เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 208 จักรพรรดิทรงกริ้ว

บทที่ 208 จักรพรรดิทรงกริ้ว

บทที่ 208 จักรพรรดิทรงกริ้ว


บทที่ 208 จักรพรรดิทรงกริ้ว

ก่อนหน้านี้ซูจี้เหนียนเคยศึกษาเรื่องนี้มาบ้างแล้ว

ในโลกนี้ เมื่อถึงฤดูหนาว เสื้อที่เรียกว่าเสื้อกันหนาวนั้น ก็คือเสื้อที่ทำจากเส้นใยพืชชนิดหนึ่ง และเพิ่มความหนาขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เสื้อแบบนี้ไม่สามารถกันลมกับความหนาวได้ และเมื่อสวมใส่ในฤดูหนาว มันจะรู้สึกเย็นมาก แม้แต่เสื้อที่ขุนนางสวมใส่มันก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แตกต่างแค่ว่ามันถูกตัดเย็บอย่างประณีตมากขึ้นเท่านั้น

แต่ฤดูหนาวยังคงหนาวมากอยู่ดี

ทุกครั้งที่ถึงฤดูหนาว จะมีคนจำนวนมากที่หนาวตาย บางคนขาดแคลนอาหาร เมื่อออกไปหาอาหาร พวกเขาก็ถูกความหนาวแช่แข็งจนตาย

ดังนั้นซูจี้เหนียนจึงคิดว่า หากมีเสื้อกันหนาวจริงๆ มันจะต้องขายดีมากแน่ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น หากผ้าที่ใช้ตัดเย็บมีความสวยงาม มันก็จะยิ่งขายดีมากขึ้นได้อีก

ส่วนเรื่องการย้อมผ้า ซูจี้เหนียนคิดว่ามันยุ่งยากเกินไป เขาจึงไม่ได้คิดจะผสมสีด้วยตัวเอง เพราะเขามีเครื่องย้อมผ้าที่ทันสมัย การที่ใช้เครื่องย้อมสีผ้า มันคือการขายตัวผ้า ในความหมายที่แท้จริงแล้ว มันไม่สามารถถือว่าเป็นการขายของจากเจดีย์มิติ

เรื่องเสื้อนี้ ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนการแล้ว

แต่สำหรับเรื่องการขนส่งแร่เหล็ก ซูจี้เหนียนยังคงไม่มีความคิดที่ดี

ในราชสำนัก

“น้ำ…”

จักรพรรดินอนอยู่บนเตียง และพึมพำกับตัวเอง

ขันทีที่อยู่ข้างๆ รีบยกน้ำมา และพยุงจักรพรรดิขึ้นอย่างช้าๆ จากนั้นก็ป้อนน้ำให้จักรพรรดิ จักรพรรดิจึงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง จากนั้นกล่าวว่า “ทำไมข้าถึงได้อยู่ที่นี่?”

“กราบทูลฝ่าบาท ท่านแม่ทัพชิงอวี่เป็นคนส่งพระองค์กลับมาขอรับ”

(เนื่องจากเป็นนิยายแฟนตาซี ไม่ใช่นิยายจักรๆ วงศ์ๆ ผู้แปลขออนุญาติไม่ใช้คำราชาศัพท์ที่มากเกินไปนะคะ)

ขันทีผู้นี้รีบพูด

“อ้อ”

จักรพรรดิจึงนึกขึ้นได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่เขากินหม้อไฟที่ร้านว่านอู๋เหลา เขาดื่มเบียร์มากเกินไป และมึนเมาเล็กน้อย

แต่จักรพรรดิก็ยังคงรู้สึกว่า อาหารมื้อนั้นอร่อยมากจริงๆ

หม้อไฟมื้อนั้นอร่อยยิ่งนัก เขารู้สึกสบายใจ เขาไม่ได้กินเนื้อสัตว์และผักแบบนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรสชาติของหม้อไฟที่กินคู่กับน้ำจิ้ม มันช่างอร่อยมากจริงๆ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อาหารที่พ่อครัวหลวงทำนั้น มันคืออะไรกันแน่?

“ฝ่าบาท อาหารเย็นเตรียมพร้อมแล้ว บ่าวจะให้คนยกเข้ามา”

ขันทีผู้นี้รีบพูด

จักรพรรดิพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าตนเองหลับไปนานแค่ไหน? แต่หลังจากตื่นนอนแล้ว เขาก็รู้สึกหิวเล็กน้อย

ไม่นาน อาหารต่างๆ ก็ถูกยกเข้ามา

จักรพรรดิมองดูมัน และขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกเบื่อกับอาหารในราชสำนักอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นอาหารต้มหรืออาหารปิ้งย่าง ล้วนเป็นเนื้อสัตว์ต่างๆ เพียงแค่โรยเกลือลงไปก็สามารถกินได้แล้ว ส่วนผัก ก็เป็นเพียงแค่ผักต้มที่ใส่เกลือลงไป จักรพรรดิมีสีหน้ามืดครึ้ม เขาคีบเนื้อสัตว์ชิ้นหนึ่ง เนื้อสัตว์ชิ้นนี้ถูกหั่นเป็นชิ้นบางๆ แต่เมื่อกินเข้าไป เขาก็รู้สึกถึงรสชาติที่เค็มและขม แถมยังคงมีกลิ่นคาวอีกด้วย

“ถุย!”

จักรพรรดิอดไม่ได้ที่จะคายเนื้อสัตว์นี้ออกมา

“ฝ่าบาท”

ขันทีผู้นั้นรีบเข้าไปใกล้ และเช็ดปากให้จักรพรรดิ เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฝ่าบาท พระองค์เป็นอะไรไป? อาหารจานนี้เป็นอาหารที่ท่านชอบมากที่สุดไม่ใช่หรือขอรับ?”

จักรพรรดิไม่ได้พูดอะไร ของสิ่งนี้มีกลิ่นคาวและขมมาก ก่อนหน้านี้เขาสามารถกินมันไปได้อย่างไร? เมื่อนึกถึงเนื้อสัตว์ที่ลวกในหม้อไฟเมื่อตอนเที่ยง จิ้มกับน้ำจิ้มรสเข้มข้น ห่อด้วยผักแล้วใส่เข้าไปในปาก กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์และรสชาติที่ซับซ้อนของน้ำจิ้มนั้น ทำให้ผู้คนน้ำลายไหล

เมื่อมองดูอาหารตรงหน้า นี่มันคืออะไรกันแน่?

“เรียกพ่อครัวหลวงที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้นมาที่นี่!”

จักรพรรดิทรงกริ้วแล้ว!

พ่อครัวหลวงทั้งหมดถูกเรียกมาที่นี่ จากนั้นก็ถูกจักรพรรดิด่าทอ พ่อครัวหลวงเหล่านี้รู้สึกน้อยใจมาก ปกติแล้วพวกเขาก็ทำอาหารแบบนี้ และอาหารก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารต้มหรืออาหารปิ้งย่างล้วนเป็นเช่นเดียวกัน

หลังจากถูกจักรพรรดิด่าทอ พ่อครัวหลวงเหล่านี้ก็รู้สึกหดหู่ใจ

“หัวหน้าพ่อครัวฝาง ท่านคิดว่าพวกเราควรจะทำอย่างไร?”

ในเวลานี้พ่อครัวหลวงมากมายต่างก็ล้อมรอบพ่อครัวหลวงที่ค่อนข้างมีอายุคนหนึ่งเอาไว้ เขาชื่อว่าฝางทงเหอ เขาเป็นถึงหัวหน้าพ่อครัวหลวง เขาเป็นผู้ดูแลห้องครัวหลวง อาหารที่เขาถนัดที่สุดคือเนื้อย่าง อาหารเมื่อครู่ก็เป็นฝีมือของเขา ฝางทงเหอมองดูเนื้อย่างจานนี้ เขาหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่ง และใส่เข้าไปในปาก เขากล่าวว่า “ไม่มีปัญหาใดๆ มันนุ่มและอร่อยมาก”

พ่อครัวหลวงคนอื่นๆ ก็ยังคงลองชิมดู พวกเขาพยักหน้า มันไม่มีปัญหาใดๆ รสชาติของมันยอดเยี่ยมมาก แต่ทำไมจักรพรรดิถึงได้ทรงกริ้ว?

“พรุ่งนี้ตอนทำอาหาร ทุกคนต้องตั้งใจมากขึ้น!”

ฝางทงเหอทำได้เพียงพูดเช่นนี้

“ทุกท่าน ทุกท่าน!”

ในเวลานี้เอง ก็มีพ่อครัวหลวงคนหนึ่งวิ่งกลับมา เขารีบพูดว่า “ข้าสืบเรื่องบางอย่างมาได้แล้ว”

“ว่ามาสิ”

ฝางทงเหอกล่าว

“วันนี้ฝ่าบาทเสด็จออกจากราชสำนัก และเสด็จไปที่ร้านหม้อไฟว่านอู๋เหลาในเมืองหลวง หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนี้” พ่อครัวหลวงผู้นั้นรีบพูด

“หม้อไฟ?”

“นั่นคืออะไร?”

ทุกคนต่างก็รู้สึกงุนงง

“ข้ารู้ ข้ารู้” พ่อครัวหลวงคนหนึ่งรีบตอบ “ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นใบปลิว หม้อไฟเป็นวิธีการกินแบบใหม่ พวกเขาจะวางของที่ต้องการกินลงไปในหม้อ และต้มมัน เมื่อสุกแล้ว ก็ตักขึ้นมากิน”

ทุกคนมองหน้ากัน วิธีการกินแบบนี้ มันแตกต่างจากวิธีการทำอาหารของพวกเขาหรือไง?

“มีข่าวลือว่าในหม้อไฟนั้นมีเครื่องปรุงรสมากมาย มันทำให้อาหารอร่อยมากยิ่งขึ้น” มีคนคาดเดา

“เหอะ! มันเป็นเพียงแค่วิธีการนอกรีต!” ฝางทงเหอแค่นเสียงเย็นชา “ของแบบนั้นจะสามารถเทียบได้กับอาหารของพวกเราหรือ? ฝ่าบาทคงจะติดใจรสชาติของมัน รอให้ลิ้นของพระองค์ฟื้นตัวแล้ว พระองค์ก็จะรู้ว่าอาหารของพวกเราอร่อยกว่า”

“หัวหน้าพ่อครัว พวกเราไปลองชิมหม้อไฟนั้นกันเถอะ”

มีคนเสนอ

“เหลวไหล!”

ฝางทงเหอโกรธมาก “พวกเราเป็นถึงพ่อครัวหลวงอันดับหนึ่งของอาณาจักรหลิงเจี้ยน พวกเราต้องไปที่นั่นด้วยหรือ? พวกเจ้าไม่รู้สึกอับอายหรือไง? ข้าจะไม่ไป ของนอกรีตแบบนั้น ไม่อร่อยหรอก!”

เมื่อถูกฝางทงเหอด่าทอ ก็ไม่มีใครกล้าเสนออีก

ตอนเย็น ฝางทงเหอกลับบ้านด้วยความไม่พอใจ

พ่อครัวหลวงคนอื่นๆ กลับมารวมตัวกัน หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเขาก็แอบไปที่ร้านหม้อไฟว่านอู๋เหลา ร้านหม้อไฟของซูจี้เหนียนเปิดดึกมาก ดังนั้นแม้ว่าพ่อครัวหลวงเหล่านี้จะเลิกงานแล้ว พวกเขาก็ยังคงสามารถกินหม้อไฟได้

“นี่คือร้านหม้อไฟหรือ?”

ทุกคนมาถึงถนน และเห็นป้ายชื่อขนาดใหญ่ของร้านว่านอู๋เหลาอยู่ไกลๆ พวกเขารู้สึกประหลาดใจ ร้านค้านี้ดูหรูหรามาก แสงไฟสว่างไสว มีควันลอยออกมาจากข้างใน พวกเขาสามารถได้กลิ่นหอมๆ จากระยะไกล

“กลิ่นนี้…”

พ่อครัวหลวงหลายคนต่างก็ตกตะลึง พวกเขาเป็นพ่อครัวหลวงมานานหลายปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงไม่เคยได้กลิ่นหอมๆ เช่นนี้มาก่อน

“รีบไปลองชิมกันเถอะ”

แม้ว่าจะเป็นเวลาค่ำคืนแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนมากมายที่กำลังต่อแถว พ่อครัวหลวงหลายคนจึงทำได้เพียงรออยู่ข้างนอก พวกเขามองเข้าไปในร้านผ่านหน้าต่าง และเห็นว่าทุกคนกำลังกินหม้อไฟอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขาอดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหล

จบบทที่ บทที่ 208 จักรพรรดิทรงกริ้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว