตะเกียบขึ้นมา พลางมองเสี่ยวอวี่ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากิน แล้วตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ดูท่าเขาควรจะลองจับเสี่ยวอวี่เข้าคอร์สการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีดูบ้างแล้ว
ติดอยู่ตรงที่ว่า เวลาที่เธอกลายร่างในแต่ละวันมันสั้นเหลือเกิน แค่ไม่กี่นาทีเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเธอพอสมควร
คงจะดีไม่น้อยถ้าเวลาในร่างมนุษย์ของเธอในแต่ละวันถูกกำหนดไว้แน่นอนและยาวนานขึ้น
"เมี๊ยว~"
พอกินอิ่มแล้ว เสี่ยวอวี่ก็หันมามองอ้ายชิง แล้วเอาหัวถูไถแขนเขา