- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 88 ต้นสายปลายเหตุ
บทที่ 88 ต้นสายปลายเหตุ
บทที่ 88 ต้นสายปลายเหตุ
“ถ้าเหมาอี้หรานอยู่ในเมืองชิงเต่า ก็ออกหมายเรียกเขามาสอบปากคำได้ครับ” หานปินพูด
“ฉันตรวจสอบแล้ว เหมาอี้หรานซื้อตั๋วรถไฟมาเมื่อเช้าวันที่ 23 สิงหา และเมื่อเที่ยงวันนี้ เขาซื้อตั๋วรถไฟรอบสี่โมงครึ่งเพื่อเตรียมกลับเมืองเกาหลง” เจิงเผิงกล่าว
“เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เราต้องรีบไปสถานีรถไฟไหมครับ?” หลี่ฮุยถามขึ้น
“ไม่ต้อง ฉันติดต่อตำรวจรถไฟแล้ว พวกเขาเจอตัวเหมาอี้หรานแล้ว และได้แจ้งเรียกตัวด้วยวาจา เดี๋ยวจะพาตัวมาส่งที่กรมตำรวจสาขาชิงเต่าเลย”
“หัวหน้าเจิงรอบคอบจริง ๆ ค่ะ” เถียนลี่ชม
“เกือบปล่อยเจ้านั่นหนีไปได้แล้วเชียว” จ้าวหมิงว่า
“พูดแบบนี้แสดงว่าเป็นไปได้สูงว่าถูกฆาตกรรมใช่ไหม?” หลี่ฮุยถามต่อ
“ไม่ว่าจะถูกฆ่าหรือฆ่าตัวตาย ก็ต้องเอาตัวมาสอบปากคำก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเหมาอี้หรานออกจากเมืองชิงเต่าไป เรื่องจะยิ่งยุ่งยากขึ้น” เจิ้งข่ายเสวียนหยิบบุหรี่ยี่ห้อฮาเต๋อเหมินออกมาแจกทุกคน
หานปินรับบุหรี่มามวนหนึ่ง พูดอย่างลังเล “แต่ถึงจะจับเหมาอี้หรานได้ ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะพิสูจน์ว่าเขาเป็นคนฆ่าเหอซือรุ่ยนะครับ”
“ปินจื่อพูดถูก ปัญหาตอนนี้คือหลักฐานน้อยเกินไป แม้แต่จะพิสูจน์ว่าเหอซือรุ่ยถูกฆาตกรรมยังทำไม่ได้เลย” เจิงเผิงเสริม
“จากกล้องวงจรปิดจะเห็นว่า ตอนเหอซือรุ่ยออกจากโรงแรม เธอไม่ได้พกของติดตัวไปมากนัก น่าจะเอาไปแค่มือถือเครื่องเดียว ถ้าเหอซือรุ่ยจมน้ำตายเอง มือถือก็อาจจะตกทะเลไป แต่ถ้าเธอถูกฆ่า มือถืออาจจะตกไปอยู่ในมือคนร้าย นี่เป็นหลักฐานที่ค่อนข้างสำคัญครับ” หานปินวิเคราะห์
“เถียนลี่ เธอลองโทรเข้ามือถือเหอซือรุ่ยหน่อย ดูซิว่าเป็นยังไงบ้าง” เจิ้งข่ายเสวียนสั่ง
เถียนลี่พยักหน้า หยิบมือถือขึ้นมากดโทรออกหาเหอซือรุ่ย สักพักก็ได้ยินเสียงตอบรับอัตโนมัติ
“ขอโทษค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...”
“ซอร์รี่ เดอะนัมเบอร์...”
“ในเมื่อทางหาดทรายทองไม่มีเบาะแสชัดเจน ก็กลับกรมฯ ไปสอบปากคำเหมาอี้หรานก่อน ใช้เขาเป็นจุดเริ่มต้นในการสืบสวนขั้นต่อไป” เจิ้งข่ายเสวียนสรุป
“หัวหน้าเจิ้งครับ ผมมีข้อเสนอเล็ก ๆ ครับ” หลี่ฮุยยิ้มแหะ ๆ
“ว่ามา”
“ก่อนกลับกรมฯ แวะกินข้าวหน่อยได้ไหมครับ” หลี่ฮุยลูบท้อง มื้อเที่ยงก็ไม่ได้กิน ยุ่งมาทั้งบ่าย หิวจนตาลายแล้ว
เจิ้งข่ายเสวียนยิ้ม “พวกนายคงยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงกันสินะ”
หานปิน เถียนลี่ จ้าวหมิง และคนอื่น ๆ ต่างยิ้มเจื่อน
เจิงเผิงจุดบุหรี่ ยิ้มกล่าว “เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
“เอาล่ะ ฉันกับเหล่าเจิงจะล่วงหน้ากลับไปก่อน พวกนายสี่คนหาอะไรกินรองท้องแล้วค่อยตามไป” เจิ้งข่ายเสวียนบอก
“ครับ/ค่ะ”
...
เวลานี้ร้านอาหารส่วนใหญ่ยังไม่เปิด พวกหานปินสี่คนเลยหาร้านฟาสต์ฟู้ดกิน ไม่สนว่าอร่อยไม่อร่อย ขอแค่อิ่มท้องไว้ก่อน มื้อหน้าจะได้กินเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้
พอกลับถึงกรมตำรวจ เหมาอี้หรานก็ถูกพาตัวมาถึงแล้ว
จ้าวหมิงพาเขาไปที่ห้องทำงาน โดยมีหานปินและหลี่ฮุยรับหน้าที่สอบปากคำ
หานปินเปิดกล้องบันทึกการปฏิบัติงาน หยิบปากกาและสมุดจดขึ้นมาถามตามระเบียบ “ชื่อ เพศ อายุ ภูมิลำเนา...”
“เหมาอี้หราน ชาย อายุ 27 ปี คนเมืองเกาหลง...”
“รู้ไหมว่าเรียกคุณมาทำไม?” หานปินถาม
เหมาอี้หรานส่ายหน้า “ไม่รู้ครับ”
“คุณรู้จักเหอซือรุ่ยไหม?”
“อยากจะไม่รู้จักยังยากเลยครับ”
“พวกคุณเป็นอะไรกัน?”
“เธอเป็นแฟนผม ไม่สิ แฟนเก่าครับ”
“เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?”
“น่าจะครึ่งเดือนได้แล้วครับ”
“แน่ใจนะ?”
“แน่ใจครับ” เหมาอี้หรานรับคำ แล้วถามกลับ “คุณตำรวจครับ เรียกผมมามีเรื่องอะไรกันแน่ ผมกับเหอซือรุ่ยเลิกกันแล้ว แล้วเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับตำรวจด้วยมั้งครับ”
“เหอซือรุ่ยตายแล้ว” หานปินพูดเสียงเรียบ
“อะไรนะ! คุณไม่ได้ล้อเล่นใช่มั้ย เมื่อวานเธอยัง...” เหมาอี้หรานแสดงสีหน้าตกใจ
“เมื่อวานทำไม?”
“มะ... ไม่มีอะไรครับ” เหมาอี้หรานติดอ่างเล็กน้อย ถามย้ำ “ซือรุ่ยตายแล้วจริง ๆ เหรอครับ?”
“เรื่องนี้คุณน่าจะรู้ดีกว่าพวกเรานะ”
“หมายความว่ายังไงครับ ผมเพิ่งรู้เรื่องนี้เมื่อกี้นี้เอง” เหมาอี้หรานแย้ง
“พวกเราตรวจสอบแชตวีแชตแล้ว เมื่อคืนตอนประมาณห้าทุ่ม คุณไปหาเหอซือรุ่ยที่หาดทรายทอง”
“เธอนัดผมไปครับ ตอนนั้นผมก็แปลกใจเหมือนกัน แต่ผมก็ยังหวังว่าจะได้คืนดีกับเธอ แต่พอไปถึงหาดทรายทองก็ไม่เจอเธอ โทรวีแชตไปก็ไม่รับ โทรเบอร์มือถือก็ปิดเครื่อง ผมก็นึกว่าเธอแก้แค้นผม ให้ผมตัดใจซะ ผมเลยซื้อตั๋วรถไฟกลับเมืองเกาหลง” เหมาอี้หรานอธิบาย
หานปินขมวดคิ้ว สีหน้าของเหมาอี้หรานดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีพิรุธว่าโกหก
“ช่วงนี้เหอซือรุ่ยมีอะไรผิดปกติไหม?”
“ผมไม่รู้ครับ เธอไม่สนใจผมเลย” เหมาอี้หรานถอนหายใจ เสียงสั่นเครือ
“ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ เธอจะตาย ถ้าทุกอย่างราบรื่น ป่านนี้เราคงกำลังเลือกแหวนแต่งงาน หรือลองชุดเจ้าสาวกันอยู่ ผม... ผมไม่คิดจริง ๆ...”
หลี่ฮุยส่งทิชชูให้อีกฝ่าย “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเธออยู่เมืองชิงเต่า?”
เหมาอี้หรานรับทิชชูมาเช็ดน้ำตา “ผมดูในโมเมนต์ของเธอ มันมีเช็กอินระบุตำแหน่ง ก็เลยรู้ว่าเธออยู่แถวนี้ครับ”
“ทำไมพวกคุณถึงเลิกกัน?” หานปินถาม
เหมาอี้หรานยิ้มขื่น “คนก็ตายไปแล้ว พูดไปจะมีประโยชน์อะไรครับ”
“คุณไม่อยากรู้เหรอว่าเธอตายยังไง?” หานปินถามจี้
“ผมบอกแล้ว ว่าไม่เกี่ยวกับผม ผมไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ”
“งั้นคุณยิ่งต้องให้ความร่วมมือกับตำรวจ จะได้รีบพ้นจากข้อสงสัย”
เหมาอี้หรานนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “พวกเราเตรียมจะแต่งงานกันแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เจอกันแล้ว แต่พอคุยเรื่องสินสอด ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ บ้านซือรุ่ยฐานะปานกลาง พี่ชายเธอก็ยังไม่แต่งงาน พ่อแม่เธอเลยอยากให้บ้านผมเพิ่มสินสอดให้หน่อย”
“เห็นแก่เงินขนาดนั้นเลย?” หลี่ฮุยพูด
“เมื่อก่อนผมก็คิดว่าความสัมพันธ์ของเราดีมาก คบกันมาตั้งหลายปี รักกันจริง แต่พอจะแต่งงานกันจริง ๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด การแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่เป็นเรื่องของสองครอบครัว” เหมาอี้หรานก้มหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
“บ้านซือรุ่ยอยากได้สินสอดเพิ่ม ผมก็ไม่อยากให้พ่อแม่รับภาระหนักเกินไป จะโทษก็ต้องโทษที่ตัวผมเองไม่มีความสามารถ ไม่งั้นเรื่องคงไม่กลายเป็นแบบนี้”
หานปินลูบคาง ถามว่า “คุณบอกว่าบ้านเหอซือรุ่ยฐานะปานกลาง?”
“ครับ”
“เท่าที่คุณรู้จักเธอ เธอมาเที่ยวชิงเต่า จะพักห้องวิวทะเลคืนละพันแปดร้อยหยวนไหม?” หานปินถามต่อ
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ อย่าว่าแต่พันแปดเลย แค่ห้องคืนละห้าร้อยเธอยังบ่นว่าแพง” เหมาอี้หรานตอบอย่างมั่นใจ
“แต่พวกเราไปตรวจสอบที่โรงแรม ถังอวี๋พาเราเข้าไปดูเอง ห้องนั้นเป็นห้องวิวทะเลคืนละพันแปดร้อยหยวนจริง ๆ” จ้าวหมิงแย้ง
หานปินขมวดคิ้ว ดูเหมือนการตายของเหอซือรุ่ย จะซับซ้อนกว่าที่คิดเสียแล้ว