- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 62 กลับบ้านเกิด
บทที่ 62 กลับบ้านเกิด
บทที่ 62 กลับบ้านเกิด
หานปินเดินออกมาจากห้องทำงานผู้กำกับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนในใจเขาคิดอะไรอยู่นั้น คนภายนอกก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
พอกลับมาถึงห้องทำงาน
หลี่ฮุย เถียนลี่ และจ้าวหมิงสามคนก็เข้ามารุมล้อม
“พี่ปิน หัวหน้าเจิ้งเรียกพี่ออกไปทำไมเหรอครับ”
“ไม่มีอะไรหรอก” หานปินยักไหล่
“พี่ปิน ไม่จริงใจเลยนะ”
“พี่ปิน พวกเราก็เป็นตำรวจเหมือนกันนะ พี่อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก”
ทั้งสามคนไม่ยอมลดละ ซักไซ้ไล่เลียงจะเอาคำตอบให้ได้
“หัวหน้าเจิ้งพาฉันไปหาผกก.ไต้น่ะ”
“ผกก.ไต้!”
“ผกก.ไต้ว่ายังไงบ้าง?” หลี่ฮุยทำหน้าอิจฉา
เขามาอยู่ที่กรมตำรวจสาขานานขนาดนี้ ยังไม่เคยเข้าไปในห้องทำงานของไต้หมิงหานเลยสักครั้ง
“เรื่องนี้ จริง ๆ แล้วควรจะให้หัวหน้าเจิ้งเป็นคนพูดนะ” หานปินรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย
“พี่ปิน ยังไงก็ต้องรู้อยู่ดี พี่ก็บอกพวกเราก่อนเถอะ”
“นั่นสิ นายก็พูดมาเถอะ”
“ใจจะขาดตายอยู่แล้วเนี่ย” ทั้งสามคนเร่งเร้า
“ในเมื่อพวกนายถามมาด้วยความตั้งใจจริง ฉันก็พร้อมที่จะแถลงไข เพื่อปกป้องไม่ให้โลกถูกทำลาย เพื่อปกป้องความสงบสุขของโลก จึงต้องเผยความชั่วแห่งสัจธรรม...”
“หยุด พูดภาษาคนได้ไหม” หลี่ฮุยทำท่าทางบอกให้หยุด
“ประโยคเปิดตัวนี่คุ้น ๆ นะครับ” จ้าวหมิงลูบคาง
“แก๊งร็อคเก็ตไง” เถียนลี่นึกขึ้นได้
“ตอบถูก มอบรางวัลเป็นสิทธิ์ในการเสนอชื่อเข้าชิงดาวเด่นของกองร้อยตำรวจให้หนึ่งครั้ง” หานปินกล่าว
“พวกเราไม่สนใจรางวัลของนายหรอก รีบพูดเรื่องระ...” พูดไปได้ครึ่งหนึ่ง หลี่ฮุยก็ชะงักไป ถามด้วยความประหลาดใจ “เมื่อกี้นายพูดว่า ‘ดาวเด่นของกองร้อยตำรวจ’ ใช่ไหม ทีมเราได้รับคัดเลือกเป็นทีมดีเด่นเหรอ”
“ชู่...”
หานปินทำท่าทางบอกให้เงียบเสียง “เบา ๆ หน่อย ยังไม่ทันจะเริ่มเลย เดี๋ยวไอ้ปากสว่างอย่างนายตะโกนออกไป เรื่องก็ล่มกันพอดี”
“หานปิน ทั้งหน่วยสืบสวนอาชญากรรม 3 หรือแค่ทีมเรา?” เถียนลี่ซักไซ้
“หน่วย 3”
“จิ๊ ๆ หัวหน้าเจิ้งได้หน้าไปเต็ม ๆ เลยงานนี้” หลี่ฮุยทำเสียงจิ๊จ๊ะในปาก
“ทุกคนก็ได้ประโยชน์กันทั้งนั้น นายอย่าทำเป็นได้กำไรแล้วยังมาบ่นหน่อยเลย” เถียนลี่ว่า
“เจ๊เถียนครับ มีประโยชน์อะไรเหรอครับ ผมไม่เคยสนใจเรื่องนี้มาก่อนเลย?” จ้าวหมิงมาอยู่ได้ไม่นาน ทีมของพวกเขายังไม่เคยได้รับรางวัลกลุ่มดีเด่นเลยสักครั้ง
“การคัดเลือก ‘ดาวเด่นของกองร้อยตำรวจ’ มีเดือนละครั้ง แต่ละครั้งจะคัดเลือกบุคคลดีเด่น 1 คน และกลุ่มดีเด่น 1 กลุ่ม เพื่อเป็นแบบอย่างให้ตำรวจทั้งกรมได้เรียนรู้” เถียนลี่หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
“นอกจากรางวัลเกียรติยศแล้ว สมาชิกกลุ่มดีเด่นทุกคนจะได้รับเงินรางวัลคนละหกร้อยหยวน ส่วนบุคคลดีเด่นจะได้รับเงินรางวัลสามพันหยวน”
“เชรด ใช้ได้เลยนะครับ” จ้าวหมิงอุทาน
“เศรษฐีใหม่อย่างนายน่ะ ไม่สนใจเงินเล็กน้อยพวกนี้หรอก แต่สำหรับพวกเราที่กินเงินเดือนตายตัว มันคือลาภลอยก้อนโตเลยนะ ถ้าได้รางวัลบุคคลดีเด่นด้วย เงินรางวัลสามพันหกร้อยหยวนก็จะตกถึงมือ จิ๊ ๆ...” หลี่ฮุยทำหน้าเพ้อฝัน
“จริงสิครับ แล้วใครเป็นบุคคลดีเด่นครับ?” จ้าวหมิงถามต่อ
หานปินแบมือ “ผกก.ไต้ไม่ได้บอก”
“เฮ้อ!”
หลี่ฮุยตื่นรู้ขึ้นมาในทันที เผยสีหน้าอิจฉาริษยา จ้องเขม็งไปที่หานปิน “ยังจะต้องพูดอีกเหรอ ก็ต้องเป็นนายอยู่แล้ว ไม่งั้นผกก.ไต้จะเรียกนายไปที่ห้องทำงานทำไม ทำไมไม่เรียกพวกเรา?”
เถียนลี่กับจ้าวหมิงเองก็กระจ่างแจ้ง ทำหน้าอ๋อที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
พอเห็นทั้งสามคนหันมามองพร้อมกัน หานปินก็ต้องตัดเนื้อร้ายเพื่อรักษาชีวิต โบกไม้โบกมือ พูดอย่างใจป้ำ “เงินเดือนออกเมื่อไหร่ เดี๋ยวเลี้ยงเซี่ยงจี้เอง!”
...
สองวันติดต่อกัน ไม่มีคดีเข้ามาอีกแล้ว
ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์อีกครั้ง
ครั้งนี้จ้าวหมิงเข้าเวรวันเสาร์ หลี่ฮุยเข้าเวรวันอาทิตย์
หานปินกับเถียนลี่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์
วันเสาร์ หานปินตื่นแต่เช้าตรู่ ไม่ได้นอนตื่นสาย
ขับรถพาสสาทสีดำของสหายเหล่าหาน มุ่งหน้าตรงไปยังตลาดสดครบวงจรย่านชานเมือง
หานปินนั่งอยู่ฝั่งคนขับ หานเว่ยตงนั่งอยู่ฝั่งข้างคนขับ หวังฮุ่ยฟางนั่งอยู่ที่เบาะหลัง
“เหล่าหาน ทำไมคุณไม่ขับรถล่ะ?” หวังฮุ่ยฟางบ่นอย่างไม่พอใจ
“กว่าจะหาคนขับรถฟรีได้ ผมจะโง่ขับเองทำไม?” หานเว่ยตงแค่นเสียง
“ลูกยุ่งมาตั้งหลายวัน กว่าจะได้หยุดพักสักวัน คุณขับรถหน่อยจะเป็นอะไรไป?”
“สหายหวังฮุ่ยฟาง คุณพูดแบบนี้ผมไม่ชอบฟังเลยนะ ผมก็ทำงานมาทั้งอาทิตย์เหมือนกัน แถมยังเป็นสหายอาวุโสอีก ทำไมผมจะมีความสุขกับวันหยุดสุดสัปดาห์บ้างไม่ได้” หานเว่ยตงย้อนถาม
“สถานีตำรวจของพวกคุณจะมีเรื่องอะไร จิบชา ดูข่าว นั่งคุยสัพเพเหระ วันหนึ่งก็ผ่านไปแล้ว บางทีเลิกงานก็ไปดื่มเหล้า ชีวิตคุณสุขสบายกว่าคนไม่ได้ทำงานอย่างฉันซะอีก” หวังฮุ่ยฟางแค่นเสียง
“สหายหวังฮุ่ยฟาง คุณคิดไปเองทั้งนั้น งานในสถานีตำรวจท้องใกล้ชิดกับประชาชนที่สุดแล้ว พวกเราต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ต้องรับประกันความปลอดภัยของประชาชน ภารกิจของพวกเราก็หนักหนาเหมือนกันนะ” หานเว่ยตงพูดหน้าตาย
“นั่นมันตำรวจชั้นผู้น้อยที่ลำบาก คุณก็แค่ใช้ปากสั่งงาน” หวังฮุ่ยฟางเถียง
“สหายหวังฮุ่ยฟาง ผมก็ไต่เต้ามาจากตำรวจชั้นผู้น้อยเหมือนกัน สมัยหนุ่ม ๆ ผมก็วิ่งจนขาขวิดมาแล้ว จะให้ทำงานมาค่อนชีวิตโดยไม่มีความก้าวหน้าเลยหรือไง”
“เอาเถอะ ฉันเถียงสู้คุณไม่ได้หรอก แต่ว่า...” หวังฮุ่ยฟางกำลังจะโต้แย้ง
หานปินเริ่มรำคาญ ก็เลยพูดแทรกขึ้นมาดื้อ ๆ “พอได้แล้วครับ ข้างหน้าก็จะถึงตลาดแล้ว คิดดีกว่าว่าจะซื้ออะไรกันดี”
บ้านเกิดของหานปินอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยอิ๋ง ห่างจากตัวเมืองชิงเต่าประมาณสามสิบนาที หานปินและพ่อแม่เตรียมจะซื้อของกินกลับไปเยี่ยมหานถิงเชียนปู่ของหานปินที่บ้านเกิด
“ปู่แกชอบกินเกี๊ยวไส้หอยแมลงภู่กับปลาอินทรี อย่าลืมซื้อไปเยอะ ๆ หน่อยล่ะ” หานเว่ยตงกำชับ
“ไม่ลืมหรอกครับ”
ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก จอดรถไว้หน้าตลาด
ตลาดแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก แบ่งออกเป็น 5 โซน มีโซนผัก โซนผลไม้ โซนเนื้อสัตว์ โซนอาหารทะเล และโซนต้นไม้สัตว์เลี้ยง
หวังฮุ่ยฟางไปเดินโซนผัก ส่วนหานเว่ยตงกับหานปินสองพ่อลูกไปเดินโซนอาหารทะเลกับโซนเนื้อสัตว์ด้วยกัน
สองพ่อลูกตระกูลหานซื้อเนื้อวัว 5 ชั่ง เนื้อแพะ 5 ชั่ง ซี่โครงหมู 5 ชั่ง เซี่ยงจี้แพะ 6 ลูก และปีกกลางไก่อีกหนึ่งถุง
จากนั้นก็ไปที่โซนอาหารทะเล ซื้อหอยแมลงภู่ ปลาอินทรี กุ้งมังกร หอยนางรม กั้ง และอื่น ๆ
หวังฮุ่ยฟางก็ซื้อผักมาหลากหลายชนิด
ขนของขึ้นรถเสร็จ ก็ไปที่โซนผลไม้ ซื้อลูกท้อ แอปเปิล กล้วยหอม แก้วมังกร และอื่น ๆ
ท้ายรถถูกยัดจนแน่นเอี๊ยด
สามคนพ่อแม่ลูกขับรถต่ออีกสิบกว่านาทีก็มาถึงหมู่บ้านเป่ยอิ๋ง บ้านเก่าของหานปินอยู่ติดถนน ออกจากประตูก็เจอถนนใหญ่เลย โล่งกว้างมาก
เดิมทีบ้านหานเว่ยตงมีที่ดินสองแปลง แต่เพื่อให้มันเชื่อมต่อกัน ก็เลยเอาไปแลกมาเป็นที่ดินติดถนนแปลงครึ่ง กว้าง 12 เมตร ยาว 18 เมตร ปลูกตึก 3 ชั้น มีลานบ้านกว้างขวาง
หานปินจอดรถไว้ที่หน้าประตู พอเดินเข้าประตูใหญ่ไปก็ตะโกนเรียก “ปู่ครับ ผมกลับมาแล้ว”
สุขภาพของคุณปู่ยังแข็งแรงดี เพียงแต่หูตึงไปหน่อย หานปินตะโกนเรียกอยู่หลายรอบกว่าปู่จะได้ยิน
“ปินจื่อกลับมาแล้วเหรอ” หานถิงเชียนรีบเดินออกมา ดีใจจนหุบยิ้มไม่ได้
“วันนี้ผมหยุด เลยซื้อของกินมาฝากครับ มีแต่ของโปรดปู่ทั้งนั้นเลย” หานปินยิ้ม
“ดี ๆ ๆ รีบเข้าบ้านเถอะ” คุณปู่จับมือหานปินเอาไว้
“พ่อ พ่อนั่งพักก่อนเถอะ ให้เจ้าหลานชายไปขนของให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาคุยเป็นเพื่อนพ่อ” หานเว่ยตงบอก
“จะรีบขนของไปทำไม ไม่ต้องรีบหรอก พักก่อนเถอะ” คุณปู่ทำท่าทางไม่ยี่หระ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือหลานชาย
“เอาเถอะ กว่าจะคุยกันรู้เรื่อง ผมคงขนเสร็จพอดี” หานเว่ยตงยิ้มขมขื่น คุณปู่รักหลานชายคนนี้ยิ่งกว่าไข่ในหินซะอีก