- หน้าแรก
- ยอดนักสืบพลังอนาคต
- บทที่ 60 ตีฆ้องร้องป่าว
บทที่ 60 ตีฆ้องร้องป่าว
บทที่ 60 ตีฆ้องร้องป่าว
“หัวหน้าเจิ้งครับ ตอนนี้ก็เจอหลักฐานแล้ว จะถือโอกาสนี้สอบสวนเฉินคังหนิงเลยไหมครับ” หานปินเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาผ่อนคลาย” ในใจของเจิ้งข่ายเสวียนยังคงกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง “สวีเยี่ยนผู้แจ้งความคนแรกยังรอใช้เงินอยู่ ต้องรีบปิดคดีให้เร็วที่สุด ถึงจะสามารถคืนเงินก้อนนี้ให้เธอได้”
“ผมอยากจะขอสอบสวนเฉินคังหนิงอีกครั้งครับ” หานปินกล่าว
“ได้”
เจิ้งข่ายเสวียนพยักหน้า พูดต่อ “ฉันจะไปรายงานผู้บังคับบัญชาที่กรมตำรวจสาขา กรณีของบ้านสวีเยี่ยนมันค่อนข้างพิเศษ ตราบใดที่ผู้ต้องสงสัยยอมรับสารภาพก็จะรีบดำเนินเรื่อง ให้เธอมารับเงินเก็บที่ถูกขโมยกลับไปโดยเร็วที่สุด”
“ครับ”
พ่อของสวีเยี่ยนจะต้องผ่าตัดในวันพรุ่งนี้ ถ้าหากการผ่าตัดล่าช้าออกไป ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนเงินเก็บที่ถูกขโมยไปก้อนนี้ ก็คือเงินที่จะต้องใช้จ่ายค่าผ่าตัด
...
หานปินกลับมาถึงกรมตำรวจ ก็เรียกตัวเฉินคังหนิงมาสอบสวนทันที
พอมีของกลางกับลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน เฉินคังหนิงก็ไม่ได้มีท่าทีใจเย็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ภายใต้การซักไซ้ซ้ำ ๆ ของหานปิน ในที่สุดเฉินคังหนิงก็ยอมรับสารภาพ
ท่าทีหยิ่งยโสโอหังก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น
ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ร้องไห้ฟูมฟาย เรียกแต่หัวหน้า ๆ อ้อนวอนให้หานปินช่วยลดหย่อนโทษให้
แถมยังอ้างว่าตัวเองแค่หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ ต่อไปจะไม่ทำผิดอีกแล้ว
หานปินเผยสีหน้ารังเกียจ ไม่คิดจะเชื่อคำพูดไร้สาระของเขาหรอก
...
หลังจากจัดการเรื่องที่กรมตำรวจเสร็จ
กว่าจะกลับจากกรมตำรวจสาขามาถึงบ้าน ก็ปาเข้าไปตีหนึ่งแล้ว
หานปินอาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ถ้าตอนนี้มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสักชาม นั่นคงจะเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกแล้ว
ทว่า เขาก็เหนื่อยจนไม่อยากจะขยับตัวแล้วจริง ๆ ได้แต่หาวออกมาทีหนึ่ง
“ขอแสดงความยินดี เจ้าหน้าที่ตำรวจหมายเลข 577533 สามารถคลี่คลายคดีลักทรัพย์ต่อเนื่องคดีแรกได้สำเร็จ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“การวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้า +4”
“มอบรางวัลเป็นค่าคุณงามความดี 10 คะแนน”
หานปินเผยรอยยิ้มออกมา สำหรับการชำระบิลค่าผ่อนชำระทักษะ ก็เข้าใกล้ไปอีกขั้นแล้ว
ขอแค่ชำระบิลค่าทักษะหมดแล้ว เขาก็จะสามารถเรียนรู้ทักษะการคลี่คลายคดีใหม่ ๆ ได้
หานปินกอดเก็บความคาดหวังเอาไว้ แล้วหลับใหลไปอย่างพึงพอใจ...
เช้าวันรุ่งขึ้น กรมตำรวจสาขาชิงเต่า
หน่วยสืบสวนอาชญากรรม 3 ห้องทำงานทีม 2
หลี่ฮุยหาวหวอด ฟุบหน้าลงกับโต๊ะเพื่อแอบงีบ
จ้าวหมิงไปกดน้ำร้อนมา เตรียมจะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
หานปินเอนหลังพิงเก้าอี้เล่นมือถือ งานตำรวจสืบสวนอาชญากรรมนี่ พอมีคดีเข้ามาก็ต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ยุ่งจนไม่มีเวลาได้พักผ่อน
พอไม่มีคดี หานปินก็ยินดีที่ได้ฉกฉวยเวลาพักผ่อนจากตารางงานที่ยุ่งวุ่นวาย
เขาไม่ใช่เครื่องจักร จะให้ทำงานตลอดเวลาได้ยังไง
ตราบใดที่เป็นคน ก็ย่อมมีอารมณ์ด้านลบ คนที่รู้จักการทำงานและการพักผ่อนที่สมดุล ถึงจะสามารถปรับตัวเข้ากับความหนักหน่วงของงานตำรวจสืบสวนอาชญากรรมได้ในระยะยาว
“จ้าวหมิง ทำไมถึงมากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่เช้าขนาดนี้ล่ะ” หานปินกล่าว
“เมื่อคืนหลังเลิกงานก็กินข้าวไปนิดหน่อย พอกลับถึงบ้านก็เกือบจะตีสองแล้ว ตอนเช้าเลยนอนเพลิน ไม่ทันได้กินข้าวเช้าครับ” ระหว่างที่พูด จ้าวหมิงก็ฉีกซองไส้กรอกอันหนึ่งออกมากินคำโต ๆ
เถียนลี่เดินเข้ามาในห้องทำงาน ในมือถือเอกสารอยู่ปึกหนึ่ง “หัวหน้าเจิงยังไม่มาอีกเหรอคะ?”
หานปินเงยหน้าขึ้น เหลือบมองนาฬิกาบนผนัง “ป่านนี้แล้ว คาดว่าวันนี้คงจะไม่มาอีกนั่นแหละ”
“แล้วแฟ้มคดีกับเอกสารพวกนี้ จะให้ใครเซ็นล่ะ?” เถียนลี่รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
“ก็ส่งให้หัวหน้าเจิ้งโดยตรงเลยสิครับ” จ้าวหมิงเสนอ
“เมื่อวาน พวกเราเตรียมจะวิดีโอคอลไปหาหัวหน้าเจิง ถามไถ่เขาหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ผลปรากฏว่างานยุ่งเกินไปจนไม่มีเวลาเลย วันนี้พวกเราจะเอายังไงกันดี จะวิดีโอคอล? หรือว่าจะไปเยี่ยมเขาดี?” หลี่ฮุยเงยหน้าขึ้นมา ขอความเห็นจากทุกคน
“นายเคยไปบ้านหัวหน้าเจิงเหรอ?” หานปินถาม
“ไม่เคย”
“ขนาดนายยังไม่เคยไป แล้วพวกเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าหัวหน้าเจิงพักอยู่ที่ไหน?” เถียนลี่ยักไหล่
“นั่นสิ!” หลี่ฮุยพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย
“เอาเถอะ ถือโอกาสตอนที่ยังไม่ยุ่งนี่แหละ วิดีโอคอลไปหาหัวหน้าเจิงกันดีกว่า ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกเราหลาย ๆ คนก็ยังพอจะช่วยอะไรได้บ้าง” หานปินเหลือบมองคนทั้งสาม “ใครจะโทร?”
“เจ้าหนูอย่างนายเพิ่งจะสร้างผลงานใหญ่มาหมาด ๆ แม้แต่หัวหน้าเจิ้งยังชมนายไม่หยุดเลย ถ้านายไม่โทรแล้วจะให้ใครโทร?” หลี่ฮุยกล่าว
“นั่นสิคะ หัวหน้าเจิงต้องถามเรื่องคดีแน่ ๆ ให้หานปินโทรไปน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว”
“พี่ปินครับ พี่ก็โทรไปเถอะ”
หานปินก็ไม่มัวมาเล่นตัวอะไร กดเปิดวีแชต แล้วกดขอวิดีโอคอลไปหาเจิงเผิง
“ตู้ด”
ครู่ต่อมา วิดีโอคอลก็เชื่อมต่อ บนหน้าจอมือถือปรากฏร่างของเจิงเผิงขึ้นมา
“หัวหน้าเจิงครับ สวัสดีตอนเช้า” หานปินยิ้ม
“หัวหน้าเจิงครับ/ค่ะ”
หลี่ฮุยทั้งสามคนก็โผล่หน้าเข้ามาทางด้านหลังด้วย
“พวกนายสามสี่คน วันนี้ทำไมถึงได้ว่างกันขนาดนี้ แต่เช้าก็วิดีโอคอลมาหาฉันเลย” เจิงเผิงเค้นยิ้มออกมา
“เมื่อวานเพิ่งจะปิดคดีไปได้คดีหนึ่ง วันนี้ก็เลยไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ เลยอยากจะดูว่าหัวหน้ากำลังยุ่งอะไรอยู่น่ะครับ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ธุระส่วนตัวนิดหน่อย”
หานปินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “หัวหน้าเจิงครับ ให้พวกเราไปช่วยไหม?”
“ไม่ต้องหรอก ฉันจัดการเองได้” เจิงเผิงโบกมือ
“หัวหน้าเจิงครับ คุณอย่าได้เกรงใจพวกเราเลยนะครับ” หลี่ฮุยกล่าว
“ใช่ครับ เรียกใช้พวกเราได้ทุกเมื่อเลยนะครับ” จ้าวหมิงกล่าว
“หัวหน้าเจิงคะ หลายวันนี้ที่คุณไม่อยู่ พวกเราก็รู้สึกไม่ชินกันเลยค่ะ” เถียนลี่ยิ้ม
“ไม่ชิน? หรือว่ารู้สึกสบายขึ้น ไม่มีคนคอยจ้ำจี้จ้ำไชพวกนายล่ะสิ” เจิงเผิงพูดหยอก
“โธ่ หัวหน้าล่ะก็”
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ/คะ” ทุกคนรีบปฏิเสธ
“พอได้แล้ว ชื่นชมเวลาแห่งอิสรภาพของพวกนายให้เต็มที่เถอะ อีกสองวันฉันก็จะกลับไปแล้ว ถึงตอนนั้นพวกนายได้ยุ่งกันหัวหมุนแน่” เจิงเผิงกล่าว
“ถ้างั้นพวกเราก็จะรอต้อนรับการกลับมาของหัวหน้าอยู่ที่ห้องทำงานนะครับ”
...
สองวันติดต่อกันไม่มีคดีเข้ามา เจิงเผิงก็ไม่ได้มาทำงาน พวกหานปินสี่คนก็เลยไร้คนควบคุม สบายขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว
โดยเฉพาะหานปิน พอมาถึงห้องทำงานก็นั่งแหมะลง ดื่มชาบ้างกาแฟบ้าง เล่นมือถือสักพัก นั่งเหม่อสักพัก ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างสบายอารมณ์มาก
พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ หานปินก็กลับมาที่ห้องทำงาน รู้สึกง่วงขึ้นมานิดหน่อย กำลังเตรียมจะแอบงีบสักพัก
“ก๊อง ๆ...”
“ตึง ๆ... ตึง ๆ...”
ด้านนอกพลันมีเสียงฆ้องเสียงกลองดังขึ้นมา
“เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!” หลี่ฮุยพูดอย่างสงสัย
“ฟังดูเหมือนข้างนอกกำลังตีฆ้องตีกลองกันอยู่นะครับ” จ้าวหมิงเดินไปที่ข้างหน้าต่าง ชะโงกหัวออกไปมอง
“ใครมันจะแน่ขนาดนั้น กล้ามาตีกลองถึงกรมตำรวจเลย” หลี่ฮุยก็วิ่งไปที่ข้างหน้าต่าง ชะโงกมองออกไปเช่นกัน
“หรือว่าจะเป็นขบวนขันหมากเจ้าสาวที่เดินผ่านหน้ากรมตำรวจของพวกเราคะ” เถียนลี่คาดเดา
หานปินชี้ไปที่นาฬิกาบนผนัง “เจ๊ครับ เจ๊ช่วยดูหน่อยเถอะครับว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เจ้าสาวคงจะเข้าบ้านไปนานแล้วล่ะครับ”
“เจ๊เถียนครับ เจ๊คงไม่ได้อยากจะแต่งงานหรอกใช่ไหม” จ้าวหมิงพูดหยอก
“ไปไกล ๆ เลยนะ เลิกพูดจาเหลวไหลไร้สาระพวกนี้ได้แล้ว” เถียนลี่หยิบหนังสือเล่มหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา ทำท่าจะขว้างออกไป
ทำเอาจ้าวหมิงตกใจรีบหลบ “เจ๊เถียนไว้ชีวิตผมด้วย ผมรู้ตัวว่าผมผิดไปแล้ว”
“อย่ามัวแต่เล่นกันอยู่เลย เฮ้ ขบวนตีฆ้องนั่นวิ่งเข้ามาในรั้วกรมตำรวจของพวกเราแล้ว” หลี่ฮุยตะโกน
“จริงด้วย คนไม่น้อยเลยนะนั่น”
“ดูไปดูมา ท่าทางแบบนี้มันเหมือนกับจะมามอบธงผ้าไหมขอบคุณเลยนะคะ” เถียนลี่พึมพำ
“ทีม 1 กับทีม 2 ช่วงนี้เพิ่งจะปิดคดีใหญ่อะไรไปเหรอ?”
“ไม่เห็นได้ยินเลย”
“พี่ฮุยครับ พี่รู้จักคนในกรมตำรวจสาขาเยอะ พี่รู้เรื่องบ้างไหม?” จ้าวหมิงถาม
หานปินตาไว ชี้ออกไปนอกหน้าต่าง “ทำไมฉันมองดูแล้ว คนสองสามคนที่เดินนำมานั่นหน้าตาคุ้น ๆ จัง”
“บังเอิญจัง ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน...” หลี่ฮุยพูดไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็นึกขึ้นมาได้ในทันที “นั่นมันเจ้าของห้องในชุมชนหลินฟางไม่ใช่เหรอ?”
“หรือว่า ธงผ้าไหมนั่นจะเอามามอบให้พวกเรา?!”